ข่าว

 เส้นทางต่อสู้....ญาติ 78 เหยื่อ 'ตากใบ'

เส้นทางต่อสู้....ญาติ 78 เหยื่อ 'ตากใบ'

06 ก.ค. 2552

จากสุ้มเสียงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานด้านความมั่นคง ที่สะท้อนไปในทิศทางเดียวกันถึงความรุนแรงระลอกใหม่ ที่ปะทุขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในห้วงเวลานี้เกิดจากประเด็นคำสั่งศาลจังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา กรณีไต่สวนการตายเหตุการณ์ตาก

 แต่สำหรับ "แยนะ สะแลแม" หรือก๊ะนะ สตรีมุสลิมจาก ต.ศาลาใหม่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส กลับมองสวนทางไปจากความเชื่อของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างสิ้นเชิง !?!

 ชีวิตของแยนะต้องเข้ามาเกี่ยวพันกับโศกนาฏกรรมครั้งสำคัญนี้ชนิดยากจะลืม ทุกอย่างเกิดขึ้นในวันที่ 25 ตุลาคม 2547 จากการชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมแก่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) บ้านโคกกูเว หมู่ 5 ต.พร่อน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส 6 คน ที่ถูกตำรวจจับกุมในความผิดฐานแจ้งความเท็จ และยักยอกทรัพย์ของทางราชการ ขณะทั้ง 6 คนเข้าแจ้งความว่าถูกปล้นปืน กระทั่งนำมาสู่การสลายการชุมนุมหน้า สภ.อ.ตากใบ

 ภาพการสลายการชุมนุมครั้งนั้นยังติดตาใครหลายคน ผู้ชุมนุมถูกยิงเสียชีวิตทันที 7 ศพ และเสียชีวิตขณะขนย้ายไปค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี อีก 78 ราย บุตรชายของแยนะเป็นหนึ่งในผู้ชุมนุมที่ถูกคุมตัวไปค่ายอิงคยุทธบริหาร และต่อมาเป็น 1 ใน 58 คนที่ถูกอัยการฟ้องร้องดำเนินคดี...ไม่เฉพาะลูกชายของเธอเท่านั้น แต่ยังมีญาติและเพื่อนบ้านอีก 17 คนถูกดำเนินคดีในข้อหาเดียวกันนี้ด้วย  

 ทั้งหมดคือต้นธารของเหตุการณ์ที่ลากเอาชีวิตของแยะนะเข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีตากใบตั้งแต่ต้น เมื่อเธอตัดสินใจลุกขึ้นช่วยเหลือผู้ถูกฟ้องร้องในฐานะแม่ ญาติ และเพื่อนบ้านผู้ร่วมทุกข์จนถึงทุกวันนี้

 เป็นเวลา 3 ปีท่ามกลางความพยายามแสวงหาความจริงเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมตากใบ เพื่อคืนความยุติธรรมให้ผู้ชุมนุมและญาติ ด้วยการฟ้องแพ่งหน่วยงานของรัฐทั้งหมด 3 คดี เรียกร้องให้รัฐชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ชุมนุมที่เสียชีวิต บาดเจ็บ และพิการ นำมาสู่การประนีประนอมยอมความ โดยรัฐยอมชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนหนึ่ง เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2550 ที่ศาลจังหวัดนราธิวาส

 ส่วนคดีอาญาที่อัยการฟ้องผู้ชุมนุมนั้น มีการถอนฟ้องโดยให้เหตุผลว่าการดำเนินคดีต่อไปจะไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม รังแต่จะทำให้เกิดความแตกแยกกันมากขึ้น

 การลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องสิทธิแก่ผู้เสียหายครั้งนี้ ทำให้แยนะได้รับรางวัล "ผู้หญิงปกป้องสิทธิมนุษยชน" จากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ปี 2550 และยังเป็น 1 ใน 26 คนไทยที่ได้รับรางวัล "พลเมืองคนกล้า" จากสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปี 2552 ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่นักต่อสู้เพื่อพิทักษ์ความถูกต้องในสังคม สะท้อนความเป็นต้นแบบของความกล้าหาญ ที่จะเผชิญกับสิ่งท้าทาย หรืออันตรายจากกลุ่มอิทธิพล

 การยึดมั่นและดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมของญาติเหยื่อตากใบตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยปราศจากแนวคิดใช้ความรุนแรง ทำให้แยนะเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ที่ความรุนแรงระลอกใหม่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ในปัจจุบัน จะมีผลมาจากคำสั่งศาลจังหวัดสงขลา 29 พฤษภาคม 52 ส่วนจะมาจากปัจจัยใดไม่รู้ ที่สำคัญคือเจ้าหน้าที่รัฐไม่ควรโยงเอาคดีตากใบมาเป็นข้ออ้างว่า เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเวลานี้

 สตรีมุสลิมผู้นี้ชี้ว่าเหตุการณ์ตากใบได้กลายเป็นบาดแผลฉกรรจ์ในความรู้สึกของชาวบ้านที่มีต่อภาครัฐ ที่พลั้งพลาดในการแก้ไขปัญหา การเยียวยาความรู้สึกที่ยังไม่หายขาด ไม่ควรนำมาเป็นเงื่อนไขในความรู้สึกซ้ำอีก

 "เจ้าหน้าที่ต้องนำข้อเท็จจริงมาบอกต่อประชาชนให้ได้ว่า ความรุนแรงช่วงนี้มีต้นตอมาจากสาเหตุใด หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคดีตากใบ คนที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงคือใคร เพราะส่วนตัวมั่นใจว่าไม่ใช่ชาวบ้าน และครอบครัวของผู้สูญเสียเป็นผู้กระทำแน่นอน"

 แยนะย้ำด้วยว่าวันนี้ก็ยังเห็นได้ชัดว่า ญาติผู้เสียหายจากเหตุการณ์ตากใบยังใช้แนวทางตามกฎหมาย ด้วยการยื่นอุทธรณ์ต่อคำสั่งศาลจังหวัดสงขลา คดีหมายเลขดำที่ ช.16/2548 หมายเลขแดงที่ ช.8/2552 วันที่ 29 พฤษภาคม 2552 ที่ศาลอาญากรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา แม้ศาลจะไม่รับคำร้องพวกเขาก็ยังยืนยันจะต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

 "สิ่งที่เราทำแสดงให้เห็นถึงแนวทางการดำเนินการ ที่เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายมาโดยตลอด ด้วยหวังให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ให้คำตอบ จึงเป็นไปไม่ได้ว่าความรุนแรงในวันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากคดีตากใบ ตามที่เจ้าหน้าที่รัฐปักใจเชื่อ"

 เจ้าของผลงาน "ผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชน... เพราะฉันคือคนไทย" แยนะ สะแลแม ทิ้งท้ายว่า ตราบใดที่รัฐยังไม่สามารถขจัดม่านแห่งความรู้สึกด้านลบออกจากชาวบ้านที่มีต่อเจ้าหน้าที่ลงได้ โดยเฉพาะทัศนคติเรื่องความไม่เป็นธรรม ตราบนั้นการสร้างสันติสุขอย่างยั่งคืนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ยังคงเป็นเรื่องยาก เพราะกลไกอำนาจรัฐกับมวลชนยังไม่สามารถรวมเป็นเนื้อเดียวกันได้

 ดังนั้น การกล่าวอ้างถึงเหตุการณ์ที่ยังเป็นปมในความรู้สึกของชาวบ้านว่า เป็นหนึ่งในเชื้อความรุนแรงเวลานี้ จะยิ่งไม่เป็นผลดีในระยะยาว หรืออาจเป็นการเพิ่มรอยปริแยกในใจของอีกฝ่าย จนกลายเป็นรอยร้าวสร้างปัญหาใหม่ได้ในอนาคต
  
 สุพิชฌาย์ จันต๊ะปา