
ประยุทธ์วอนสื่อเสนอข่าวแสดงโขนรามเกียรติ์
ประยุทธ์วอนสื่อเสนอข่าวแสดงโขนรามเกียรติ์ บอกจุดหมายคือแก้ปัญหาชาติบ้านเมืองให้ได้ สั่งหารือสปช.สัปทานพลังงานใน2เดือน
เมื่อเวลา 14.00น.วันที่ 28 ต.ค.2557 ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนโดยใช้โพเดียมเป็นเวลา 42 นาที โดยมีประเด็นหลากหลาย อย่างไรก็ตามท้ายการสัมภาษณ์นายกฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “พอแล้ว ตอนนี้อารมณ์กำลังดีอยู่” พร้อมขอให้สื่อมวลชนช่วยนำเสนอข่าวการแสดงโขนรามเกียรติ์จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ ชุด “ศึกอินทรชิต ตอนนาคบาศ” ประจำปี 2557 ด้วย ก่อนกล่าวว่า อะไรที่ดีก็ขอให้เสนอข่าวให้ด้วย
“เสนอข่าวสองด้านเราไม่ว่า แต่ถ้าเสนอข่าวเพียงด้านลบเพียงด้านเดียว บ้านเมืองไปไม่ได้ ก็ช่วยเสนอในส่วนที่เราทำดี ส่วนที่ทำไม่ดีก็เสนอข้อแนะนำมา ใครจะผิดจะถูกก็ไปว่าในกระบวนการยุติธรรม บ้านเมืองก็จะไม่วุ่นวาย ถ้าเอามาพันทั้งหมดทุกอย่างก็ล้มเหลวไม่มีใครทำอะไรได้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
เมื่อถามว่าเป็นห่วงหรือไม่ว่าตัวเองกำลังตกเป็นเป้า พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวปฏิเสธว่า “ไม่ห่วง ผมโดนมานานแล้ว” เมื่อถามว่าเป็นเพราะวันนี้เป็นหัวหน้ารัฐบาลใช่หรือไม่ พล.อ.ปะยุทธ์ กล่าวว่า “ผมเป็นหัวหน้า คสช.และก็เป็นนายกรัฐมนตรีด้วย วันนี้ที่เข้ามาเป็นเพราะคสช.อย่าลืมตรงนี้ว่า คสช.เข้ามาทำอะไร ดังนั้นไม่ว่าผมจะเป็นอะไรก็ตามจุดมุ่งหมายหลักคือการเข้ามาแก้ปัญหาชาติบ้านเมืองให้ได้ แต่ปัญหามันทับซ้อนปัญหามันมีความผูกพัน ปัญหามีความขัดแย้ง ผมก็ต้องมาแกะทุกอันนั่นคือความยากง่ายของการเข้ามาบริหารราชการในวันนี้ ไม่ได้เข้ามาเพื่อจะทำให้วุ่นวายมากกว่าเดิม ต้องมองผมตรงนี้ถ้ามองอย่างนี้ก็จะเข้าใจว่าผมเดินอะไรอยู่ ไม่ใข่มาเพื่อสร้างความขัดแย้งเพื่อสร้างกลุ่มอำนาจใหม่ ยืนยันว่าไม่เคยคิด ไม่เคยคิดว่ามีอำนาจด้วยซ้ำไป”
เมื่อถามว่าถ้าย้อนเวลาได้จะทำอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ไม่ย้อน อย่ามาถ้า ไม่มี วันนี้ยืนยันว่าผมไม่ได้มีอคติกับใครทั้งนั้น แม้แต่กลุ่มอำนาจเก่าที่พวกคุณถาม ก็อยากถามว่ากลุ่มอำนาจเก่าคือใคร วันนี้ขอร้องว่าอย่าไปมองว่ามีกลุ่มอำนาจเก่า กลุ่มอำนาจใหม่ ขอให้มองว่าทั้งหมดคือคนไทยต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของบ้านเมือง ใครผิดกฎหมายก็ว่าไป มันไม่มีความสุขอยู่แล้วสำหรับคนที่ทำความผิด วันนีก็อย่าทำอะไรที่มันผิดก็เท่านั้น วันนี้ให้เวลาให้โอกาสในการทำงานเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่ารัฐบาลทำให้ดีได้แต่อาจจะดีได้ไม่ทันใจ เพราะปัญหามีมาก ถ้าทำงานแบบที่ทำอยู่จะรู้ว่ามันยาก ถ้าทำงานแบบง่ายประชุมแค่ไม่กี่วาระ ไม่ถึง 10 วาระ ไม่เกินเที่ยงก็จบแล้ว แต่ผมพูดทุกเรื่อง อย่างวันนี้มี 29 เรื่องในการประชุม ครม.ก็สั่งการไป 30 กว่าเรื่อง จนทุกคนกลัวหมดแล้วเพราะทำงานไม่ทัน”
พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวตำหนิสื่อมวลชนฉบับหนึ่ง ที่ไปเขียนว่าตนยกนิ้วกลางระหว่างการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 27 ต.ค. ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตนเพียงนับนิ้ว 1-2-3 เท่านั้น ไปหยิบเอามาเป็นประเด็น ซึ่งต้องให้ความเป็นธรรมกับตนด้วย
ชี้ตรวจบัญชีทรัพย์สิน‘น้องชาย’ผิดว่าไปตามผิด
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกน้องชายพล.อ.ประยุทธ์นำเงินในส่วนของกองทัพภาคที่ 3 ไปใส่ไว้ในบัญชีส่วนตัว ว่า ก็ต้องมีการตรวจสอบกันอีกครั้ง แต่เท่าที่ตนสอบถามพล.อ.ปรีชาได้นำเงินส่วนตัวไปฝากไว้ในบัญชีของสหกรณ์กองทัพบกซึ่งสามารถทำได้ แต่ในส่วนของเงินกองทัพนั้นต้องมีการลงนามก่อนจะฝากถอนหลายคน ดังนั้นก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนการตรวจสอบต่อไปซึ่งตนไม่อยากให้นำมาเป็นประเด็นใหญ่โตอะไรเพราะเดี๋ยวของตนออกมาก็ต้องมีคนนำมาเป็นประเด็นอีกเช่นกัน
"ดังนั้นกรณีน้องชายผมหากผิดก็ว่าไปตามผิด แต่ถ้าไม่ผิดก็ให้ระวังไว้แล้วกัน"
ระบุงบกองทัพซ่อมรถถังสกอร์เปี้ยนโปร่งใส
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีกองทัพบกโดยโรงงานซ่อมสร้างรถยนต์ทหาร ได้ทำสัญญาว่าจ้าง บริษัท อัพเดทดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซ่อมและปรับปรุงรถถังเบาแบบ21(สกอร์เปี้ยน) จำนวน19 คัน ว่า มีการทำสัญญาเพื่อซ่อมแซมมาหลายครั้งแล้วหากจะไม่อนุมัติซ่อมก็ต้องจอดทิ้งไว้แต่เราต้องคำนึงว่ารถของกองทัพจัดซื้อมาหลายหมื่นล้านบาทและการอนุมัติครั้งนี้ก็ผ่านกลั่นกรองมาหลายครั้งเพื่อให้ได้ราคาที่ประหยัดที่สุด
"ถ้าไม่ซ่อมก็ปล่อยมันทิ้งไป ถ้าไม่รบกันก็ดีไปแต่ถ้ารบกันขึ้นมาเมื่อไรมันก็มีปัญหาเมื่อนั้น วันนี้เรามีสิ่งเหล่านี้ไว้เพื่อไม่ต้องรบ แต่หากคิดว่าเกิดการทุจริตก็ต้องมาตรวจสอบกัน แต่ถ้าหากคิดว่าเขาทำตามขั้นตอนถูกต้องแล้วก็อย่าไปฟังใครมากเพราะบางทีก็มีพวกปล่อยข่าวจากบริษัทที่ไม่ได้รับการว่าจ้างบ้าง แบบนี้มันก็ไม่จบเพราะมัวแต่ว่ากันไปว่ากันมา แต่ถ้าคิดว่าทุจริตจริงก็ว่ากันมาเพราะตัวผมเองตอนสมัยเป็นผู้บัญชาการทหารบกก็ไม่ได้ไปนั่งฟังเขาตั้งคณะกรรมการประมูลงานกัน" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
เผยมีชื่อกมธ.ย่างร่างฯแล้ว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงรายชื่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในส่วนของครม.ว่า ได้มีการพิจาณาคัดเลือกรายชื่อขึ้นมาเสนอตนแล้ว แต่ตนยังไม่ขอเปิดเผยตอนนี้เพราะต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมครม.ร่วมกับคสช.ในวันที่ 4 พฤศจิกายนก่อน แล้วค่อยเปิดเผยทีเดียว ทั้งนี้ในสัดส่วนของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก็ได้เตรียมคัดเลือกภายในสปช.ด้วยกันเองจำนวน 20 คนเช่นเดียวกับคสช. ตนจึงขอให้ทุกคนเข้าใจว่าเราไม่ได้จะเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อลบล้างใคร เพราะถ้าใครที่ทำการทุจริตและคดีความเข้าสู่การพิจารณาของศาลหรือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว ก็ไม่สามารถเข้ามาได้ แต่ถ้าใครยังไม่ถูกตัดสินว่าทำความผิดก็สามารถเข้ามาเลือกตั้งได้ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้นตนขอยืนยันว่าไม่ได้เขียนรัฐธรรมนูญเพื่อดักหน้าดักหลังใครเพราะสุดท้ายหากเขียนแบบนั้นก็จะทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาอีก
ส่วนกรณีที่น.ส.รสนา โตสิตระกูล สปช.ได้ขอให้ทบทวนสัมปทานพลังงานรอบที่ 21 ออกไปโดยขอให้รอการปฏิรูปพลังงานให้เสร็จเรียบร้อยก่อน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขอให้ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงเพราะตนให้สั่งการให้นำเรื่องดังกล่าวสู่สปช.และให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือนและสั่งการให้ไปหาข้อสรุปกันมาซึ่งรัฐบาลก็พร้อมทำตามมติต่างๆ ที่ออกมาจากสปช.อยู่แล้ว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ตนได้ให้แนวทางกับสปช.ไปว่า "ต้องทำก่อน ทำจริง เห็นผลทันทีและมีผลสัมฤทธิ์อย่างยั่งยืน" ดังนั้นในการทำงานของคสช. สปช. และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องมีความสอดคล้องกันเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุด ดังนั้นสปช.ต้องเป็นส่วนสำคัญที่นำเรื่องเร่งด่วนของประชาชนมาพิจารณาและนำเข้าสู่สนช.เพื่อออกเป็นกฎหมายต่อไป
"การตั้งสปช.ขึ้นมาเพื่อกลั่นกรองปัญหาต่างๆ ของประชาชนและเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลังเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ว่าตั้งสปช.ขึ้นมาเพื่อ "ตั้งเอง กินเอง ชงเอง" ซึ่งผมคิดว่าเราไม่ได้เข้ามาหากินอะไรกันตรงไหนหรือจะตั้งเพื่อเอื้อประโยชน์กับใคร เพราะผมยังไม่เห็นช่องทางที่จะทำได้ ผมต้องการให้สปช.นำความเดือดร้อนของประชาชนมาเป็นโจทย์ ใครจะได้ประโยชน์จากใครยังไงผมไม่รู้ แต่เราต้องแก้ปัญหาเพราะบางเรื่องเราต้องประชุมร่วมกับกระทรวงต่างๆ และในส่วนของต่างประเทศที่เตรียมกำลังทำความร่วมมือกับไทย เขารอเราคนเดียวเพราะที่ผ่านมาเรามัวแต่ขัดแย้งกันอยู่
สั่งหารือสปช.สัปทานพลังงานภายใน2เดือน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า ทางกระทรวงพลังงานได้ชี้แจงประเด็นต่างๆให้ คณะรัฐมนตรี มีความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างพลังงานว่า จะทำอย่างไรให้เกิดความเป็นธรรมและเป็นไปตามความห่วงใยของประชาชน แต่การปรับราคาพลังงานที่จะให้เป็นไปตามกลไกตลาดนั้น ได้มีการสั่งการไปแล้วว่าหากราคาพลังงานในตลาดโลกลดลงก็ต้องลดในส่วนนี้ลงไป แต่จะรีบดำเนินการไม่ได้เพราะแม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงแต่จะขึ้นไปอีกเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบได้ แต่ขอให้สบายใจ เพราะเรื่องการเปิดสำรวจพื้นที่พลังงาน 29 แปลง หรือราคาน้ำ รวมถึงการปรับโครงสร้าง ตนได้สั่งการให้นำไปหารือในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน ซึ่งน.ส.รสนา โตสิตระกูล ที่เคลื่อนไหวในเรื่องนี้ก็เป็นสปช.อยู่ จะได้ข้อสรุปออกมา และรัฐบาลพร้อมปฏิบัติตามมติต่างๆที่ออกมา ทั้งนี้เวลาในการแจ้งความต้องการที่จะมาสำรวจพลังงานมี 4 เดือน คณะกรรมการก็จะต้องประชุมว่าจะให้สัมปทานหรือไม่ ถือเป็นการทำงานคู่ขนานกันไป
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า สัมปทานทั้ง 29 แปลง เป็นการเอาสัมปทานเก่าที่กำลังหมดอายุมาเปิดใหม่ และจะตีกรอบใหม่ให้ดูดีขึ้นเปิดการสำรวจให้ผู้ที่สนใจสมัครเข้ามา โดยมีกติกาไทยแลนด์สามบวกเพิ่มการดูแลท้องถิ่น ซึ่งแม้ว่าพื้นที่พลังงานขณะนี้ยังมีอยู่แต่ส่วนที่หมดไปก็ต้องต่อ เพราะหากพื้นที่พลังงานที่มีอยู่ในตอนนี้หมดไปแล้วไม่ต่อสัมปทานใหม่จะทำอย่างไร เพื่อให้เรามีพลังงานต่อไปอีก 14 ปี ต้องมีการเตรียมการไว้ก่อน เพราะเขาต้องใช้เวลาในการสำรวจพื้นที่พลังงาน 7 ปี และดำเนินการอีก 1 ปี ซึ่งวันนี้เลยเวลาดังกล่าวมา 2 ปีแล้ว จึงต้องหามาทดแทน แต่การเปิดสัมปทานหรือไม่นั้นต้องดูว่าเขาสนใจแค่ไหนด้วย
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการพูดคุยเรื่องพลังงานกับประเทศเพื่อนบ้านว่า รัฐบาลจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย100 เปอร์เซ็น แต่การทำงานร่วมกับใครต้องมีสัดส่วนผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน เราคงไม่เอาแผ่นดินนี้ไปขายให้กับใคร เมื่อรัฐบาลเข้ามาอย่างนี้ก็ต้องทำให้เกิดความโปร่งใสที่สุด และยืนยันว่าทั้ง 29 แปลง ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ทับซ้อน แต่อยู่ในพื้นที่ที่เราอ้างสิทธิ์ได้ทั้งหมด ส่วนในพื้นที่การท่องเที่ยวที่จะมีผลกระทบก็ได้กันออกไปแล้ว นอกจากนี้ยังต้องไปดูแหล่งพลังงานในพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งต้องคงต้องมีการคุยกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเปิดเผยเมื่อตนไปเยือนอีกครั้งหนึ่ง เป็นการพูดคุยระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล โดยตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาร่วมกันว่าจะมีการแบ่งปันผลประโยชน์กันอย่างไร และหาทางว่าจะทำอย่างไรเมื่อยังไม่มีการปักปันเขตแดน และในขณะนี้ที่มีข้อตกลงว่าพื้นที่เขตแดนจะเป็นพื้นที่ร่วมมือมือด้านเศรษฐกิจ หากไม่เอาเรื่องเขตแดนมาพูดคุยกันได้หรือไม่ และจะแบ่งสันปันส่วนได้ดีตามข้อตกลงเดิมๆได้หรือไม่ อาทิเช่น ทางทะเลที่มีเอ็มโอยู44 ก็นำมาดูว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร หากประชาชนไว้ใจตนก็ต้องเชื่อว่าตนตั้งใจดีทุกอย่าง และเชื่อว่าข้าราชการทุกกระทรวงก็ไม่หลอกลวง จึงอย่ากังวลว่าการเดินทางไปต่างประเทศของตนจะไปตกลงอะไรกับใคร



