
อุดมเดชลั่นเกินไป!แพร่คลิปดิสเครดิตทหาร
อุดมเดชลั่นเกินไป!แพร่คลิปดิสเครดิตทหารต้องเรียกตัวมาถามกลับไม่รักประเทศหรืออย่างไร พร้อมวอนให้กำลังใจบ้าง เผยติดตามกลุ่มไม่หวังดีรัฐบาล-คสช.
เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 28 ต.ค.2557 ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 (ททบ.5) พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะ รมช.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมบอร์ดช่อง 5 ถึงเรื่องกรณีมีกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีต่อรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)มีการเผยแพร่คลิปโจมตีทหารที่ปฏิบัติตามนโยบายว่า ขณะนี้ตนกำลังติดตามอยู่และฝากบอกไปถึงคนที่มีความเข้าใจไม่สู้จะดีและไม่ปรารถนาดี ไปลงในเว็บไซต์ต่างๆ เราอย่าไปให้ความสนใจ ซึ่งจะมีคนเหล่านี้อยู่ในสังคมอย่างแน่นนอน ส่วนใดที่มีการเกินเลยไป คงจำเป็นต้องมีการเรียกตัวเข้ามา แม้ว่าบางคนจะไม่เปิดเผยเราก็จะติดตามตัวต่อไป ดังนั้นคงต้องขอความร่วมมือช่วยกันดูแล และอย่าไปสนใจกับกับบางคนที่ไม่ปรารถนาดี
“อยากถามว่าไม่รักประเทศไทยหรืออย่างไร เพราะสิ่งที่ผ่านมายืนยันแล้วว่า ทุกคนที่มาปฏิบัติหน้าที่ ตั้งแต่นายกฯ ทุกคนตั้งใจดี เสียสละในการทำงาน ตั้งใจที่จะให้ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านพ้นไป และกู้วิกฤตให้กลับคืนมา ให้ประเทศไทยเดินหน้าต้อไปได้ อย่าไปสนใจกับการให้ร้ายในสิ่งไม่ถูกต้อง สิ่งดีๆที่เป็นความจริงแล้วคนเห็น อย่ากล่าวให้ร้ายในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น เราต้องให้กำลังใจกันเพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าไปได้ด้วยดี” พล.อ.อุดมเดช กล่าว
เมื่อถามว่าคะแนนเสียงในรอบ 5 เดือน ของนายกรัฐมนตรีตกลงไป จะทำให้มีผลกระทบต่อรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือไม่ พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ไม่มีปัญหา จริงๆแล้วตนได้ติดตาม ก็ไม่ได้ตกใจ ส่วนใหญ่ อยู่ในระดับเกณฑ์สูง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ยังเป็นที่ยอมรับของประชาชนก็ยังเชื่อถืออยู่ ส่วน คสช. ก็พยายามทำตามกรอบ และทำเพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกว่าได้ทำเกินเลยหลายอย่าง บางท่านอาจจะมองเห็นว่า เราอาจจะทำน้อยด้วยซ้ำไป แต่ละก้าวย่าง โดยเฉพาะในปัจจุบันเราคำนึงถึงสิทธิของบุคคลในด้านต่างๆ ด้วยความระมัดระวังอยู่แล้ว แต่ถ้ามีสิ่งที่จำเป็น ต้องแก้ไขหรือต้องทำตามอำนาจหน้าที่ เราก็คงไม่ละเลย ต้องให้กำลังใจกับทางรัฐบาล ตนยืนยันว่ารัฐบาล และคสช.. มีความตั้งใจดีทุกคน และเราก็ต้องการกำลังใจเหมือนกัน ซึ่งก็ต้องช่วยกันให้กำลังใจกันด้วย สิ่งใดก็ตาม หรือมีข้อคิดเห็นต่างๆ ผ่านทางศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทางกองทัพบกก็มี หากมีอะไรเกี่ยวข้องกับกองทัพบก ก็จะแก้ไข ถ้าเป็นภาพรวมก็จะส่งไปให้ในส่วนงานที่เกี่ยวข้อง
ยันไม่พบ“นักโทษแหกคุกอินเดีย”เข้าไทย
พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมคณะกรรมการอำนวยการสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 (บอร์ดช่อง 5) ถึงกรณีทีมีข่าว นายจาก์ตา ซิงค์ทารา ผู้ต้องขังชาวอินเดียหลบหนีจากเรือนจำในประเทศอินเดียมากบดานในจ.นราธิวาสว่า จากการตรวจสอบยังไม่พบว่าเข้ามาในประเทศไทย และไม่พบความเคลื่อนไหวเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวังชายแดนภาคใต้ ขณะนี้ได้ให้เฝ้าติดตามอยู่ ก็ต้องระมัดระวัง ได้สั่งการให้เข้มงวดด่านตรวจจุดผ่านเข้า-ออก ร่วมถึงงานข่าวด้านเชิงลึก ที่ขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่
ส่วนเหตุการณ์ลอบวงเพลิงองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต. )หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อคืนที่ผ่านมานั้น พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า กลุ่มก่อความไม่สงบอาจจะเปลี่ยนเป้าหมาย หลังจากเจ้าหน้าที่ทหารได้มีความเข้มข้นในการดูแลรักษาโรงเรียน ตามการปฏิบัติตามแผนทุ่งยางแดงโมเดล ทำให้ไปก่อเหตุในสถานที่อื่นเพื่อสร้างภาพข่าวให้เป็นประเด็น เช่นเหตุที่เกิดบนถนนสายที่ 43 ทั้งนี้ยืนยันว่าหน่วยข่าวความมั่นคงยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่จะดูได้ละเอียดทั่วถึงทั้งหมดคงยาก แต่ก็พยายามและไม่ได้ตำหนิผู้ปฏิบัติงาน พร้อมชมเชยว่าเจ้าหน้าที่สามารถดูแลสถานการณ์ได้ดีแล้ว เพราะคนที่จ้องจะก่อเหตุทำได้ง่าย แต่เราก็สามารถป้องกันเหตุได้ดีที่สุด
ทั้งนี้ บางพื้นที่ยังขาดอุปกรณ์ โดยเฉพาะกล้อง ซีซีทีวี ซึ่งบางส่วนก็เสียไปตามสภาพ ขณะนี้ได้ให้ตรวจสอบตามแผนงบประมาณ 2558 โดยก่อนหน้าที่ที่ทุ่งยางแดงโมเดล ก็มีกล้องซีซีทีวี เสียอยู่หลายจุด ซึ่งหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาซ่อมแซมจนสวามารถใช้งานได้ตามปกติเกือบทั้งหมด ส่วนบางจุดต้องมีการเสริมกล้องวงจรปิดเข้าไปเพิ่มเติมให้มีความชัดเจนทุกมุม นอกจากนี้ยังขาดอุปกรณ์ในการตรวจค้นวัตถุระเบิด แม้ว่าทางรัฐบาลจะสนับสนุนอุปกรณ์อย่างเต็มที่ แต่ในปีงบประมาณ 2558 ก็ต้องการจัดซื้อ ตามความต้องการของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ยุทโธปกรณ์บางอย่างก็หมดอายุ โดยเฉพาะเสื้อเกาะกันกระสุน เมื่อครบอายุแล้ว ก็ต้องมีการหมุนเวียนเพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน นายกรัฐมนตรีท่านได้บอกแล้วว่า เรื่องยุทโธปกรณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะดูแลอย่างเต็มที่
เมื่อถามถึง ความคืบหน้า เรื่องการพูดคุยเพื่อสันติสุข พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นเจ้าภาพหลัก ขณะนี้มีการเสนอแนวทางและแผนให้กับผู้บังคับบัญชาระดับสูงพิจารณาแล้ว คาดว่าจะมีการอนุมัติเร็วๆนี้ เมื่อแผนโดยภาพรวมมีการอนุมัติโดยเฉพาะชื่อผู้ที่รับผิดชอบในการพูดคุย ก็ต้องรอรายละเอียดที่นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้สั่งการ ทั้งนี้โครงสร้างการพูดคุยจะมีการแบ่งกลุ่มงานย่อยตอนนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการพูดคุย โดย 1 เดือนที่ผ่านมาถือว่าไม่ช้า เพราะเรื่องนี้ต้องรอความเห็นชอบของผู้อำนวยความสะดวก คือประเทศมาเลเซียด้วย ซึ่งนายกรัฐมนตรีของไทย ได้พบกับนายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซียระหว่างการประชุมอาเซมที่ประเทศอิตาลีแล้ว สำหรับในระดับพื้นที่ก็ได้มีการดำเนินการเช่นกัน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ
เมื่อถามถึง ข้อเสนอขอบีอาร์เอ็น 5 ข้อเดิมที่มีการพูดคุยกับคณะของไทยในรัฐบาลก่อนจะมีการสานต่อหรือไม่ พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า คงต้องมีการทบทวน เพราะเราไม่ได้คิดเห็นร่วม เพราะเป็นการระบุมาเพียงฝ่ายเดียว บางประเด็นขัดกับแนวทางของเราอยู่ โดยเฉพาะข้อเรียกร้องในประเด็นที่เกี่ยวกับการเป็นเจ้าของหรือจัดตั้งเป็นเขตปกครองพิเศษนั้น ต้องมีการพูดคุยกันอีกครั้งหนึ่ง เพราะบางอย่างเป็นเรื่องยากที่จะให้ความเห็นชอบด้วย ทั้งนี้ตนยังไม่ได้รับการยืนยันว่าจากกลุ่มก่อความไม่สงบที่จะมาพูดคุยกับเรานั้นมีใครบ้าง ก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้อำนวยความสะดวกประเทศมาเลเซียด้วย แต่เราอยากให้ผู้ที่มาพูดคุยด้วยกับเรามีศักยภาพ ตรงตัวที่สามารถตัดสินใจอะไรได้



