ข่าว

รื้อเกณฑ์'คดีพิเศษ'ป้องการเมืองแทรก!

รื้อเกณฑ์'คดีพิเศษ'ป้องการเมืองแทรก!

29 ต.ค. 2557

'ไพบูลย์' สั่งรื้อมาตรฐานการรับคดีพิเศษ ปิดช่องการเมืองแทรกแซง ห้ามอธิบดีดีเอสไอใช้ดุลพินิจ ด้าน 'สุวณา' ยอมรับรู้สึกกดดันการแก้ปัญหาภาพลักษณ์องค์กร

 
                          29 ต.ค. 57  พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวภายหลังประชุมมอบนโยบายให้กับนางสุวณา สุวรรณจูฑะ ว่าที่อธิบดีดีเอสไอ และผู้บริหารดีเอสไอ ว่า ตนได้รับฟังการทำงานจากผู้บัญชาการสำนักคดีทั้ง 13 สำนัก และได้สั่งการให้นางสุวณา ไปประชุมร่วมกับทุกสำนักคดี เพื่อวางแนวทางการรับคดีอาญาทั่วไปเป็นคดีพิเศษ ซึ่งเจตนารมณ์ในการก่อตั้งดีเอสไอ กำหนดให้มีคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ร่วมกันพิจารณาว่าสมควรรับคดีใดเป็นคดีพิเศษบ้าง แต่ที่ผ่านมามีการแก้ไขขยายคำจำกัดความของคดีพิเศษ เปิดให้อธิบดีดีเอสไอ สามารถใช้ดุลพินิจว่าจะรับหรือไม่รับคดีใดเป็นคดีพิเศษ เพราะอาจเป็นช่องทางให้การเมือง หรือฝ่ายบริหารเข้ามาแทรกแซง ตนเป็นรัฐมนตรี ชอบที่สามารถสั่งดีเอสไอได้ แต่คิดว่าไม่ใช่เรื่องถูกต้อง จึงต้องการให้ดีเอสไอ กลับไปทำงานภายใต้บอร์ด กคพ.อย่างเคร่งครัดเหมือนเดิม แม้ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ จะกำหนดลักษณะคดี 36 คดี เป็นคดีแนบท้ายให้ดีเอสไอสอบสวนโดยอัตโนมัติ แต่หลังจากนี้ ทุกคดีก่อนรับเป็นคดีพิเศษ ต้องเสนอให้บอร์ด กคพ.พิจารณาอย่างรอบคอบ อาจจะทำให้การทำงานล่าช้าไปบ้าง แต่เชื่อว่าจะเป็นผลดีมากกว่า
 
                          "ผมสั่งการให้ดีเอสไอ ทำรายงานสรุปผลการสอบสวนคดีทุกคดีที่ระบุว่าสอบสวนเสร็จไปแล้วกว่า 80% เพื่อให้รู้ว่าคดีที่บอกว่าสอบสวนเสร็จทำงานกันอย่างไร ทำไมดีเอสไอถึงได้มีภาพลักษณ์เสียหาย การรับสอบสวนคดีเพราะถูกสั่งมาใช่หรือไม่ ทั้งนี้การเรียกสำนวนมาตรวจสอบไม่ใช่ต้องการลงโทษใคร แต่ต้องการดูว่าการสอบสวนของดีเอสไอ ส่งผลกระทบถึงใครบ้าง ซึ่งจะเป็นคำตอบว่า ควรจะปฏิรูปดีเอสไออย่างไร"
 
                          ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ต้องรายงานเป็นคดีการเมืองจากการชุมนุมของเสื้อแดง และ กปปส.ใช่หรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ทุกคนเป็นคนไทยทั้งหมด เรื่องนี้ได้กำชับไปแล้ว เวลาส่งรายงานห้ามระบุว่าเป็นผู้ชุมนุมกลุ่มใด ให้รายงานว่าชุมนุมในสถานที่ใด ไม่ต้องแบ่งแยก ตราบใดที่ตนยังนั่งทำงานในตำแหน่งนี้ จะไม่มีการแบ่งแยกประชาชนเด็ดขาด เช่นเดียวกับคดีผังล้มเจ้า และคดีความผิดตามมาตรา 112 ก็จะเรียกมาตรวจสอบว่ายังอยู่ในความรับผิดชอบของดีเอสไออยู่หรือไม่ ส่วนคดีบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งมีกฎหมายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกฎหมายของกระทรวงมหาดไทยอยู่แล้ว หากดีเอสไอจะเข้าไปทำคดีจะเข้าไปในลักษณะใดเพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อน เพราะหลายคดีตำรวจก็สอบสวนได้ ในส่วนของดีเอสไอจะยังคงรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนตามปกติ แต่อาจจ่ายไปให้หน่วยงานอื่นดำเนินการ เว้นแต่เป็นอาชญากรรมพิเศษที่มีความสลับซับซ้อนจริงๆ
 
                          ด้านนางสุวณา กล่าวว่า รัฐมนตรีมีนโยบายชัดเจนให้กำหนดหลักเกณฑ์การทำงานในดีเอสไอ ให้ใช้ดุลพินิจน้อยที่สุด การดำเนินคดีควรยึดอยู่ในหลักกฎหมาย เพราะความคิดของบุคคล อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานได้ สำหรับตนหลังเข้ารับตำแหน่ง ขอให้ข้าราชการตั้งใจทำงาน เพื่อแก้ไขปัญหาภาพลักษณ์องค์กร ทำงานซื่อสัตย์สุจริตเพื่อให้องค์กรยอมรับ ส่วนตัวไม่กังวลใจในการเข้ามารับภารกิจอธิบดีดีเอสไอ เพราะที่ผ่านมาได้ทำงานในกระบวนการยุติธรรมมาโดยตลอด แต่ยอมรับว่า มีความกดดันในเรื่องภาพลักษณ์องค์กร ซึ่งการแก้ไขให้ประสบความสำเร็จ ต้องอาศัยความร่วมมือบุคคลในกรม ต้องเป็นคนที่มีความรู้ ทำงานพิเศษกว่าปกติ เชื่อว่าจะได้รับความร่วมมือที่ดี พรุ่งนี้จะเรียกประชุมรองอธิบดี และผู้บัญชาการสำนักคดี เพื่อเร่งรัดกำหนดหลักเกณฑ์การรับคดีพิเศษตามที่รัฐมนตรีสั่งการ และขีดเส้นให้รายงานภายใน 2 วัน