
เงินทองต้องรู้ : ความพอดีทางการเงิน
31 ต.ค. 2557
เงินทองต้องรู้ : ความพอดีทางการเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
ช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ จัดงานสัมมนาวิชาการประจำปี ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า “สัมมนา” และ “วิชาการ” จึงไม่แปลกถ้าชาวบ้านทั่วไปจะส่ายหน้า เพราะคิดไปว่า ไม่อยากปีนบันไดฟัง จริงๆ ก็ไม่ได้ตั้งใจจะเขียนถึงการสัมมนา หากไม่บังเอิญไปอ่านปาฐกถาพิเศษของ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีบางวรรคตอนที่น่าสนใจ เป็นวรรคตอนเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ในการดูแลภาคการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย
ท่านผู้ว่าการกล่าวไว้ว่า การดูแลภาคการเงินจึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการผลักดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจ กับการรักษาเสถียรภาพ เพื่อนำไปสู่ “ความพอดีของภาคการเงิน” ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากและละเอียดอ่อน ดังเช่นในกรณีของประเทศไทยที่ยังมีช่องว่างมากในการเข้าถึงแหล่งทุน โดยผลสำรวจในปี 2556 ชี้ให้เห็นว่า มีเพียง 41% ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 2.7 ล้านราย ที่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบธนาคารพาณิชย์ได้ เช่นเดียวกันกับภาคครัวเรือนที่เข้าถึงบริการด้านสินเชื่อจากภาคการเงินได้ไม่ถึง 40% แต่ในขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 83% ก็กำลังเป็นที่จับตากันอยู่ในช่วงนี้ว่าจะสะท้อนความเปราะบางทางการเงินมากน้อยเพียงใด
ความน่าสนใจอยู่ตรงคำว่า “ความพอดีของภาคการเงิน” ที่แบงก์ชาติต้องจัดการให้ดีระหว่างการผลักดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวมากๆ กับการรักษาเสถียรภาพ ซึ่งอาจหมายถึงการที่เศรษฐกิจโตต่ำๆ เพื่อนำไปสู่ “ความพอดี” ในภาวะที่ “ความไม่พอดี” กำลังคุกคามความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
ธุรกิจเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งก็คือ เงินกู้จากสถาบันการเงินได้ลำบาก ขณะที่ภาคครัวเรือนซึ่งหมายถึงประชาชนทั่วไปก็เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ลำบากไม่ต่างกัน แต่หนี้ภาคครัวเรือนกลับโตวันโตคืนอย่างน่าวิตก ผ่าน “หนี้นอกระบบ” ที่ชาวบ้านพึ่งพาอาศัยได้ง่าย สะดวกและรวดเร็วที่สุด แต่เจ้าหนี้บางรายก็โหดร้ายและทารุณไม่น้อย
ข้อมูลล่าสุดที่ “ชนะชัย ประยูรสิน” ผู้อำนวยการสำนักนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน กระทรวงการคลัง บอกไว้ ก็น่าสนใจไม่น้อย
เขาบอกว่า ตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบัน มีประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากหนี้นอกระบบร้องเรียนมายังกระทรวงการคลังเพื่อขอให้ช่วยเหลือทั้งสิ้น 31,147 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 2,600 ล้านบาท
สำหรับปัญหาที่ได้รับการร้องเรียนเข้ามามากที่สุด ได้แก่ การโดนทวงหนี้ด้วยความรุนแรง รองลงมา คือ การขอเจรจาประนอมหนี้ ซึ่งเจ้าหนี้ไม่ยินยอม จึงต้องการให้กระทรวงการคลังเป็นตัวกลาง และอันดับ 3 คือ ปัญหาคิดดอกเบี้ยในอัตราสูง จนไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ไหว
ข้อมูลที่ร้องเรียนเข้ามา มีการคิดดอกเบี้ยตั้งแต่ 2% ต่อเดือนไปจนถึง 5% ต่อเดือน และสูงสุดอยู่ที่ 70% ต่อปี !!
จากข้อร้องเรียนดังกล่าว กระทรวงการคลัง ได้ส่งต่อลูกหนี้ไปให้ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อให้เข้าช่วยเหลือแล้ว 30,783 ราย ซึ่งยังไม่ได้ติดตามว่า มีการช่วยเหลือได้มากน้อยเพียงใด แต่ช่วงที่มีการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบก่อนหน้านี้ ทั้งสองธนาคารสามารถช่วยลูกหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบรวมกันกว่าแสนราย ขณะนี้จึงยังเหลือเรื่องร้องเรียนอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 364 ราย มูลหนี้ 72 ล้านบาท
"กลุ่มลูกหนี้กว่า 30,000 ราย ที่ร้องเรียนผ่านมายังกระทรวงการคลัง อาจเป็นกลุ่มที่ได้รับการช่วยเหลือไปแล้ว ซึ่งปีนี้ยอมรับว่า จากภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้มีการร้องเรียนเรื่องหนี้นอกระบบเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมที่ผ่านมา มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาถึง 507 ราย เพราะเมื่อรายได้ไม่เพียงพอ ประชาชนก็ต้องหันไปพึ่งเจ้าหนี้เงินกู้ แม้ดอกเบี้ยสูงก็ตาม"
ล่าสุด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งให้ความช่วยเหลือ ด้วยการตั้งคณะกรรมการขึ้นมากำกับดูแลหนี้นอกระบบ รวมทั้งอยู่ระหว่างคัดเลือกชุมชนเข้มแข็งมาเป็นต้นแบบในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ โดยจะมีธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ทั้งในแง่การดูแลการทำบัญชีและการให้เงินทุน
ขณะเดียวกัน ยังมีความพยายามในการออกแพ็กเกจลดหนี้ให้แก่เกษตรกรที่มีปัญหาเรื่องการชำระหนี้ จนมีสถานะเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ทั้งประเทศจำนวนกว่า 1 แสนล้านบาท จากหนี้สินของเกษตรกรทั้งหมดซึ่งอยู่ในราว 1.2 ล้านล้านบาท เป้าหมายของการล้างหนี้-ลดหนี้ ก็เพื่อให้เกษตรกรเดินหน้าทำมาหากินต่อไปได้คล่องตัวขึ้น เพราะตราบที่ “หนี้เน่า” ยังรุม ก็เหมือนขาถูกฉุดไว้ กลับตัวก็ไม่ได้ เดินต่อไปก็ไม่ไหว
นึกถึงเมื่อครั้งที่ประเทศไทยยังมีแผลสดจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ถัดมาไม่กี่ปี ประเทศไทยก็จัดตั้งองค์กรกลางที่ทำหน้าที่รับโอนหนี้เน่าจากสถาบันการเงิน เพื่อให้สถาบันการเงิน “คลีน” จากหนี้เน่า แล้วเดินหน้าต่อไปได้ จากวันนั้นถึงวันนี้ สถาบันการเงินต่างมีประสบการณ์ จากที่เคยปล่อยกู้หละหลวม จากที่เคยตัดสินใจผิดพลาด ก็ใช้ความระมัดระวังมากขึ้น มีวินัยมากขึ้น เพื่อที่ไม่กลับไปสู่ปัญหาเดิมๆ จนทุกวันนี้ สถาบันการเงินต่างก็แข็งแกร่งมากขึ้นและมากขึ้น
ลูกหนี้รายย่อยหรือแม้แต่เกษตรกรที่กำลังจะได้รับความช่วยเหลือก็เช่นเดียวกัน เมื่อได้รับความช่วยเหลือแล้ว ได้รับการลดหนี้ ล้างหนี้แล้ว สิ่งสำคัญที่สุด ก็คือ “ความมีวินัย” อย่ากลับไปเป็นลูกหนี้เน่าแบบ “รี-เอ็นทรี” หรือหวนกลับมาก่อหนี้สินล้นพ้นตัวอีก เพราะไม่เช่นนั้นก็เดินหน้าไปไหนไม่พ้น ต้องถูกฉุดแข้งฉุดขารั้งหน้ารั้งหลังไปเรื่อยๆ
ล้างหนี้ได้แล้ว ก็ต้องหา “ความพอดีทางการเงิน” ให้เจอ ซึ่ง “ความพอดี” ก็คือ เมื่อลูกหนี้มีความจำเป็นต้องขอสินเชื่อ สิ่งสำคัญลำดับแรกที่เราต้องพิจารณาคือความสามารถในการชำระหนี้ของตนเอง จากนั้นก็เลือกประเภทสินเชื่อให้เหมาะสมกับความต้องการ ทำความเข้าใจกระบวนการและเงื่อนไขในการขอสินเชื่อ (ไม่เว้นแม้แต่สินเชื่อนอกระบบ)
แค่นี้ก็ไม่เป็นภาระของตัวเอง ของลูกหลาน ของวงศ์ตระกูล ของเจ้าหนี้ ของรัฐบาล หรือของสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว
---------------------------
(เงินทองต้องรู้ : ความพอดีทางการเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])



