
ต้นทุเรียนยักษ์ 200ปีพระราชทานจากร.5รอดดินโคลนถล่ม
พบต้นทุเรียนยักษ์เมืองลับแล จ.อุตรดิตถ์ อายุ 200 ปี สูงใหญ่สง่ารอดจากดินโคลนถล่ม เจ้าของอนุรักษ์มานานกว่า 4 ชั่วอายุ เผยรับพระราชทานจากรัชกาลที่ 5 ปัจจุบันเหลือเพียง 3 ต้น กำชับลูกหลานห้ามตัด ห้ามขาย ห้ามเสียบยอดต่อกิ่งเด็ดขาด
แม้พื้นที่ อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ จะประสบภัยดินโคลนพัดถล่มเมื่อปี 2549 สภาพสวนทุเรียนได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก แต่ยังมีต้นทุเรียนขนาดใหญ่อายุ 200 ปี ที่ยังคงยืนหยัดออกผลให้เจ้าของสวนทุกปี โดยเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม นายทรงวุฒิ จันทร์ดา เกษตรอำเภอลับแล จ.อุตรดิตถ์ นายฤทัย แก้วทิ นายก อบต.แม่พูล และนายประจวบ สืบจ้อน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ต.แม่พูล อ.ลับแล ลงพื้นที่สำรวจต้นไม้เขต อ.ลับแล ที่มีขนาดใหญ่และมีอายุยาวนานหลังจากเกิดดินโคลนถล่ม เพื่อหาแนวทางร่วมอนุรักษ์
จากการสำรวจสวนทุเรียนและลางสาดของนางปิ่น ทองอินทร์ อายุ 83 ปี ราษฎร หมู่ 4 ต.แม่พูล ห่างจากหมู่บ้านไปประมาณ 300 เมตร พบต้นทุเรียนยักษ์ มีขนาดสูงใหญ่จำนวน 3 ต้น ยืนต้นสง่างามอยู่ภายในสวน ท่ามกลางสภาพร่องรอยดินโคลนถล่มที่ยังมีให้เห็น
นายทรงวุฒิ กล่าวว่า ต้นทุเรียนดังกล่าวเป็นพันธุ์พื้นเมือง ที่มีอายุและขนาดที่ใหญ่ที่สุดที่เคยสำรวจในจังหวัดทางภาคเหนือ โดยต้นทุเรียนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีเส้นรอบวง 2.33 เมตร หรือขนาด 2 คนโอบ สูง 35 เมตร และมีอายุร่วม 200 ปี และบริเวณภายในสวนเดียวกันยังพบต้นทุเรียนที่มีขนาดใหญ่ และเจ้าของสวนปลูกช่วงเวลาเดียวกันอีก 2 ต้น คือมีเส้นรอบวง 2.26 เมตร สูง 15 เมตร และเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.15 เมตร สูง 41 เมตร ยังสมบูรณ์และให้ผลผลิตกับเจ้าของสวน
พื้นที่ อ.ลับแล มีการปลูกทุเรียนทั้งพันธุ์หมอนทอง พันธุ์หลงลับแล หลินลับแล และพันธุ์พื้นเมือง มากที่สุดของภาคเหนือ จากเดิมมีพื้นที่กว่า 5 หมื่นไร่ ให้ผลผลิตปีละ 6-7 หมื่นตัน สร้างรายได้กว่า 1,000 ล้านบาท หลังจากเกิดอุทกภัยดินโคลนถล่มกระแสน้ำกัดเซาะต้นทุเรียนที่ราบริมลำห้วยเสียหายเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะต้นทุเรียนที่มีขนาดใหญ่ และอายุกว่า 100 ปี ซึ่งปีนี้จากการสำรวจมีทุเรียนเหลืออยู่ 3 หมื่นไร่ ผลผลิตที่คาดว่าจะออกสู่ตลาดประมาณ 3.5 หมื่นตัน ชาวสวนมีรายได้ประมาณ 500-600 ล้านบาท
นายทรงวุฒิ กล่าวอีกว่า จ.อุตรดิตถ์ กำหนดจัดงานมหัศจรรย์ทุเรียนในวันที่ 16-19 กรกฎาคมนี้ ที่ศูนย์จำหน่ายสินค้าโอท็อป เทศบาลตำบลหัวดง อ.ลับแล เพื่อประชาสัมพันธ์ทุเรียนที่กำลังออกสู่ตลาดในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายนนี้ ซึ่งทุเรียนยักษ์จะกลายเป็นจุดเด่นของการเปิดตัวงานดังกล่าว พร้อมเสนอให้อำเภอลับแลเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรต่อไป
นางปิ่น ทองอินทร์ อายุ 83 ปี เจ้าของต้นทุเรียนยักษ์ กล่าวว่า ต้นทุเรียนทั้ง 3 ต้นนั้น นายขุนพล แก้วพูลปกรณ์ อดีตกำนันตำบลแม่พูล ซึ่งมีศักดิ์เป็นทวด เป็นผู้ปลูกไว้ภายในสวนมีเนื้อที่กว่า 10 ไร่ โดยเดินทางไปรับพันธุ์ทุเรียนพื้นเมืองไกลถึงกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นต้นทุเรียนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระราชทานให้เกษตรกร หลังจากเสียชีวิตลูกหลานก็รับช่วงดูแลต่อ ตนเป็นผู้ดูแลช่วงที่ 4 และกำลังจะมอบให้ลูกสาวดูแลต่อ เนื่องจากอายุมาก ไม่สามารถเดินเข้าไปในสวนได้แล้ว
ทั้งนี้ ในสวนทุเรียนมีการเสียบยอดต่อกิ่ง เพื่อเปลี่ยนพันธุ์จากทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองเป็นพันธุ์ที่ตลาดต้องการ เพราะปลูกทุเรียนในเชิงพาณิชย์ แต่จะเว้นไว้ 3 ต้น เพื่อความเป็นสิริมงคล และอนุรักษ์ให้อยู่คู่บ้านคู่เมือง สมกับตำนานเมืองลับแล และเป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็ง ต่อสู้กับปัญหาอุปสรรคต่างๆ โดยเฉพาะสภาวะเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางการเมืองที่วุ่นวายในปัจจุบัน เพราะต้นทุเรียนทั้ง 3 ต้นสามารถอยู่ได้มาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะดินโคลนถล่มก็ยังยืนหยัดและให้ผลผลิตกับเจ้าของสวน
“ยายได้กำชับลูกไว้แล้วว่าอย่าตัด อย่าขาย และอย่าเสียบยอดต่อกิ่งเด็ดขาด ทุเรียนทั้ง 3 ต้นยังคงให้ผล แต่ด้วยอายุมาก จึงให้ผลผลิตน้อยปัจจุบันเพียงต้นละ 20-30 ผล จากเดิมที่เคยให้ผลผลิตมากถึง 200-250 ผล และสามารถสร้างรายได้จนยายส่งเสียลูก 7 คนเรียนจบและมีงานทำทั้งหมด ต้นทุเรียนดังกล่าวจึงเปรียบเหมือนผู้มีพระคุณโดยแท้ และยินดีหากจังหวัดจะใช้เป็นจุดเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงเกษตร” นางปิ่น กล่าว



