
ครม.ล้มเลิกแล้วกองทุนตั้งตัวได้สมัยปู
ครม.ล้มเลิกแล้วกองทุนตั้งตัวได้สมัยปู แนะสภากระจกทำงานร่วมสปช.อย่างทางการ พร้อมเห็นชอบตรวจสัญชาติต่างด้าว3ชาติเมียนมาร์-ลาว-กัมพูชา
28ต.ค.2557พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า ครม.มีมติเห็นชอบยกเลิกโครงการบ่มเพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้มีศักยภาพในการประกอบธุรกิจ หรือ กองทุนตั้งตัวได้ วงเงิน 1,300,000,000 บาท ที่อยู่ภายใต้กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) และนำเงินงบประมาณจำนวนดังกล่าว ไปดำเนินการตามมาตรการและแนวทางในการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมตามกรอบแผนปฏิบัติการส่งเสริม วิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม ปี 2558 - 2559 แทน ตามมติคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เฉพาะกิจ) ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2557
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวด้วยว่า สาระสำคัญของเรื่องเนื่องจากโครงการบ่มเพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้มีศักยภาพในการประกอบธุรกิจ หรือกองทุนตั้งตัวได้ ระยะเวลาสิ้นสุดโครงการในวันที่ 30 กันยายน2557 ประกอบกับคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เฉพาะกิจ) มีนโยบายให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ ดังนั้น เพื่อประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมตามนโยบายดังกล่าว ในคราวประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เฉพาะกิจ) ครั้งที่ 2/2557 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2557 โดยมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธานกรรมการ จึงได้มีมติให้ยกเลิกกองทุนตั้งตัวได้ วงเงินงบประมาณ1,300,000,000 บาท ที่อยู่ภายใต้กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และให้นำเงินงบประมาณดังกล่าวไปใช้สำหรับการดำเนินงานตามมาตรการและแนวทางในการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตามกรอบแผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ปี 2558 - 2559 โดยมีเป้าหมายดำเนินการใน 2 กลุ่มธุรกิจ คือ กลุ่มธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีการเติบโตสูงของประเทศไทย (SME High Growth Sectors) จำนวน 12 กลุ่มสาขาธุรกิจ และกลุ่มธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในสาขาที่มีความสำคัญต่อกลุ่มธุรกิจไทย (High Impact Sectors) จำนวน7 กลุ่มสาขาธุรกิจ] แทน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับโครงการกองทุนตั้งตัวได้เป็นโครงการที่ถือกำเนิดขึ้นในรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
แนะ"สภากระจก"ทำงานร่วมสปช.อย่างเป็นทางการ
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมครม.ถึงการประชุมร่วมระหว่างคสช.กับครม.ในอังคารวันที่ 4 พ.ย. ซึ่งช่วง1ชั่วโมง30นาทีแรกจะเป็นการประชุมร่วมเพื่อติดตามงานด้านต่างๆที่ครม.ต้องรายงานงานแต่ละด้านให้คสช.รับทราบว่ามีการดำเนินการอย่างไรบ้าง และหลังจากนั้นจะมีการประชุมครม.
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า เรื่องกลุ่มที่มีทัศนคติเป็นลบกับสถาบันฯ นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันทำความเข้าใจกับสังคมว่าการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่จะดำเนินคดีกับผู้ที่ล่วงละเมิด จาบจ้วงสถาบันฯ ซึ่งไม่ใช่เป็นประเด็นทางการเมือง เพราะถ้าไม่กระทำผิดกฎหมายจะดำเนินการได้อย่างไร ดังนั้นต้องแยกแยะให้ออกว่าการจาบจ้วงเป็นการกระทำผิดกฎหมายไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับการเมือง
ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายค่านิยม12ประการของรัฐบาลว่าเป็นนโยบายที่ให้เด็กนักเรียนนำไปท่องจำนั้น รองโฆษกฯ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีย้ำว่าไม่ใช่เรื่องของการบังคับให้ท่องจำ แต่เป็นสิ่งที่เป็นคุณธรรมในสังคมในอดีตอยู่แล้ว เพียงแต่หวนรำลึกให้นำไปปฏิบัติเพื่อให้สังคมมีความเรียบร้อย ร่มเย็น
ส่วนกรณีสถาบันปฏิรูปประเทศไทย(สปท.)ที่จะมีการตั้งสภากระจกขึ้นมาคู่ขนานกับการปฏิรูปของสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่าช่วงนี้เป็นช่วงของการประกาศกฎอัยการศึก จึงขอให้ทุกส่วนระมัดระวังการพูดจาที่ทำความลำบากใจให้กับผู้ที่รักษากฎหมาย อีกทั้งเวทีดังกล่าวไม่ใช่เวทีที่เป็นทางการ ที่อาจจะคิดและเสนอ แต่ไม่มีใครนำไปปฏิบัติ จึงต้องการให้เข้ามาเป็นเครือข่ายของทางการในสปช. จึงขอเชิญสถาบันปฏิรูปดังกล่าวมาร่วมเป็นเครือข่ายประสานงานกันในระดับต่อไป
ขณะเดียวกันในด้านเศรษฐกิจ พล.ต.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า พลเอกประยุทธ์กล่าวห่วงใยเกษตรกรทุกประเภททั้งชาวนา สวนยาง พ่อค้า ฯ จึงขอให้ทุกหน่วยงานเตรียมดำเนินการในปีหน้าอันเนื่องมาจากเศรษฐกิจโลกไม่ค่อยดี รวมทั้งปัญหาภาวะภัยแล้ง จึงต้องเตรียมการให้พร้อมในการดูแลประชาชน และต้องสร้างการรับรู้กับประชาชนด้วยว่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น และแต่ละกระทรวงจะช่วยเหลือได้อย่างไร และเมื่อช่วยแล้วจะแก้ปัญหาได้ในระดับไหน พล.ต.สรรเสริญ กล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรียังห่วงใยเรื่องการปฏิรูปพลังงาน ที่ต้องการให้ได้ข้อยุติในช่วง2-3เดือนเพื่อจะได้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ทิ้งคำร้องเรียนของกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวไม่เห็นด้วย ส่วนเรื่องการเชิญบริษัทต่างๆเข้ามาขุดเจาะปิโตรเลียมในพื้นที่29แปลง ขอให้กระทรวงพลังงานช่วยชี้แจงว่าทำไมจึงต้องมีการดำเนินการในช่วงนี้จึงรอคอยการปฏิรูปไม่ได้ เพื่อสร้างความมั่นใจกับนักลงทุน ถ้าเราโลเลนักลงทุนอาจจะหนีไปประเทศอื่นหมดและไม่รู้ว่าอะไรจะจูงใจเขากลับมาได้ในอนาคต
เห็นชอบตรวจสัญชาติต่างด้าว3ชาติ"เมียนมาร์-ลาว-กัมพูชา"
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งที่ 7/2557 โดยระบุว่าที่ประชุม ครม.เห็นชอบเห็นชอบการตรวจสัญชาติแรงงานต่างด้าว เมียนมาร์ ลาว และกัมพูชา ที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานชั่วคราว จากศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ (วันสต็อปเซอร์วิส) และได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณะสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องทันที นับตั้งแต่วันที่ครม.มีมติเห็นชอบ และสิ้นสุดการสำรวจสัญชาติภายในวันที่ 31 มีนาคม 2558 และให้แรงงานต่างด้าวที่ได้รับการอนุญาตทำงานในกิจการประมงตามมติครม.วันที่ 6 สิงหาคม 2556 ซึ่งเห็นชอบให้มีการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวปีละ 2 ครั้ง สิ้นสุดการผ่อนผันครั้งแรกในวันที่ 24 กันยายน 2557 ให้ไปดำเนินการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว ที่ศูนย์บริการฯ และเข้าสู่กระบวนการตรวจสัญชาติต่อไป และสิ้นสุดการผ่อนผันครั้งที่ 2 ในวันที่ 2 มีนาคม 2558 ก็ให้เข้าสู่กระบวนการตรวจสัญชาติตามมาตรการนี้ด้วยเช่นกัน



