
'กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์' ใช้-จ่าย แบบใหม่ ที่ต้องศึกษา!
29 ต.ค. 2557
เล่าสู่กันฟัง : 'กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์' เลือกใช้-จ่าย แบบใหม่ ที่ต้องศึกษา! : โดย...บัญญัติ คำนูฒวัฒน์
“กระเป๋าเงินสด” ยุคนี้ไม่ต้องพกเป๋าตุงที่เต็มไปด้วยเหรียญจำนวนมาก หรือธนบัตรหลายๆ ใบ ไว้ล่อตาล่อใจมิจฉาชีพอีกต่อไปแล้ว เพราะนวัตกรรมได้นำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาสร้างกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ พื้นที่เก็บเงินได้ครั้งละมากๆ บนพลาสติกสี่เหลี่ยมฝังชิพคอมพิวเตอร์ ที่รู้จักในสากลว่า “Electronic Money : E-Money” เงินอิเล็กทรอนิกส์นี้มั่นใจได้ว่าจะ เก็บเงินในบัตรไว้นานแค่ไหน ปลวกก็ไม่แทะแน่นอน!
“กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์” ไม่ใช่การจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิต ที่หลายคนคุ้นเคย แต่เป็นการใช้เงินแบบ “จ่ายก่อน-ใช้ทีหลัง” โดยไม่จำเป็นต้องมีบัญชีเงินฝาก ไม่ต้องห่วงว่าจะมีดอกเบี้ยผิดนัดชำระ หรือการโทรติดตามหนี้ แถมยังตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ที่ต้องการความรวดเร็ว ปลอดภัย คุมค่าใช้จ่ายได้ เพราะเติมเงินไปแค่ไหน ก็ใช้ได้แค่นั้น
ปัจจุบันมีหลายธุรกิจที่รองรับการใช้งานบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ ค่าโดยสารรถไฟฟ้า, ซื้ออาหารในศูนย์อาหารสรรพสินค้า, ชำระค่าใช้จ่ายสินค้าหรือบริการผ่านร้านสะดวกซื้อ, ชำระค่าชมภาพยนตร์, ชำระค่าโดยสารระบบขนส่งมวลชน เป็นต้น ทั้งยังมีสถานศึกษาทั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยบางแห่งนำแนวทางบัตรนี้มาใช้แทนเงินสด เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักเรียน, นักศึกษา เป็นการดูแลให้ผู้ปกครองซึ่งเติมเงินในบัตรจะได้ควบคุมค่าใช้จ่ายให้บุตรหลานได้อีกทางหนึ่งด้วย
การออกบัตรสามารถทำได้ทั้งจากธนาคารและผู้ประกอบการ ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่าการใช้บัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มต่อเนื่อง สะท้อนว่าคนไทยเริ่มนิยมหันมาชำระเงินผ่านช่องทางนี้อย่างเห็นได้ชัด โดยข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย เผยตัวเลขมูลค่าการชำระเงินพบว่า ปี 2553-2556 มีมูลค่าใช้เงินผ่านบัตรเติบโตจาก 18,000 ล้านบาท มาเป็น 48,000 ล้านบาท นับเป็นตัวเลขการเติบโตแบบก้าวกระโดดเท่าตัวเลยทีเดียว และถ้ามองให้ลึกไปอีก พบว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อ 1 ใบเสร็จ เติบโตจากประมาณ 15 บาท ขยับมาเป็นราวๆ 60 บาทต่อใบเสร็จ
อย่างไรก็ตาม ข้อพึงระวังในการใช้งานบัตร ซึ่งเหมือนกับการพกกระเป๋าสตางค์ จะแตกต่างก็ตรงที่พกง่ายไม่ต้องถือเงินสด ดังนั้น กรุณาอย่าเก็บเงินไว้ในบัตรจำนวนมากและอย่าทำบัตรหาย เพราะคนที่เก็บได้ก็หวานหมู ยิ้มกริ่มแล้วนำบัตรไปใช้ได้เลยทันที อีกอย่างควรศึกษาเงื่อนไข ทั้งการชำระสินค้า, อายุการใช้งานบัตร, สะสมแต้ม และจุดให้บริการชำระให้ดี เพราะบัตรแต่ละใบอาจไม่ได้ใช้แทนกันได้ทุกที ที่สำคัญอย่าทำบัตรหัก งอ หรือวางในที่มีพลังงานแม่เหล็กสูง เมื่อมีปัญหาขัดข้องการใช้งานควรรีบโทรติดต่อผู้ให้บริการทันที
เรื่องที่ได้นำมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ ถือเป็นการช่วยลดภาระใช้เหรียญและธนบัตรของผู้บริโภค ส่วนภาคธุรกิจก็ลดความเสี่ยงในการบริหารเงิน แต่หากในอนาคตมูลค่าการใช้จ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์ของไทยเพิ่มสูงขึ้นจนมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ธนาคารกลางก็ต้องออกมาเป็นผู้ควบคุมการออกบัตร เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น
------------------------------
(เล่าสู่กันฟัง : 'กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์' เลือกใช้-จ่าย แบบใหม่ ที่ต้องศึกษา! : โดย...บัญญัติ คำนูฒวัฒน์)



