
ไขคดี...ฆ่าข่มขืนบนเกาะเต่า (3)
26 ต.ค. 2557
ไขคดี...ฆ่าข่มขืนบนเกาะเต่า (3) : คลี่ปมปริศนา CSI THAILAND : โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม
หลังได้เบาะแสจากพยานแวดล้อมซึ่งอาศัยอยู่ในละแวกเดียวกันกับจุดพบศพ 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ซึ่งถูกฆาตกรรมบนเกาะเต่า ตำรวจได้ตรวจสอบภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดที่อยู่ในละแวกที่เกิดเหตุและใกล้เคียงที่มีอยู่ 360 ตัว พบว่าเสียไป 22 ตัว อีก 348 ตัวสามารถใช้งานได้ ซึ่งในกล้องวงจรปิดจำนวนนี้มีการบันทึกภาพขณะที่ผู้ตายและกลุ่มเพื่อนเข้าไปดื่มกินในร้านช็อปเปอร์บาร์ ซึ่งห่างจากจุดพบศพออกมาไม่ไกลนัก
รวมทั้งมีการตรวจสอบบุคคลที่อยู่ละแวกที่เกิดเหตุจำนวนหลายร้อยคน ซึ่งมีทั้งคนไทย ชาวต่างชาติ และแรงงานต่างด้าว มาสอบถามพร้อมจัดเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอเพื่อใช้ตรวจเทียบกับดีเอ็นเอที่เก็บได้จากวัตถุพยานในที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะดีเอ็นเอที่เก็บได้จากศพ น.ส.ฮันนา วิคตอเรีย วิทเธอริดจ์
พนักงานที่ทำงานบนเรือนำเที่ยว 40 ลำ และเรือแท็กซี่โบ๊ทจำนวน 150 ลำ คือกลุ่มบุคคลแรกๆ ที่ถูกเรียกมาสอบถาม เช่นเดียวกับพนักงานในร้านอาหารและสถานบันเทิงในย่านนั้น ซึ่งมีไม่น้อยเป็นแรงงานต่างด้าว ซึ่งทุกคนต่างล้วนแล้วถูกตั้งข้อสงสัยไว้ทั้งหมด ขณะที่เรือประมงซึ่งจอดลอยลำอยู่นอกน่านน้ำออกจากแนวชายฝั่งไป 10 กิโลเมตร จำนวน 10 ลำ ก็อยู่ในข่ายที่ถูกจับตาแต่ค่อนข้างมีน้ำหนักน้อย เพราะขณะเกิดเหตุเรืออยู่ห่างจากแนวชายฝั่งพอสมควร
การตรวจสอบภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดซึ่งทำโดยตำรวจในพื้นที่หลังเกิดเหตุใหม่ๆ พบภาพบุคคลต้องสงสัย โดยบุคคลรายนี้เป็นเครือญาติของผู้กว้างขวางในพื้นที่รายหนึ่ง แต่เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดกลับพบว่า ภาพจากกล้องวงจรปิดนั้นเป็นภาพเก่าที่บันทึกไว้นานแล้วไม่ใช่ห้วงเวลาเกิดเหตุ
แต่ตำรวจไม่ละความพยายามในการคลี่คลายข้อสงสัย มีการตรวจสอบแหล่งที่อยู่ขณะเกิดเหตุของผู้ต้องสงสัยรายนี้ พบหลักฐานยืนยันได้ว่า ห้วงเวลาเกิดเหตุผู้ต้องสงสัยรายนี้พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร ไม่ได้อยู่บนเกาะเต่า ความเคลือบแคลงสงสัยว่าบุคคลผู้นี้อาจเกี่ยวข้องกับการตายของนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษทั้ง 2 คน จึงลดน้ำหนักลง
ต่อมาตำรวจได้ระดมทีมสืบสวนหลายชุดเข้าไปคลี่คลายคดีนี้ ทั้งชุดสืบสวนของ บก.ภ.จ.สุราษฎร์ธานี บก.สส.บช.ภ.8 ตำรวจพิสูจน์หลักฐานจากส่วนกลาง และชุดสืบสวนของ บก.สส.บช.น. มีการไล่ตรวจสอบภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดอย่างละเอียดอีกครั้ง
พบกล้องวงจรปิดตัวหนึ่งสามารถบันทึกภาพขณะชายต้องสงสัยรายหนึ่งถอดเสื้อวิ่งผ่านในห้วงเวลาที่คนร้ายลงมือสังหารนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เบาะแสดังกล่าวนำมาสู่การขยายผล โดยมีการนำภาพถ่ายที่ได้ไปตรวจสอบกับพยานที่อยู่ในละแวกที่เกิดเหตุในวันเกิดเหตุ ซึ่งพยานหลายรายให้การสอดคล้องกันว่า ในคืนวันเกิดเหตุเห็นชาย 3 คน ล้อมวงเล่นกีตาร์อยู่บริเวณขอนไม้ซึ่งตำรวจพบวัตถุพยานทางคดี ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับบุคคลที่กล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพเอาไว้ได้
ผู้เชี่ยวชาญการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในชุดสืบสวนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งได้รับคำสั่งให้ไปช่วยตำรวจภูธรภาค 8 คลี่คลายคดี ได้ไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดทั้งหมดอย่างละเอียด กระทั่งพบชายต้องสงสัยรายนี้ขับขี่รถจักรยานยนต์มากับชายอีก 2 คน ผ่านไปในย่านที่เกิดเหตุ และมีการเข้าไปเลือกซื้อสินค้าในร้านสะดวกซื้อในละแวกที่เกิดเหตุ ในจำนวนสินค้าที่ซื้อไปมีบุหรี่ยี่ห้อเดียวกันกับก้นบุหรี่ หนึ่งในวัตถุพยานทางคดีรวมอยู่ด้วย
ชายทั้ง 3 คนมีลักษณะคล้ายแรงงานต่างด้าว เมื่อนำภาพถ่ายที่ได้จากกล้องวงจรปิดนี้ไปเทียบเคียงกับภาพถ่ายของบุคคลที่อยู่ในข่ายต้องสงสัยที่ตำรวจเชิญตัวมาทำประวัติก่อนหน้านี้พบว่า 1 ในจำนวนนั้นตรงกันกับนายเมา วัย 23 ปี พนักงานสถานบันเทิงในละแวกที่เกิดเหตุ จึงเชิญตัวมาสอบถาม ทราบว่าชายอีก 2 คนที่ปรากฏในภาพคือนายซอ และนายวิน วัย 21 ปี โดยภาพชายถอดเสื้อที่วิ่งผ่านกล้องและสงสัยว่าจะรู้เห็นกับการเสียชีวิตของนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษนั้นคือนายวิน
ตำรวจเชิญตัวนายเมามาสอบถาม ซึ่งอ้างว่า วันเกิดเหตุไปล้อมวงเล่นกีตาร์ที่ขอนไม้จุดที่ตำรวจพบหลักฐานจริง แต่ออกจากจุดที่เกิดเหตุก่อนเพราะได้นัดภรรยาไว้ ทิ้งให้เพื่อนอีก 2 คน คือนายซอและนายวิน เล่นกีตาร์กันต่อโดยไม่ทราบเหตุการณ์หลังจากนั้น
ตำรวจติดตามตัวนายซอพบที่แคมป์คนงานก่อสร้างแห่งหนึ่งบนเกาะเต่า ซึ่งให้การว่านายวินเดินทางไปยัง จ.สุราษฎร์ธานี แล้ว ตำรวจจึงไปดักรอที่ท่าเรือใน จ.สุราษฎร์ธานี และเชิญตัวมาสอบสวน และมีการจัดเก็บดีเอ็นเอไว้ตรวจเทียบกับวัตถุพยานที่พบในที่เกิดเหตุ
ระหว่างรอผลดีเอ็นเอยืนยัน นายวินรับสารภาพว่า ร่วมกับนายซอก่อเหตุฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษจริง เพราะต้องการล่วงละเมิดฝ่ายหญิงหลังจากเห็นผู้ตายทั้งสองพลอดรักกัน ส่วนนายเมาออกจากที่เกิดเหตุไปก่อนไม่ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์ สอดคล้องกับนายซอที่สารภาพเช่นกัน หลังจากผลตรวจดีเอ็นเอของทั้งสองตรงกันกับดีเอ็นเออสุจิที่พบในร่างของ น.ส.ฮันนา
ก่อนหน้านั้น ตำรวจพยายามตรวจสอบหาโทรศัพท์ไอโฟน รุ่น 4 เอส ของนายเดวิด วิลเลียม ชายชาวอังกฤษที่เสียชีวิต เนื่องจากหายไปจากที่เกิดเหตุ ตำรวจเชื่อว่าโทรศัพท์เครื่องนี้คนร้ายน่าจะนำติดไม้ติดมือไป หลังก่อเหตุฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษทั้ง 2 คน แต่ไม่สามารถตรวจสอบได้พบ
ในการสอบสวนนายวิน ได้ข้อสรุปในประเด็นนี้เมื่อนายวินอ้างว่า โทรศัพท์เครื่องนี้ได้หยิบติดมือไปหลังก่อเหตุโดยนำไปที่ห้องพักซึ่งไม่ไกลจากจุดเกิดเหตุมากนัก แต่ได้รับการแนะนำจากเพื่อนแรงงานต่างด้าวด้วยกันชื่อ "ริน" ให้ทำลายทิ้งเสีย
นายวิน อ้างในการให้ปากคำว่า หลังก่อเหตุได้กลับไปที่ห้องพักพบกับนายริน ซึ่งพักอาศัยอยู่ด้วยกัน และได้เล่าให้เพื่อนร่วมห้องฟังว่าไปฆ่านักท่องเที่ยวมา ได้รับการแนะนำจากเพื่อนคนนี้ให้ทำลายโทรศัพท์ไอโฟน รุ่น 4 เอส ที่ได้มาทิ้งเสีย จึงได้ทุบโทรศัพท์จนเสียหายแล้วใส่ถุงพลาสติกใสทิ้งไว้ที่หลังห้องพัก
ตำรวจจึงไปตรวจสอบยังห้องพักที่นายวินอ้างถึง พบกับนายริน เพื่อนของนายวินจริงอย่างที่ให้การ และนายรินยอมรับว่า คืนวันเกิดเหตุได้รับการบอกเล่าจากนายวินว่าไปฆ่านักท่องเที่ยวมาจริง และได้นำตำรวจไปค้นหาโทรศัพท์เครื่องดังกล่าว ปรากฏว่า พบโทรศัพท์ไอโฟน 4 เอส สีดำ ถูกทุบทำลายจนเสียหายบรรจุอยู่ในถุงพลาสติก ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่รกหลังที่พักคนงานแห่งนี้จริง เมื่อนำโทรศัพท์เครื่องนี้ไปตรวจสอบพบว่า เป็นของนายเดวิด กลายเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่ยิ่งมัดตัวแรงงานต่างด้าวรายนี้ ส่วนข้อสงสัยเรื่องเส้นขนที่พบในอุ้งมือ น.ส.ฮันนา นายวินยอมรับว่า ก่อนหน้านั้นได้ย้อมผมเป็นสีทอง หลังก่อเหตุเพิ่งย้อมกลับเป็นสีดำ
คำให้การของผู้ต้องหาในชั้นสอบสวน สอดคล้องกับหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ คือดีเอ็นเอ ที่พบจากอสุจิในตัวผู้ตาย รวมถึงก้นบุหรี่ที่พบในละแวกที่เกิดเหตุ ภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดที่สอดคล้องกับคำให้การของพยานและตัวผู้ต้องหา ตำรวจเชื่อได้ว่าแรงงานชาวพม่า 2 คน คือนายซอ และนายวิน ร่วมกันก่อเหตุฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ส่วนอีก 2 คน ที่เหลือคือ นายเมา และนายริน ตำรวจได้กันไว้เป็นพยาน
คดีนี้ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะในสังคมออนไลน์มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำงานของตำรวจอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในเรื่องของพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ถึงขั้นมีการเรียกร้องให้ต่างชาติเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ ล่าสุด บิดาและมารดาของผู้ต้องหาออกมายืนยันต่อผู้สื่อข่าวภายหลังเข้าไปเยี่ยมบุตรชายในเรือนจำว่า บุตรชายถูกซ้อมจนต้องยอมรับสารภาพ
ขณะที่แวดวงตำรวจมีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างหนาหูว่า ข้อกังขาในการคลี่คลายคดีที่เกิดขึ้น เป็นเพราะรอยร้าวภายในของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเอง...
----------------------
(ไขคดี...ฆ่าข่มขืนบนเกาะเต่า (3) : คลี่ปมปริศนา CSI THAILAND : โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม)



