
เชิดชูเกียรติผู้กล้ากลางสมรภูมิ
เชิดชูเกียรติผู้กล้ากลางสมรภูมิ : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น
กว่าจะมาเป็นชาติได้ เราต้องเสียสละทหารนับแสนนับล้านคนอย่างต่อเนื่องในสมรภูมิหลายต่อหลายเหตุการณ์ สืบทอดอย่างยาวนานหลายสิบหลายร้อยปี มีเพียงไม่กี่ชื่อที่ถูกยกย่องจดจำไว้ในประวัติศาสตร์ ยิ่งมีน้อยชื่อที่จะเป็นตำนานให้กล่าวขวัญถึง ในยุคนี้ที่ทหารเป็นผู้ปกครองบ้านเมือง จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะรื้อฟื้นนามพวกเขาเหล่านั้นให้กลับสู่หน้าฉากสังคมอีกครั้ง ไม่ใช่นึกถึงเฉพาะนักสู้ชั้นนำในอดีตอย่างพระราชมนู หรือ นายจันทร์หนวดเขี้ยว หรือมองไปก็เห็นแต่ภาพนายพลของกองทัพ แต่เป็นการนำนักสู้ร่วมสมัยที่เจ็บตายเพื่อชาติเข้าสู่ความเป็นอมตะด้วยการเชิดชูเกียรติพวกเขาอย่างถาวร
จริงอยู่ที่ไทยมีถาวรวัตถุอย่างอนุสรณ์สถานแห่งชาติที่ไม่ด้อยไปกว่าของชาติใด (แม้ว่าการประชาสัมพันธ์อาจน้อยไปหน่อย ควรถูกบรรจุให้เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติทุกคนต้องไป ไม่ต่างจากพระบรมมหาราชวัง หรือเกาะรัตนโกสินทร์) แต่ในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการส่งเสริมวีรบุรุษร่วมสมัยมีน้อยมาก ยกตัวอย่างกองทัพอินเดียที่ผมไปดูงานมาหลายสิบหน่วยงานตลอดทั้งปี จะมีรูปถ่ายของผู้กล้าที่เสียสละเพื่อประเทศชาติในสงครามสำคัญของพวกเขาติดเป็นรูปใหญ่ทุกสถานที่หน่วย และรูปย่อยในทุกห้อง ไม่ใช่มีแต่รูปผู้บังคับบัญชา บางที่เป็นนายทหารยศแค่จ่าหรือพลทหารก็ได้รับเกียรติให้เป็นรูปปั้นประดับหน้าตึก เป็นชื่ออาคารหรือสนามกีฬา ในการสวนสนามของทุกเหล่าทัพภาพของพวกเขาจะขยายใหญ่เป็นบอร์ดใหญ่ประดับให้ประชาชนทั่วไปที่เข้ามาชมงานเห็นได้อย่างแจ้งชัด
ในความทรงจำอันเลือนราง ผมแทบจำไม่ได้ถึงวีรกรรมของพลทหารผู้แม้แต่แขนขาดยังอุตส่าห์หอบลูกระเบิดบรรจุปืนใหญ่ยิงต่อสู้กับฝรั่งเศสในสงครามอินโดจีน ยิ่งจำไม่ได้ถึงพันตรีทหารกล้าผู้นำกองร้อยเข้าปะทะกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์จนตัวตายพร้อมทหารคนสนิทคู่ใจ แม้แต่ในสงครามมืดล่าสุดกับพวกกองโจรอาร์เคเค ชื่อของพวกเขาตกหล่นจากประวัติศาสตร์ไปเหมือนกับที่หายไปจากหน้าหนังสือพิมพ์ไม่กี่วันหลังจากงานศพ มันไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น ถึงราชการอาจตอบแทนพวกเขาเต็มที่ด้วยเงินช่วยเหลือจำนวนมาก ตลอดจนประกันการศึกษาและอนาคตการงานบุตรหลานพวกเขา แต่ควรจะทำมากกว่านั้น นั่นคือ วีรกรรมความกล้าของคนธรรมดาที่ติดดินเหมือนพวกเรานี้ควรจะได้รับการยกย่องตลอดไป
อยากให้มีการสืบค้นทางประวัติศาสตร์และทำการยกย่องคนธรรมดาที่สละชีพเป็นชาติพลีเหล่านี้ โดยคัดจากผู้ได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติระดับสูงก่อน นำภาพของพวกเขาประดับทั่วสถานที่ราชการ จัดสร้างรูปปั้นและขนานชื่อสกุลพวกเขาในสิ่งก่อสร้างใหม่ๆ จัดสร้างภาพยนตร์และดนตรีเอ่ยถึงวีรกรรมที่ทำให้พวกเขาสมควรได้รับการจดจำ เผยแพร่ออกนอกรั้วกองทัพ สิ่งเหล่านี้จะปลุกเร้าให้ประชาชนรักชาติอย่างต่อเนื่อง เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาเห็นภาพคนธรรมดาที่เป็นเด็กหนุ่มเหมือนพวกเขา มียศต่ำเหมือนพวกเขา ใช้ชีวิตสมถะยากจนเช่นพวกเขากล้าที่จะสละสิ่งที่สูงค่าที่สุดของตนเอง นั่นคือชีวิตเพื่อประเทศไทยอันเป็นที่รักได้ พวกเขาก็ต้องอยากเป็นอย่างผู้วายชนม์เหล่านั้น และจะไม่มีทางทำชั่วเพื่อทำร้ายประเทศชาติเลย ผมเชื่อว่านี่คือหนึ่งในการสร้างลัทธิรักชาติอย่างสร้างสรรค์ครับ



