
จาก'ไมโคร'ถึง'นาโนไฟแนนซ์'หวังอุดช่องกู้นอกระบบ
จาก'ไมโคร'ถึง'นาโนไฟแนนซ์' หวังอุดช่องกู้นอกระบบ-เงินถึงมือรากหญ้าปีละแสนล. : ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดงรายงาน
ปัญหา "หนี้นอกระบบ" แม้จะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสียทีเดียว เพราะอย่างน้อยก็ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าให้กลุ่มคนรายได้น้อย ที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ แต่ในปัจจุบันต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่มี "เจ้าหนี้นอกระบบ" จำนวนไม่น้อยที่ขูดรีดคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดและยังใช้วิธีการทวงหนี้โหด ทั้งข่มขู คุกคาม ทำร้ายร่างกาย จนนำมาซึ่งปัญหาสังคม
ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้พยายามผลักดันแหล่งเงินกู้ใหม่ๆ เพื่อให้รายย่อย หรือคนจน เข้าถึงได้มากขึ้น เช่น "ไมโครไฟแนนซ์" แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในวงกว้างมากนัก เนื่องจากการดำเนินการยังมีข้อจำกัด โดยสถาบันการเงินเห็นว่าการปล่อยกู้ในกลุ่มรายย่อยยังมีความเสี่ยงสูง และธนาคารแต่ละแห่งแม้จะเป็นสถาบันการเงินของรัฐ ก็ต้องมีหลักเกณฑ์การปล่อยกู้ที่เข้มงวดในระดับหนึ่ง จึงทำให้การเข้าถึงเงินทุนของรายย่อยยังเป็นไปได้ยาก และกลุ่มฐานรากต้องหันไปพึ่งเงินกู้นอกระบบ ซึ่งพบว่ามีปัญหาทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งนี้ จากการสำรวจสถานภาพการเงินของครัวเรือนของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระหว่างวันที่ 7-11 ตุลาคม 2557 จากตัวอย่างจำนวน 1,272 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่าเป็นครั้งแรกที่หนี้ของครัวเรือนมีสัดส่วนหนี้นอกระบบอยู่ที่ร้อยละ 50.4 สูงกว่าหนี้ในระบบที่มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 49.6 จากที่เคยสำรวจในเดือนกรกฎาคม 2557 สัดส่วนของหนี้นอกระบบอยู่ที่ร้อยละ 49.1 และหนี้ในระบบมีสัดส่วนร้อยละ 50.9 โดยสัดส่วนหนี้นอกระบบที่เพิ่มขึ้น จะอยู่ในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นบาทต่อเดือน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเกษตกรกรและกลุ่มผู้ใช้แรงงาน
ล่าสุด นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศจะผลักดันการเข้าถึงเงินทุนของผู้มีรายได้น้อย หรือมีแหล่งเงินกู้ที่เข้าไปสนองความต้องการได้ตรงจุดเรียกว่า "นาโนไฟแนนซ์" โดยมองว่าน่าจะช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนจากหนี้นอกระบบตามนโยบายของรัฐบาลได้ด้วย ทำให้เรื่องนี้ถูกผลักดันให้เดินหน้าค่อนข้างเร็ว ซึ่งมีการหารือระหว่างกันระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ไปแล้วเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ที่ผ่านมา จึงน่าจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และประกาศใช้ได้ในเร็วๆ นี้
ปั้นนาโนไฟแนนซ์แทนไมโครไฟแนนซ์
รายงานข่าวระบุว่า กระทรวงการคลังได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากสิ้นปี 2556 ที่ระดับ 82.3% เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 83.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) มูลค่า 10 ล้านล้านบาท รวมทั้งได้ศึกษาแผนการแก้ไขปัญหาให้ลงลึกไปถึงระดับประชาชนรายย่อยที่มีรายได้น้อยมาก โดยคนกลุ่มนี้จะไม่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนระดับสถาบันการเงิน เพราะไม่มีรายได้ที่แน่นอน จึงมองว่าควรมีแหล่งเงินทุนใหม่มารองรับ หรือเรียกว่า นาโนไฟแนนซ์ ซึ่งเล็กลงไปอีกจากเดิมที่ได้หาทางช่วยลูกหนี้ผ่านไมโครไฟแนนซ์ ด้วยการปล่อยกู้วงเงินไม่เกิน 2 แสนบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยประมาณ 28% แล้วแต่สถาบันการเงินเพื่อให้มีเงินทุนในการประกอบกิจการ
สำหรับรูปแบบของ "นาโนไฟแนนซ์" ที่กำลังจะเดินหน้านั้น จะเน้นปล่อยกู้วงเงินไม่เกิน 1-1.2 แสนบาทต่อราย ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีรายได้ต่ำและมีรายได้ไม่แน่นอน ส่วนความจำเป็นที่ต้องมีนาโนไฟแนนซ์ขึ้นมาทดแทนไมโครไฟแนนซ์ เนื่องจากที่ผ่านมากระทรวงการคลังมีนโยบายให้สถาบันการเงินของรัฐทำหน้าที่ในการปล่อยกู้กลุ่มดังกล่าว เพื่อทดแทนการกู้เงินนอกระบบ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็สนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์เอกชนปล่อยกู้ไมโครไฟแนนซ์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
ขณะที่กระทรวงการคลังเองก็ยอมรับว่ายาก เนื่องจากการปล่อยกู้ของระบบธนาคาร แม้จะมีการผ่อนปรนให้ลูกหนี้รายย่อยมากขึ้น แต่ยังต้องคำนึงถึงเรื่องความเสี่ยงสูงสุด และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งเรื่องของกระแสรายได้ที่เข้ามา เพื่อสะท้อนถึงความสามารถในการชำระหนี้ ดังนั้น ผู้กู้จึงต้องมีอาชีพที่ค่อนข้างแน่นอน และต้องมีหลักประกันเงินกู้ด้วย หากไม่มีหลักประกันก็ต้องมีคนค้ำประกัน เพราะถือเป็นเงินกู้ที่ค่อนข้างมีความเสี่ยงสูง ทำให้คุณสมบัติของกู้ส่วนใหญ่ไม่เข้าตามหลักเกณฑ์และแบงก์เองก็ไม่กล้าที่จะปล่อยกู้
ดังนั้น ที่ผ่านมากระทรวงการคลังจึงหันไปมองเรื่องของ "นาโนไฟแนนซ์" แต่ยังติดเรื่องข้อกฎหมายและการควบคุมดูแล ว่าควรขึ้นตรงกับกระทรวงการคลัง หรือ ธปท. จนกระทั่งได้ข้อยุติว่าควรให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแล เพราะไม่ถือเป็นสถาบันการเงิน และ ธปท. ก็เห็นด้วยในการเปิดทางให้บริษัทเอกชนทั่วไปที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์เข้ามาทำหน้าที่เป็นนาโนไฟแนนซ์ เพื่อปล่อยกู้ให้แก่รายย่อยแทนระบบสถาบันการเงิน โดยไม่ต้องมีกฎระเบียบที่เคร่งครัด และผู้กู้สามารถนำเงินไปใช้จ่ายหรือชำระหนี้เดิมก็ได้ จึงมองว่านาโนไฟแนนซ์น่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายและเข้าถึงประชาชนผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง
จูงใจนายทุนนอกระบบตั้งบริษัทปล่อยกู้
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เคยเสนอแนวคิดการเปิดให้ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อย หรือนาโนไฟแนนซ์มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ยังมีข้อจำกัดบางประการที่ไม่ลงตัว ครั้งนี้จึงได้นำแนวทางดังกล่าวมาปรับปรุงใหม่ในส่วนของรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ทั้งเรื่องการควบคุมดูแล ซึ่งสรุปว่าให้ขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลัง รวมถึงการพิจารณาออกใบอนุญาต หรือไลเซ่นส์ ให้แก่เอกชนที่สนใจดำเนินธุรกิจ สามารถยื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการ โดยเป็นนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาทขึ้นไป
“หลังจากเสนอให้ ครม. เห็นชอบแล้วน่าจะออกประกาศกระทรวงและเดินหน้าได้ทันที อย่างช้าอยากให้เห็นภายในสิ้นปีนี้ เพราะไม่ต้องมีการแก้ไขกฎหมาย หรือออกกฎหมายใหม่มารองรับทำให้สามารถดำเนินการได้เร็ว” นายรังสรรค์กล่าวและว่า เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้นายทุนเงินกู้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบให้ถูกต้อง จึงจูงใจด้วยการเปิดให้เอกชนสามารถคิดดอกเบี้ยเงินกู้ได้ตั้งแต่ 32-36% ซึ่งมีการปรับปรุงจากเดิมที่กำหนดให้คิดอัตราเดียว 36% ส่วนวงเงินมีการปรับเพิ่มจากรายละไม่เกิน 1 แสนบาท เป็นไม่เกิน 1.2 แสนบาท และยังเพิ่มแรงจูงใจด้วยการให้นำรายได้จากการร่วมโครงการไปคำนวณเสียภาษีเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
สำหรับการเปิดให้เอกชนตั้งบริษัทขึ้นมาทำหน้าที่ปล่อยกู้ให้รายย่อยนั้น มองว่าไม่มีความเสี่ยงกับประชาชนทั่วไป เพราะบริษัทดังกล่าวไม่ได้เปิดรับเงินฝาก และเชื่อว่าผู้ให้กู้ส่วนใหญ่รู้จักตัวผู้กู้อยู่แล้ว การจะให้เงินกู้ต้องดูเครดิตของผู้กู้ หรืออาจจะมีการให้คนค้ำประกันก็ได้ อีกทั้งยังมีข้อกำหนดให้เปิดดำเนินธุรกิจได้ในเฉพาะพื้นที่ที่ขออนุญาตเท่านั้น ไม่ให้ข้ามเขตกัน
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้มีการกำกับดูแลการทำธุรกิจของบริษัทเอกชนดังกล่าว จะเสนอให้ตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดประกอบด้วย คลังจังหวัด ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กรมสรรพากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมดูแลปัญหาหนี้นอกระบบในพื้นที่ด้วย ส่วนการติดตามการทำงานของบริษัทเอกชนที่ทำหน้าที่นาโนไฟแนนซ์นั้น อาจจะให้มีการรายงานสถานะการประกอบกิจการเข้ามาทุก 6 เดือน หรือ 1 ปี รวมทั้งจะเข้าไปตรวจสอบในกรณีที่มีการร้องเรียนเข้ามา โดยกระทรวงการคลังมีศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการเงินกู้นอกระบบอยู่แล้ว เพื่อดูแลให้ความเป็นธรรมกับประชาชนผู้ใช้บริการ หากพบว่าผู้ประกอบการมีการคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กำหนดก็สามารถเจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปดำเนินการเอาผิดได้ทันทีไม่มีความยุ่งยากซับซ้อนอะไร
หวังเงินถึงมือรากหญ้าปีละแสนล้าน
ด้านนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า การเปิดให้เอกชนเข้ามาปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ จะเป็นหนึ่งในช่องทางของการลดปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งขณะนี้ถือว่าเป็นปัญหาสำคัญ เพราะแม้ว่ากระทรวงการคลังจะเปิดให้สถาบันการเงินเข้ามาปล่อยสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ในวงเงิน 2 แสนบาทต่อรายไปแล้ว แต่ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จมากนัก ดังนั้น ในครั้งนี้จึงเปิดให้ภาคเอกชนประกอบธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ คิดอัตราดอกเบี้ยได้สูงถึง 36% ต่อปี แม้จะค่อนข้างสูงแต่ก็ถือว่าต่ำกว่าหนี้นอกระบบที่มีการคิดอัตราดอกเบี้ยประมาณ 5% ต่อเดือนหรือ 60% ต่อปีเป็นอย่างต่ำ
นอกจากแรงจูงใจดังกล่าวแล้ว ยังมีแนวคิดที่จะให้ผู้ประกอบธุรกิจนำรายได้ที่เกิดจากการประกอบธุรกิจเพียงครึ่งหนึ่งมายื่นแสดงรายการชำระภาษี จึงเชื่อว่าน่าจะมีเอกชนให้ความสนใจเข้ามาประกอบธุรกิจนี้จำนวนมาก เพราะกระทรวงการคลังไม่ได้วางกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเหมือนกับการเข้าเป็นผู้ให้บริการทางการเงินทั่วไป เพียงแค่มีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ก็สามารถขอใบอนุญาตให้บริการได้และกระทรวงการคลังจะจำกัดการให้บริการของผู้ประกอบการจำนวน 1 รายต่อ 1 พื้นที่จังหวัดเท่านั้น เพื่อลดความเสี่ยงให้แก่ผู้ประกอบการในการติดตามเรียกเก็บหนี้
"การกำกับดูแลจะให้เขารายงานข้อมูลทางการเงิน และรับเรื่องร้องเรียน การตรวจสอบก็จะตรวจผ่านเรื่องร้องเรียน โดยเปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียนขึ้นมา หากพบว่าบริษัทไหนมีการคิดอัตราดอกเบี้ยเกินที่กำหนดก็ถือว่าเป็นความผิด หลังจากนี้ สศค.ก็คงค่อยๆ พัฒนาบุคลากรเอง ซึ่งตอนนี้ก็มีสำนักนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน หรือ สพช. ที่ทำเกี่ยวกับเรื่องหนี้นอกระบบอยู่ ก็จะให้เข้ามาดูแลตรงนี้ด้วย"
สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตจะเรียกว่า บริษัทสินเชื่อรายย่อย (บย.) มีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 10 ล้านบาท ปล่อยสินเชื่อได้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อรายไม่สามารถระดมเงินฝากได้แต่อาจจะระดมทุนด้วยการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ขณะที่กลุ่มเป้าหมายคือผู้ที่กู้เงินนอกระบบราว 6 แสนครัวเรือน และผู้ที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงินอีกราว 1.34 ล้านครัวเรือน รวมน่าจะมีผู้ได้ประโยชน์ทั้งสิ้น 2.94 ล้านครัวเรือน
ทั้งนี้ ในเบื้องต้นกระทรวงการคลังประมาณว่าจะมีการปล่อยสินเชื่อรายย่อยประมาณปีละ 1 แสนล้านบาทส่งผลให้จีดีพีของประเทศ ขยายตัวเพิ่มอีก 0.3-0.4% และก่อให้เกิดการจ้างงานเพิ่มประมาณ 1 แสนตำแหน่งต่อปี ภายใต้ข้อสมมุติฐานว่าผู้ได้รับสินเชื่อดังกล่าวนำเงินกู้ไปใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและลงทุน



