ข่าว

มหันตภัย'ตู้คอนเทนเนอร์'ภัยใกล้ตัวที่ไม่อาจละเลย

มหันตภัย'ตู้คอนเทนเนอร์'ภัยใกล้ตัวที่ไม่อาจละเลย

27 ต.ค. 2557

มหันตภัย'ตู้คอนเทนเนอร์' ภัยใกล้ตัวที่ไม่อาจละเลย : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

                ทุกวันนี้ "รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์" ที่วิ่งบนถนนกว่า 1 แสนคัน ส่วนใหญ่ไม่ได้ล็อกสลักตู้ยึดติดกับตัวรถพ่วงด้านล่าง ทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงบ่อยครั้ง หลายชีวิตต้องมาสูญเสียเพราะความประมาทของคน 3 กลุ่ม คือ ผู้ขับขี่ ผู้ประกอบการขนส่งและผู้ประกอบการสินค้าที่เพิกเฉยละเลยไม่ใส่ใจในความปลอดภัยของผู้อื่น

                ทีมข่าว "คม ชัด ลึก" เจาะลึกผู้เกี่ยวข้องหาทางปิดช่องโหว่ของปัญหาความรุนแรงมหันตภัยตู้คอนเทนเนอร์หล่นบนท้องถนนที่มีสาเหตุมาจากการขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด การไม่ชำนาญเส้นทางในการขับขี่และไม่ล็อกสลักตู้คอนเทนเนอร์ยึดติดกับตัวรถตามคำสั่งของเถ้าแก่ เจ้าของรถและผู้ปกระกอบการที่มีความเชื่อว่า หากล็อกสลักติดตัวรถแล้ว เมื่อเกิดอุบัติเหตุจะทำให้รถพลิกคว่ำเสียหายทั้งคันรถทั้งส่วนหัวลาก ตัวพ่วงและตู้คอนเทนเนอร์ เนื่องจาก 2 ส่วนนี้มีราคาสูง 2-3 ล้านบาท

                รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์จำนวนมากวิ่งเข้าออกการท่าเรือแห่งประเทศไทย (ท่าเรือคลองเตย) ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด นำตู้คอนเนอร์ขนาดใหญ่ภายในบรรจุสินค้ามากกว่า 30 ตันขึ้นไป กระจายส่งตามจุดหมายปลายทางต่างๆ ใช้เส้นทางสัญจรไปมาร่วมกับผู้ใช้รถใช้ถนนสาธารณะอื่นๆ สร้างความหวาดกลัวให้เกิดขึ้นในทุกขณะท่ามกลางความเสี่ยงอันตรายที่ไม่มีใครรู้ได้ว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นกับตัวเองเมื่อไหร่ ล่าสุดสถานีวิทยุจราจร จส.100 ได้แชร์ภาพความไม่ปลอดภัยของรถพ่วงบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ที่วิ่งบนท้องถนนรถส่ายตู้เคลื่อนไหวไปมาอย่างน่าหวาดเสียว

                จากข้อมูลสมาพันธ์ผู้ประกอบการขนส่งระบุว่า ปกติตู้คอนเทนเนอร์มีตัวล็อกยึดติดกับตัวรถ เช่น รถที่ขนตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 12 เมตร จะมีตัวล็อกหัวท้ายและตรงกลางรวม 8 ตัว ข้างละ 4 ตัว หากล็อกทุกตัวจะช่วยยึดทำให้ตู้ไม่ตกออกจากตัวรถ ซึ่งกรณีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ส่วนใหญ่เกิดจากความประมาทของผู้ประกอบการและผู้ขับรถ

                เนื่องจากผู้ประกอบการรถบรรทุกส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยในการขับขี่ แต่เน้นเรื่องการทำเวลาในวิ่งรถแต่ละเที่ยวว่าทำอย่างไรให้รถวิ่งได้มากที่สุดต่อวัน เพื่อทันกำหนดเวลาตามที่ตกลงในเงื่อนไขสัญญาการว่าจ้าง จึงไม่เข้มงวดกวดขันในส่วนของคนขับรถและการขับขี่

                เจ้าหน้าที่ฝ่ายความปลอดภัยการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) รายหนึ่งยอมรับว่า ในส่วนของการท่าเรือมีระเบียบข้อบังคับอยู่แล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่ผู้ปฏิบัติคือ เจ้าของและผู้ประกอบการไม่ค่อยปฏิบัติตาม เพราะเชื่อว่าโอกาสที่ตู้คอนเทนเนอร์จะตกหล่นจากตัวรถเป็นไปได้ยาก เพราะบรรทุกของที่มีน้ำหนักมาก แต่หากเป็นตู้เปล่าส่วนใหญ่จะล็อกบ้าง จึงอยากให้แก้ปัญหาที่ต้นตอคือกรมการขนส่ง จะต้องเข้มงวดตรวจตรามีการเรียกตรวจสภาพรถประเภทนี้ทุก 5 ปี เป็นอย่างน้อยว่าอยู่ในสภาพที่มีความมั่นคงแข็งแรงหรือไม่ อุปกรณ์ส่วนควบตัวล็อกใช้การได้ไหม หากอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์จะไม่ต่อใบอนุญาต หากมีการคุมเข้มในส่วนนี้จะทำให้ผู้ประกอบการเกิดความกลัวมากขึ้น

                นายสุนทร อาชีพขับรถพ่วง 18 ล้อ วัย 52 ปี เปิดเผยว่า เถ้าแก่จะย้ำเสมอว่า ให้ดูแลรถให้ดี ขับรถให้ดี อย่าให้เสียหาย เพราะมันแพง แพงกว่าตู้คอนเทนเนอร์หลายเท่า หากมันจะตกก็ต้องปล่อยให้ตกไป ให้เอารถไว้ก่อน ถ้ารถพังเสียหายค่าซ่อมแพงเสียเวลาซ่อมนาน และคนขับจะถูกหักเงินด้วย เถ้าแก่เกือบทุกที่จะบอกลูกน้องแบบนี้เพราะเขาห่วงรถราคาหลายล้านบาท

                "ช่วงที่ขับอยู่ก็คิดเสมอว่ามันจะหล่นไหม ถ้าหล่นไปทับคนทับรถที่วิ่งกันอยู่บนถนนจะทำอย่างไร ขับไปก็ระวังไปด้วย ปกติผมจะไม่ขับเร็ว ขับแค่ 60 กม. เพราะถ้าวิ่งเร็วดีไม่ดีโดนตำรวจเรียกจับ โดยเฉพาะทางไปนิคมบางปูโดนบ่อย"

                เขายอมรับว่า รถพ่วงตู้คอนเทนเนอร์ต้องทำงานแข่งกับเวลา โดยให้มีจำนวนเที่ยววิ่งต่อวันมากที่สุด ทำให้ไม่มีใครสนใจเรื่องการล็อกตู้ เพราะมันมีหลายจุดที่ต้องทำเมื่อไปถึงท่าเรือก็ต้องขับรถไปต่อคิวเครนยกวางตู้ลงแล้วขับออกทันที เพื่อรถคันอื่นจะเลื่อนเข้ามาแทนที่จึงไม่มีเวลาที่จะลงไปล็อกตู้ให้ติดกับตัวรถ เพราะการล็อกแต่ละครั้งใช้เวลานาน อีกอย่างรถแต่ละคันก็มีคนขับเพียงคนเดียว บางทีมันก็ล็อกไม่ได้ถ้าไม่มีใครช่วย เพราะพื้นที่ตู้ไม่เรียบไม่เสมอกับพื้นรถที่วางลงไป

                แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรและกรมการขนส่งทางบกจะมีอำนาจหน้าที่ในการจับกุมผู้ขับขี่รถพ่วงตู้คอนเทนเนอร์และผู้ประกอบการขนส่งตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ร.บ.จราจรทางบก และ พ.ร.บ.ขนส่งทางบก แต่ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรหลายท้องที่ไม่ใส่ใจคุมเข้มตรวจตราในส่วนนี้ เว้นแต่ผู้บังคับบัญชากำชับสั่งการมาทีก็ตราจเข้มช่วงสั้นๆ ทั้งที่ความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

                จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรนายหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า ปกติจราจรจะไม่ค่อยมุ่งเน้นจับกุมรถประเภทนี้ เพราะมีรายละเอียดหลายส่วน ผู้จับกุมจะต้องแม่นข้อกฎหมายจริงๆ ในเรื่องของอุปกรณ์ส่วนควบเชื่อมต่อระหว่างรถหัวลากและรถพ่วงที่ไม่มั่นคงแข็งแรง เรื่องของความสูงของสิ่งของที่บรรทุกและความสูงของตู้คอนเทนเนอร์ รวมถึงการล็อกตัวตู้ยึดติดกับตัวรถ ซึ่งมีหลายจุด การเรียกตรวจสอบสำเนาการจดทะเบียนส่วนหัวและส่วนพ่วงจะต้องมีเลขคัสซีที่ตรงกับในเอกสารสำเนา การจดทะเบียนทั้ง 2 ส่วน หากไม่ตรงกันก็มีความผิดสวมซากรถ ซึ่งความผิดเกี่ยวกับรถประเภทนี้มีอัตราค่าปรับค่อนข้างสูงถึง 5 หมื่นบาท จะต้องส่งเรื่องไปเสียค่าปรับในชั้นศาลเท่านั้น ไม่สามารถจับปรับในชั้นจับกุมได้ เป็นการดำเนินคดีในส่วนของเจ้าของผู้ประกอบการและบริษัท

                “หากเรียกตรวจก็ต้องดูทุกจุดทุกส่วนทั้งหมด ซึ่งพวกเราผู้ปฏิบัติมองว่าทำให้เสียเวลา จึงปล่อยๆ ไปไม่อยากยุ่ง นอกเสียจากได้รับแจ้งว่า รถคันนนั้นคันนี้ขับด้วยความเร็วเป็นอันตราย ขับประมาทสร้างความหวาดเสียวแก่ผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ก็จะเรียกตรวจ เรียกคนขับมาตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด ตรวจใบอนุญาตขับขี่ว่าใช้ถูกประเภทรถถูกต้องหรือไม่ กรณีขับรถเร็วขับรถประมาทก็จะแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน ข้อหาขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด เป็นต้น ต้องดูเป็นกรณีไป หรือนอกเสียจากผู้บังคับบัญชาระดมกำชับสั่งการมาให้เข้มงวดในเรื่องของการตรวจสอบการล็อกตู้ติดกับตัวรถก็จะดำเนินการในทันที” ด.ต.จราจรวัย 52 ปี กล่าวและว่า

                ด.ต.จราจรนายนี้ กล่าวอีกว่า ความจริงแล้วตำรวจจราจรมีหน้าที่เรียกตรวจรถประเภทนี้ทั้งหมด เพราะเป็นเรื่องของความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน คอนเทนเนอร์ด้านบนอาจตกหล่นมาเมื่อไหร่ตอนไหนก็ได้ หลายคนต้องเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ

                ตำรวจคนเดิมกล่าวแสดงความเห็นเพิ่มว่า เจ้าหน้าที่มักอ้างข้อจำกัดเรื่องเวลาในการตั้งด่าน การเรียกจับรถประเภทนี้ทำให้เสียเวลา ส่วนใหญ่จับแล้วจะมีผู้ใหญ่ขอบ้างหรือนายโทรมาบ้าง เพราะเป็นรถที่อยู่ในวงการธุรกิจขนาดใหญ่ ตำรวจเรียกตรวจจับความผิดรถเล็กรถทั่วไปจะง่ายกว่าเป็นความผิดที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนและเป็นความผิดซึ่งหน้า เช่น ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ไม่สวมหมวกกันน็อก ไม่ติดป้ายทะเบียน ขาดการต่อภาษีประจำปี ขับรถย้อนศร จักรยานยนต์ขับไม่ชิดซ้าย เป็นต้น

                ด้าน พ.ต.อ.สง่า ธีรศรัณยานนท์ ผกก.สภ.บางแก้ว รับผิดชอบดูแลความปลอดภัยถนนกิ่งแก้ว-ลาดกระบัง กล่าวว่า บริเวณหน้านิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังและสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นเส้นทางสายหลักที่รถพ่วงหรือรถเทรลเลอร์วิ่งเป็นจำนวนมาก จึงอยากเตือนประชานผู้ใช้รถใช้ถนน หากพบรถพ่วงตู้คอนเทนเนอร์หรือรถบรรทุกขนาดใหญ่อย่าเข้าไปใกล้โดยเด็ดขาด ควรหลีกเลี่ยงให้รถใหญ่ไปก่อน ไม่ควรขับไปตีคู่ หากจำเป็นต้องเร่งรีบให้รีบแซงไปในทันที อย่าชะลอรถใกล้ๆ อาจเกิดอันตรายได้

                อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ สภ.บางแก้ว มีมาตรการคุมเข้มเรื่องรถบรรทุกสินค้าอยู่แล้วว่าจะต้องวิ่งช่องทางด้านซ้ายสุดใช้ความเร็วตามที่กฎหมายกำหนดมีการติดป้ายเตือนและตั้งด่านตรวจจับเป็นประจำ พร้อมเรียกประชุมผู้ประกอบการกำชับให้ดูแลในเรื่องของความปลอดภัยเป็นพิเศษให้ตรวจความเรียบร้อยการล็อกตู้ทุกครั้ที่มีการโหลดสินค้าขึ้นรถ แต่ต้องยอมรับว่า การทำหน้าที่ของตำรวจจราจรเป็นเพียงปลายเหตุของการกระทำความผิด สิ่งสำคัญอยู่ที่ต้นทางการขนส่งที่ต้องช่วยกันสอดส่องดูแลความปลอดภัยในส่วนนี้พร้อมควบคุมการขับขี่ของคนขับรถให้ขับด้วยความปลอดภัยไม่ประมาทขับรถหวาดเสียวหรือขับเร็วเกินไป

                ขณะที่ นพ.ธนะพงษ์ จินวงศ์ ผู้จัดการโครงการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทาง ถนนมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ กล่าวเตือนว่า อุบัติเหตตู้คอนเทนเนอร์หล่นเกิดขึ้นต่อเนื่อง 2-3 เดือนครั้ง เป็นปัญหาใหญ่ ทั่วประเทศไทยมีรถบรรทุกแบบนี้กว่า 1 แสนคัน วิ่งอยู่ตามถนน ส่วนใหญ่ไม่ได้ล็อกสลักตู้ยึดติดกับตัวรถ เมื่อเกิดเหตุก็ผลักภาระความผิดให้คนขับเพียงฝ่ายเดียว ไม่ได้เอาผิดไปถึงผู้ประกอบการขนส่ง หรือเถ้าแก่และผู้ประกอบการสินค้า ในฐานะต้นทาง

                "ความจริงแล้วทั้ง 3 ส่วนนี้ต้องรับผิดชอบร่วมกัน คือคนขับ-เถ้าแก่, บริษัทประกันภัย และภาครัฐ วิธีแก้ไขต้องสร้างกฎปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ไม่เอาจำนวนเที่ยวรอบมาเป็นตัวชี้วัดค่าตอบแทนของคนขับ เพราะบีบคั้นให้แข่งกับเวลาจึงไม่ล็อกตู้ และคนขับรถก็เชื่อฟังคำสั่งเถ้าแก่ที่บอกว่ารักษาตัวรถพ่วงไว้ ส่วนตู้หล่นไม่เป็นไรมีประกันภัย "

                นพ.ธนะพงษ์ กล่าวต่อว่า บริษัทประกันภัยต้องสร้างเงื่อนไขใหม่ว่า ทุกครั้งที่พิสูจน์ทราบว่าอุบัติเหตเกิดจากการไม่ล็อกตู้ จะไม่จ่ายค่าประกันและค่าชดเชยให้ ขณะที่ภาครัฐคือกรมการขนส่งต้องวางเงื่อนไขหากตรวจสอบเจอไม่ล็อกตู้ให้ปรับในอัตราสูงสุด 5 หมื่นบาททันที เพื่อให้เกิดการตื่นตัว และตำรวจจราจรต้องตรวจจับเรื่องนี้อย่างเคร่งครัดด้วย

เผยจุดเสี่ยง5เส้นทางอันตราย

เส้นทางที่ควรระวังอุบัติเหตุตู้คอนเทนเนอร์ร่วงหล่น

                จุดที่ 1 โค้งอาจณรงค์ก่อนถึงแยกกรมศุลฯ ถนนอาจณรงค์ตลอดเส้นทาง ทางโค้งแยกกรมศุลกากร โค้งทางลงด่วนคลองเตยหน้าตลาดปีนัง โค้งเอกมัยรามอินทราตัดเข้าถนนพระราม 9

                จุดที่ 2 ทางโค้งหน้าศูนย์รวมน้ำใจคลองเตยและเส้นทางถนนสุขุมวิทสายเก่า (ถนนรถราง)

                จุดที่ 3 โค้งจุดกลับรถถนนกิ่งแก้ว-ลาดกระบังตลอดสาย และเส้นทางถนนบางนา-ตราด

                จุดที่ 4 ถนนกาญจนาภิเษก-ถนนพระราม 2 ถนนพระราม 3 ขาเข้าและขาออกทั้งสองฝั่ง

                จุดที่ 5 โค้งต่างระดับหน้าห้างฟิวเจอร์พาร์ครังสิตทั้งขาเข้าและขาออกสองฝั่ง เส้นทางถนนวิภาวดีรังสิตตลอดสาย

สถิติการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงเกี่ยวกับรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ม.ค-ก.ย. 2557

3 ก.พ.

                รถพ่วงตู้คอนเทนเนอร์บรรจุไม้แปรรูปน้ำหนัก 40 ตัน เสียหลักชนขอบช่วงโค้งต่างระดับห้างฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ทำให้นายณัฐพงษ์ ทับทองมาก อายุ 19 ปี คนขับเสียชีวิต
30 พ.ค.

                รถพ่วง ตู้ไฮโดรริกหล่นทับรถยนต์โตโยต้าวิสบริเวณถนนร่มเกล้า-ลาดกระบัง ขาเข้าสุวรรณภูมิมีนบุรี หน้าแอร์ลิงค์คอนโด ทำให้นายอัฐพล พฤกษพราวพงศ์ อายุ 24 ปี เสียชีวิต
28 ก.ค.

                ตู้คอนเทนเนอร์บรรทุกกระจก 22 ตัน หล่นจากรถหัวลากบนถนนพหลโยธินขาเข้าคลองหนึ่ง ปทุมธานี การจราจรติดขัดยาว 10 กม.
1 ก.ย.

                เกิดเหตุบนถนนกิ่งแก้วขาออก ตู้คอนเทนเนอร์ 25 ตัน หล่นทับรถเบนซ์เป็นจังหวะเดียวกับนายไมตรี ทองทา ขี่รถจักรยานยนต์ตามมาเบรกไม่อยู่มุดเข้าใต้ท้องรถเสียชีวิต

..............................................

(หมายเหตุ : มหันตภัย'ตู้คอนเทนเนอร์' ภัยใกล้ตัวที่ไม่อาจละเลย : ทีมข่าวรายงานพิเศษ)