
"ความผูกพันของสองประเทศลึกซึ้งมากในทุกระดับ"เปิดใจ'กว่าน มู่'ทูตจีนประจำไทย
30 ปีแห่งความสัมพันธ์ไทย-จีน ที่มีความใกล้ชิดกัน ทว่าปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง บนผลประโยชน์ที่หลากหลายและซับซ้อนยิ่งขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์ที่มีมาแต่เดิมของสองประเทศเป็นเช่นไร หาคำตอบได้จากบทสัมภาษณ์พิเศษ กว่าน มู่ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเท
0 ตั้งแต่ที่ท่านทูตมาครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1976 ซึ่งเป็นช่วงที่ทั้งจีนและไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จนถึงวันนี้อะไรคือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดระหว่างไทย-จีน
การเปลี่ยนแปลงที่มากที่สุดผมว่าเรื่องการผูกพันระหว่างประชาชนของเราทั้งสอง ได้มีการฟื้นฟูอย่างดีมากตั้งแต่เปิดความสัมพันธ์ทางด้านการทูตเมื่อปี 1975 ถึงตอนนี้ก็ 30-40 ปีแล้ว หลังจากนั้นการไปมาหาสู่กันก็เริ่มมีขึ้น และมีความก้าวหน้าต่อเนื่องมาอย่างรวดเร็วครับมาจนทุกวันนี้ ถ้าเปรียบเทียบกับเมื่อ 30 ปีก่อน มีการเปลี่ยนแปลงไปทุกแขนง ทุกทาง อย่างใหญ่หลวงมากครับ อย่างกับพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน
0 ตอนที่ท่านทูตมาใหม่ๆ ยังมีความสงสัยระหว่างไทยกับจีนพอสมควร เพราะว่ามีเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้อง มีสงครามเย็นอยู่เต็มที่ ตอนนั้นยากหรือเปล่าครับ
ความจริงแล้วบรรยากาศในเมืองไทยไม่ยากเท่าไร แต่บรรยากาศระดับโลก ตอนนั้นสถานการณ์ก็ยังไม่ดี อยู่ในเมืองไทยอย่างที่ผมว่า ประชาชนของทั้งสองประเทศมีความรักกัน ผูกพันกัน ต่างก็ไม่ได้จะสร้างปัญหาอะไรให้ฝั่งตรงข้าม ต่างก็มีความเข้าใจกันในส่วนหนึ่งส่วนใด เพราะฉะนั้นการดำเนินงานต่างๆ ของสถานทูตในสมัยนั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นการเริ่มต้นใหม่ แต่ก็เป็นไปอย่างดี
0 ตอนนั้นสงครามเย็น อเมริกาอยู่ซีกหนึ่ง จีนอยู่ซีกหนึ่ง การเป็นนักการทูตต้องทำงานอย่างระมัดระวังแค่ไหน
สภาพแวดล้อมในขณะนั้นทำให้ฝ่ายจีนทั้งหลายและเจ้าหน้าที่ต้องมีความระมัดระวัง เวลาออกไปทำงาน หรือมีการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องงานต่างๆ ค่อนข้างจะสุขุม รอบคอบ ระวังตัว ไม่เหมือนสมัยนี้ที่คุยอะไรก็ได้ นี่เป็นการเปลี่ยนแปลง
0 สมัยนี้เปิดใจกันได้จริงไหม มีปัญหาที่ไม่ราบรื่น กล้าพูดกันตรงไปตรงมาหรือไม่
พูดกันครับ ถ้าหากมีปัญหาอะไรข้องใจสามารถพูดกันอย่างตรงไปตรงมาในทุกระดับ ทั้งผู้นำ และเจ้าหน้าที่ แต่อันที่จริงแล้วเวลานี้ก็ไม่มีปัญหาอะไรที่น่าหนักใจและต้องแก้ไข หนักใจตรงที่ว่าเราสามารถที่จะผลักดันความร่วมมืออะไรต่างๆ ให้ก้าวหน้าไปยิ่งขึ้น
0 แต่ปัญหาที่ขัดกัน อย่างเช่นสินค้าจีนเข้ามาเยอะทำให้ชาวไร่ ชาวสวนของไทยถูกแย่งตลาดอย่างนี้ถือว่าเป็นปัญหาระดับประเทศหรือเปล่าครับ
ไม่ถึงขนาดนั้นครับ เรื่องการบ่นอะไรทั้งหลายนี่มีจริง แต่หลังจากมีการหารือ ร่วมมือกัน ปัญหาต่างๆ ก็สามารถคลี่คลายไปได้ หรือว่าตกลงไม่ได้ในขณะนั้น เราก็มีความเห็นร่วมกันว่ามีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาต่อไป เรื่องปัญหาทะเลาะวิวาทอะไรไม่มี
ส่วนเรื่องผลไม้ หลังจากที่เปิดแล้วผลไม้ไทยก็เข้าไป ผลไม้จีนก็เข้ามา เรื่องการผ่านด่านต่างๆ ก็อาจต้องมีเรื่องที่ขลุกขลักบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีการโวยวายอะไรมากมายครับ ในระดับรัฐบาลก็พยายามทำความเข้าใจให้ผู้ดำเนินการต่างๆ ให้เข้าใจว่า รัฐบาลทั้งสองจะสร้างบรรยากาศ สร้างเงื่อนไขที่ดีขึ้นให้กับการดำเนินการ
0 การตกลงระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลดี แต่พบว่าถึงระบบมณฑลมีปัญหา แบบนี้ระดับรัฐบาลกลาง หรือระดับท่านทูตเข้าไปช่วยแก้ปัญหาท้องถิ่นอย่างไรครับ
รัฐบาลจีน เราจะต้องยอมรับว่าแนวโน้มจะเป็นอย่างนี้ ยกตัวอย่างว่า ช่วงแรกที่เราจะเปิดตลาดให้ผลไม้ไทยเข้าไป พื้นที่ส่วนหนึ่งในจีนก็มีการบ่นกันแรงมาก อย่างเรื่องลำไย แถวกวางตุ้งมีพื้นที่ในการปลูกลำไยเยอะ พวกเขาก็เป็นห่วงว่าถ้าลำไยไทยเข้าไปก็อาจจะไปตีตลาดเขา ซึ่งเราก็บอกว่าอย่าไปมองแบบนี้ เพราะการที่ให้ผลไม้ไทยเข้าไป ทำให้ตลาดผลไม้จีนสมบูรณ์มากขึ้น หลากหลายมากขึ้น และก็จะทำให้ราคาดีขึ้น คุณภาพดีขึ้น ซึ่งก็เป็นผลดีกับทั้งสองฝ่าย ถ้าเรามองการณ์ไกล อย่าไปมองอะไรเฉพาะหน้า
0 รัฐบาลกลางไปกำหนดรายละเอียดเหล่านี้กับรัฐบาลมณฑลได้หรือไม่
ก็กำหนดได้ แต่ในบางครั้งเขาอาจลำบากในการเปลี่ยนแปลง ทางรัฐบาลกลางอาจต้องช่วยทางด้านนโยบายหรืออื่นๆ เท่าที่ให้ความช่วยเหลือได้
0 เคยได้รับการร้องเรียนจากทางไทยหรือไม่ว่าชาวไร่ไทย ชาวสวนไทยถูกกระทบ เพราะสินค้าจีนที่เข้ามาถูกมาก ตลอดภาคเหนือเป็นผลไม้ พืช ผัก ของจีนหมด
ไม่เคยได้รับ แต่ก็พอทราบปัญหานี้บ้าง ผมเข้าใจว่าอาจจะเป็นไปอย่างที่ผมว่า ฝ่ายจีนเป็นแบบนั้น ฝ่ายไทยก็เป็นแบบนั้น แต่ในการซื้อขายผลไม้หากพูดถึงมูลค่า ไทยส่งไปจีนมากกว่า ถ้าเรื่องนี้ในระดับประเทศ รัฐบาลไทยคงจะมีความคิด มีความตั้งใจไปพูดกับชาวนา ชาวไร่ของภาคเหนือว่า เราจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ในระดับชาติด้วย และรัฐบาลจะต้องมีความรับผิดชอบต่อชาวนา ชาวไร่ทางภาคเหนือ ให้ผลไม้ของพวกเขาส่งออกได้ในราคาที่เหมาะสม ไม่ให้ชาวนา ชาวไร่เสียหาย ผมคิดว่าทั้งสองฝ่ายน่าจะทำไปในทำนองเดียวกันนี้
0 ทั้งสองฝ่ายมีการพูดคุยเรื่องนี้กันบ้างหรือเปล่าครับ ทั้งในระดับรัฐบาล ระดับกระทรวง
มีครับในทุกระดับ ระหว่างเจ้าหน้าที่กับเจ้าหน้าที่พูดคุยกัน ระดับกระทรวงของเราก็มีการพูดคุยเกี่ยวกับกลไก คือการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างไทย-จีน นำโดยรองนายกรัฐมนตรี
0 ไทยก็อยากเห็นจีนมาลงทุนในไทยมากขึ้น ท่านทูตมองว่าจะมีนักลงทุนรายใหญ่จากจีนมาลงทุนในไทยด้านใดบ้างครับ
ช่วงหลังค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น เพราะว่าตอนนี้รัฐบาลจีนก็ส่งเสริมนักธุรกิจที่มีคุณภาพ และมีความสามารถ มีประสบการณ์ในการลงทุนในต่างประเทศแล้วให้ออกมาลงทุนในต่างประเทศ รวมทั้งความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจการค้า โดยเฉพาะพื้นที่แถวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะว่าเป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน และรัฐบาลจีนมองเห็นว่าเพื่อนบ้านเราก็สามารถพัฒนาและเจริญเติบโตไปได้พร้อมๆกัน
ในขณะที่จีนเอง 20-30 ปีที่ผ่านมา เราก็ได้รับผลสำเร็จในการพัฒนา และเข้าใจดีอยู่ว่าเราไม่สามารถเติบโตประเทศเดียวได้ เพราะคงไม่ยืนนาน แต่เราต้องให้เพื่อนบ้านเติบโตไปพร้อมกัน ถ้าจะเจริญก็ต้องเจริญไปด้วยกัน
ทุกวันนี้เราย้ำเรื่องนี้อย่างมาก การพัฒนาประเทศของจีน เราวางแผนว่าจะต้องให้มีกำลังเดินต่อไปอีกนาน ยั่งยืนต่อไปอีกนาน ไม่ใช่เฉพาะหน้าสำเร็จดี แต่อีกปีไม่ได้อะไร เพราะฉะนั้นต้องมีแรงหนุน แรงผลัก
0 จีนนับเป็นพี่ใหญ่แถวนี้ อาเซียนกับจีนก็มีการเปิดเขตการค้าเสรีต่อกัน ท่านทูตมองว่าจะสามารถเปิดได้จริงต้องใช้เวลาอีกนานไหม
ด้วยการสนับสนุนของรัฐบาลจีน เร็วๆ นี้ทางบริษัทจีนกับบริษัทไทยมีการร่วมกันทำนิคมอุตสาหกรรมขึ้นมาที่ระยอง ซึ่งมีพื้นที่ 3.56 ตารางกิโลเมตร ขณะนี้เฟสแรกพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตร ประสบความสำเร็จดีมาก ดึงนักธุรกิจจากจีนมาตั้งโรงงานทั้งป้อนตลาดภายในประเทศไทย และส่งออกต่างประเทศได้สะดวก โปรเจกท์นี้น่าจะพัฒนาได้ดีมากครับ และดึงดูดนักลงทุนจีนมา
0 จะเน้นอุตสาหกรรมอะไรเป็นการเฉพาะหรือเปล่าครับ
ไม่ได้เน้นอุตสาหกรรมไหนเป็นพิเศษ แต่ต้องเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลไทย และได้รับสิทธิพิเศษที่มองเห็นว่าจะมีประโยชน์ในการดำเนินงานต่อไป นอกจากนั้นก็มีการประสานกันว่าจะเชิญนักธุรกิจจีนมาหลายร้อยคนร่วมสัมมนาที่เมืองไทยเพื่อหาโอกาสการลงทุน ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยก็กำลังวางแผนที่จะพัฒนาในระยะยาวด้วย มีโครงการสร้างพื้นฐานต่างๆ
0 อาเซียนกับจีนมีความเป็นไปได้มากแค่ไหนที่จะเปิดเขตการค้าเสรีอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่พูดจาสวยงามว่าเราช่วยกันมาเปิดประตู
เรื่องนี้ผมมองในแง่ดี เพราะว่าเราพยายามมาหลายครั้งจนถึงตอนนี้ก็คืบหน้ามาก สำหรับเอฟทีเอมีข้อตกลงฉบับสำคัญ 3 ฉบับ เวลานี้สองฉบับได้ลงนามไปเรียบร้อยแล้ว อีกฉบับสุดท้ายคือการลงทุนก็มีการเจรจาเสร็จสิ้นแล้ว ตามจริงแล้ว เที่ยวก่อนเตรียมที่จะมีการลงนามในที่ประชุม 10+1 ที่พัทยา แต่ในปีนี้คิดว่าคงมีการลงนามได้ เพราะฉะนั้นตามเป้าหมายต้องการให้เสร็จสมบูรณ์ในปี 2010 ซึ่งดูแล้วมีความเป็นไปได้ น่าจะถึงเป้าหมาย ถึงแม้ว่ายังไม่ได้เริ่มอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ก็สร้างผลประโยชน์ได้เป็นอย่างมาก
ถ้าเราดูสถิติการค้าระหว่างจีนกับอาเซียน หลายปีที่ผ่านมาเฉลี่ยแล้วทุกปีโตกว่า 20% บางประเทศโตกว่า 30% มูลค่าก็เพิ่มขึ้นเยอะมากเกิน 2.3 แสนล้านบาท เป็นมูลค่าที่สูงมาก ก็ยังหวังอีกว่าขณะนี้ที่เราเจอวิกฤติ แต่ทางรัฐบาลจีนกับรัฐบาลประเทศอาเซียนทั้งหลายก็จับมือกันแน่นมากขึ้นเพื่อต้านทานและรับมือวิกฤติ
สำหรับรัฐบาลจีนก็เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งเงินและคนเป็นหมื่นล้านเหรียญ แบ่งออกเป็นสองรายการ อย่างแรกคือ กองทุนเพื่อความร่วมมือ 1.5 หมื่นล้านบาท และอีกฉบับเป็นกองทุนสำหรับการลงทุนในประเทศอาเซียนอีก 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
นอกจากนี้จะเปิดการอบรมเกี่ยวกับทางด้านทรัพยากรบุคคลมีหลายโครงการจำนวนเป็นพันๆ คน ทั้งในเรื่องของการเกษตรจะเปิดชั้นเรียน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประเทศจีนกับหลายๆ ประเทศในอาเซียนถือเป็นฐานหลัก อยากจะมีส่วนช่วยเกื้อกูลพัฒนาเกษตรให้ดีมากขึ้น
0 จีนเอาจริงใช่ไหมครับ
เอาจริงครับ เอาจริงมาหลายปีแล้ว
0 อะไรคืออุปสรรคที่ทำให้เรื่องไม่ไปเร็วอย่างที่ต้องการ
ก็เป็นเรื่องที่น่าเข้าใจได้ครับ อย่างเอฟทีเอ ไทยเป็นคู่เจรจาที่ดี ราบรื่นดีมาก ทั้งสองฝ่ายต่างให้กัน ไม่ใช่ว่ายืนกรานฝ่ายเดียว อันไหนที่ไทยมีความต้องการพิเศษ เราก็พิจารณาอย่างจริงจังว่าเราให้ได้ ส่วนเรื่องที่จีนมีความต้องการพิเศษ ไทยก็ให้
ขณะที่บางประเทศจะยึดแต่เรื่องเขาฝ่ายเดียว แต่เราก็พยายามพูดให้เขาเข้าใจว่าเราก็มีความลำบากเหมือนกัน ขนาดที่ว่ายอมที่จะให้มากที่สุดเท่าที่จะให้ได้ มีคนเคยพูดว่าถ้าแบ่งเปอร์เซ็นต์ที่จะสร้างเอฟทีเอในระดับที่จะได้ผลประโยชน์ จีนได้ 4 อาเซียนได้ 6 บางประเทศเราขอเยอะมากเลย ขณะที่บางประเทศก็เป็นเพื่อนกัน เขาลำบากจริงๆ ก็ให้เขาไป บางประเทศเป็น 30 ต่อ 70
0 เวลาเจรจาแต่ละประเทศแยกกันเจรจาประเทศอื่นรู้เข้ามีการถามหรือเปล่าว่าทำไมให้ประเทศนี้ ไม่ให้ประเทศผม มีการเลือกที่รักมักที่ชังหรือไม่
ไม่ค่อยมีอะไรแบบนี้ เท่าที่ผ่านมาต่างคนต่างก็โปร่งใส เวลานี้ผมก็ดูว่า บรรยากาศนี่สำคัญ ไม่ว่าจีนก็ดี ไม่ว่าในกลุ่มอาเซียนก็ดี ต่างคนต้องเล็งเห็นถึงผลประโยชน์ และสิ่งที่คนอื่นต้องการเป็นพิเศษ เขาก็ไม่ได้ไปโวยวาย หรือบ่นอะไรมากมาย
0 การเมืองไทยที่มีความยุ่งยากในช่วงหลังเป็นอุปสรรคสำหรับความสัมพันธ์ไทย-จีนหรือเปล่าครับ
ในแง่พื้นฐานแล้วก็ไม่มีอะไรกระทบ ความผูกพันระหว่างทั้งสองประเทศลึกซึ้งมากในทุกระดับ อย่างในประเทศไทย พระบรมวงศานุวงศ์ให้ความสนพระทัยมาก และเสด็จไปจีนทุกปี ทางรัฐบาลทุกสมัย ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ก็ไปเยือน สภาทุกสมัย ผู้แทนสภา วุฒิสภา ก็ไปจีนเกือบทุกท่าน รวมทั้งพวกผู้ใหญ่และทหาร เรียกว่าทุกวงการ ทุกระดับ ประชาชนก็ด้วยอยู่ในแง่ที่ว่าเราส่งเสริมการท่องเที่ยว อย่างปีที่แล้ว คนจีนมาเที่ยวเมืองไทยประมาณ 8 แสนกว่าคน ซึ่งเป็นสถิติค่อนข้างสูง ส่วนคนไทยไปเที่ยวก็เหมือนเดิม มากเหมือนกัน โดยเฉพาะสมัยก่อนไปมากกว่าจีน แต่ช่วงหลังนี่จีนมามากกว่า รวมกันแล้วก็มีจำนวนไม่ใช่น้อยแล้วเรื่องการท่องเที่ยว
ที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือว่า ทำให้ประชาชนของเรามีโอกาสได้เข้าใจซึ่งกันและกัน จะได้รู้เห็นซึ่งกันและกันว่า เพื่อนเราเขาเป็นอย่างไร บ้านเขาเป็นอย่างไร เขาดำเนินชีวิตกันอย่างไร เขามีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ
ติดตามรายการ "ชีพจรโลกกับ สุทธิชัย หยุ่น" เปิดใจทูตจีนคนใหม่ "กว่าน มู่" ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี คืนวันอังคารที่ 7 กรกฎาคมนี้ เวลา 23.00 น. และทางเนชั่นแชนแนล (ไททีวี) วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม เวลา 14.00 น.



