ข่าว

นักก.ม.เสนอทางเลือก‘ภาษีมรดก’

นักก.ม.เสนอทางเลือก‘ภาษีมรดก’

29 ต.ค. 2557

นักก.ม.เสนอทางเลือก‘ภาษีมรดก’ แก้‘ป.รัษฎากร’เลิกยกเว้นภาษีเงินได้ : สัมภาษณ์พิเศษ โดยศักรินทร์ เข็มทอง

                 กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง แถมยังสร้างความตื่นตระหนกไม่น้อย สำหรับนโยบายการเก็บ "ภาษีมรดก" ของรัฐบาลหลังการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

                 ข่าวที่ว่ารัฐบาล "เอาแน่" กับภาษีมรดก ไม่ใช่แค่ทำให้ตื่นตระหนกเฉยๆ แต่ยังดันยอดโอนอสังหาริมทรัพย์ให้ทายาทพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในห้วง 2 เดือนที่ผ่านมา

                 จะไม่ให้ผู้คนตกใจได้อย่างไร เพราะก่อนหน้านี้มีมือดีเผยแพร่ "พ.ร.บ.ภาษีมรดก" ฉบับเต็มผ่านทางโซเชียลมีเดีย โดยอ้างว่า คสช.ใช้อำนาจพิเศษประกาศใช้เรียบร้อยแล้ว ทั้งๆ ที่ร่างกฎหมายฉบับจริงยังไม่ได้ส่งเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ด้วยซ้ำ

                 ที่ผ่านมามีเพียง คสช.อนุมัติในหลักการให้กรมสรรพากรดำเนินการจัดเก็บภาษีมรดกได้ โดยให้พิจารณาใน 3 ประเด็นเป็นดั่งกรอบกว้างๆ คือ 1. เก็บภาษีจากผู้ที่ได้รับมรดก 2.มรดกที่ถูกเก็บภาษีต้องเป็นสินทรัพย์ที่มีการขึ้นทะเบียนไว้เป็นหลักฐาน เช่น เงินฝาก พันธบัตร บ้าน ที่ดิน รถยนต์ และหุ้นทั้งที่อยู่ในหรือไม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ส่วนสินทรัพย์ที่ไม่มีการขึ้นทะเบียน เช่น ทองคำ นาฬิกา พระเครื่อง และของสะสมต่างๆ ไม่มีการจัดเก็บภาษี 

                 และ 3.อัตราภาษียังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยอัตราที่เป็นไปได้คือ 5-30% ของราคาสินทรัพย์ แต่ตัวเลขที่เคาะออกมาและน่าเชื่อว่าใกล้เคียงที่สุด คือ 10%

                 อย่างไรก็ดี จากปรากฏการณ์ที่แม้ยังไม่มีกฎหมายจัดเก็บภาษี แต่ก็มีการแห่โอนทรัพย์สินกันให้ฝุ่นตลบแล้ว จึงกลายเป็นคำถามว่าหากผลักดันกฎหมายออกมาได้จริงๆ จะมีผลในทางปฏิบัติและคุ้มค่าต่อการจัดเก็บดังที่ตั้งความหวังให้เป็นรายได้เข้าประเทศหรือไม่

                 ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายภาษี ไขข้อข้องใจและสร้างความกระจ่างเกี่ยวกับภาษีมรดกเอาไว้แบบทุกแง่ทุกมุม

                 O ภาษีมรดกมีประโยชน์จริงหรือไม่?

                 เราต้องมองย้อนกลับไปว่า ประเทศไทยมีภาษีมรดกอยู่ตั้งนานแล้ว ตั้งแต่กฎหมายตราสามดวง และเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองก็มีภาษีมรดกในช่วงปี พ.ศ.2476 แต่เราไปทำข้อยกเว้นเรื่องภาษีเงินได้เอาไว้ โดยระบุว่าเมื่อเสียภาษีมรดกแล้ว ก็ไม่ต้องไปเสียภาษีเงินได้อีก ทุกวันนี้ยังมีบัญญัติอยู่ในประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (10) รวมทั้งมรดกที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ หากนำไปขายก็ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้อีกด้วย แต่ตอนหลังแก้ไขให้ต้องเสียในขั้นตอนการนำไปขาย

                 กระทั่งในสมัยรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม ประมาณปี พ.ศ.2490 เราได้ยกเลิกภาษีมรดกไป แต่ไม่ได้ไปแก้เรื่องภาษีเงินได้ที่ยกเว้นเอาไว้ (ในประมวลรัษฎากร) ไม่ให้เก็บภาษีเงินได้จากมรดก เราต้องไม่ลืมว่าการรับเงินได้จากใครมา มันเป็นเงินได้ที่ต้องประเมินภาษีทั้งสิ้น แต่เราไปเขียนว่า "เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา เงินได้ที่ได้รับจากการรับมรดก หรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี" (มาตรา 42 (10) ประมวลรัษฎากร) ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ โดยไม่มีกำหนดเพดานหรือจำกัดมูลค่าว่าได้มาเท่าไร

                 ผมคิดว่ากฎหมายไม่น่าจะเป็นไปในลักษณะนี้ มันควรจะกำหนดหรือน่าจะมีเพดานไว้ว่าได้รับทรัพย์สินมาไม่เกินจำนวนเท่าไร จึงไม่ต้องเสียภาษี ยกตัวอย่างเช่น ไม่เกิน 10 ล้านบาท หรือ 50 ล้านบาท ควรจะมีเพดานเอาไว้

                 เรื่องนี้เราต้องมองเทียบกับผู้ใช้แรงงาน เขาได้เงินมาเป็นเงินได้ก็ต้องเสียภาษีทั้งสิ้น แต่คนที่ได้มรดกมากลับไม่ต้องเสีย ฉะนั้นถ้าเอาไปเปรียบเทียบกับคนใช้แรงงาน หรือมนุษย์เงินเดือน ผมคิดว่าคนที่ได้มรดกมายิ่งต้องเสียภาษี ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ ฉะนั้นถ้าเรายังอยากจะยกเว้นภาษีเงินได้ตรงนี้อยู่อีก (มาตรา 42 (10) ประมวลรัษฎากร) ก็ต้องเก็บภาษีมรดก

                 O อยากให้อาจารย์ช่วยขยายความเพิ่มเติมเกี่ยวกับประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (10)?

                 ก็หมายความว่าคุณได้เงินหรือได้ทรัพย์สินอะไรมาจากการรับมรดก คุณไม่ต้องเสียภาษี แต่ถ้าคุณเอาเงินมาให้อาจารย์ อย่างนี้อาจารย์ต้องเสียนะ

                 ฉะนั้นถ้าเรายังคงไม่เก็บภาษีเงินได้ในส่วนนี้ แล้วจะไปเก็บภาษีมรดก เราก็ต้องออกแบบภาษีมรดกว่าควรจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่าคนที่ได้ทรัพย์สินมาเปล่าๆ โดยไม่ต้องออกแรง กลับได้รับการยกเว้น แต่คนออกแรงกลับต้องเสียภาษี มันไม่สอดคล้องกัน

                 O ภาษีมรดกจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้จริงหรือไม่?

                 ผมคิดว่ามันคงจะไม่ได้สร้างรายได้ให้ประเทศมากมายนัก แต่มันเป็นจิตวิทยาว่าคนร่ำรวยก็ต้องเสียภาษีมรดก เพื่อคืนให้สังคมบ้าง แล้วสังคมนำเงินตรงนี้ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น เช่น ต้องกำหนดไปเลยว่าเอาไปใช้เพื่อการศึกษา เพื่อคนยากไร้ หรือจะใช้เป็นทุนการศึกษาที่เราอยากจะสนับสนุน อาทิ สายวิทยาศาสตร์ สายอาชีวะ เพื่อให้คนได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง ให้เปลี่ยนชีวิตใหม่ได้

                 O คิดอย่างไรกับตัวเลขที่เคาะออกมาว่ารัฐบาลอาจจะกำหนดให้เสียภาษีมรดกในเรต 10% ของทรัพย์สินที่เป็นมรดก?

                 ถ้าเรต 10% แล้วผมเป็นคนรวย ผมเห็นด้วยทันทีเลยว่าภาษีมรดกดีกว่า เพราะภาษีเงินได้คิดเรตตั้ง 35% เงินได้เกิน 4 ล้านบาทก็เสีย 35% อยู่แล้ว ฉะนั้นหากต้องการรายได้เข้ารัฐ ต้องเรียกร้องให้แก้เรื่องภาษีเงินได้ คือ ประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (10)

                 คุณรู้ไหมในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ เขาให้เสียภาษีทั้ง 2 แบบเลย คือเสียทั้งภาษีเงินได้ และภาษีมรดก แต่ของเขาเพดานการเสียค่อนข้างต่ำ คือ 3-5% เท่านั้น เพราะถ้าไม่มีการให้เสียภาษีมรดก คนก็ต้องไปบีบให้จำกัดการยกเว้นภาษีเงินได้กรณีรับมรดก ให้มันจำกัดหรือมีเพดาน มิฉะนั้นคนที่ได้มรดกก็ไม่มีช่องต้องเสียภาษีเลย ดังที่เป็นอยู่ในประเทศไทย

                 O อาจารย์เคยให้สัมภาษณ์เสนอทางเลือกว่า ถ้าไม่เก็บภาษีมรดก ก็ให้คนรวยหรือคนที่มีมรดกเอาเงินไปใส่มูลนิธิ อาจจะดีกว่าจ่ายภาษีให้รัฐ มันดีกว่าอย่างไร?

                 การเก็บภาษีแล้วใส่เงินกลับไปในระบบ เงินก็จะวิ่งเข้าหาคนรวยเหมือนเดิม เช่น ผ่านงบประมาณกระตุ้นการลงทุน ฉะนั้นบางประเทศมีช่องทางยกเว้นภาษีมรดก แต่ให้นำเงินไปใส่มูลนิธิแทน แล้วสามารถไปหักลบกับทรัพย์สินที่เป็นมรดกได้ ไม่ต้องเสียภาษี

                 สมมุติคุณมีมรดก 1,000 ล้านบาท ยกตัวอย่างในสหรัฐอเมริกา เขาเก็บเงินภาษีมรดกสูงถึง 50% เลยทีเดียว เมื่อคำนวณแล้วรัฐเอาไปเสีย 500 ล้านบาท อีก 500 ล้านบาทถึงจะตกอยู่กับลูกหลาน เมื่อเป็นอย่างนี้ก็เอาเงินทั้ง 1,000 ล้านบาท ใส่มูลนิธิดีกว่า ทรัพย์สิน 500 ล้านบาทไม่ต้องตกอยู่กับลูก แต่เอาดอกผลไปสร้างสาธารณประโยชน์ แล้วให้ลูกหลานมาช่วยดูแล ก็เป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้แก่วงศ์ตระกูลได้อีก ลูกหลานคนไหนมีจิตสาธารณะก็มาบริหารมูลนิธิ

                 O เกรงว่าจะเป็นช่องทางสำหรับการฟอกเงินหรือไม่?
 
                 ไม่ต้องกลัว เพราะเราต้องไม่ลืมว่ามูลนิธิเป็นองค์กรสาธารณะ ถ้าคุณทำอะไรไม่ถูกต้อง รัฐสามารถสั่งให้ยกเลิกได้ แล้วทรัพย์สินต่างๆ ของมูลนิธิก็จะตกเป็นของรัฐ หรือองค์กรการกุศลกลาง เช่น สภากาชาด เพราะฉะนั้นใครจะเอาไปทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนมันไม่ได้ แล้วมันก็อยู่ในความควบคุมดูแลของรัฐ ต้องทำรายงานส่งรัฐทุกปี รัฐตรวจสอบได้ว่าคุณเอาเงินไปทำอะไร ดูได้จากงบดุล ผมคิดว่าคนคงไม่กล้าเอาไปซุก เพราะถ้าจะซุกเขาก็เอาไปซุกนอกประเทศ

                 O แนวคิดแบบนี้จะเกิดขึ้นได้จริงหรือในสังคมไทย?

                 ถ้ามันไม่สามารถเกิดขึ้นจริง คนเขาก็จะไปเรียกร้องให้เลิกข้อยกเว้นเรื่องภาษีเงินได้
..........................................

(หมายเหตุ : นักก.ม.เสนอทางเลือก‘ภาษีมรดก’ แก้‘ป.รัษฎากร’เลิกยกเว้นภาษีเงินได้ : สัมภาษณ์พิเศษ โดยศักรินทร์ เข็มทอง)