ข่าว

 อสังหาฯลุ้นเม็ดเงิน 8 แสนล.ฟื้นศก.-ธุรกิจ

อสังหาฯลุ้นเม็ดเงิน 8 แสนล.ฟื้นศก.-ธุรกิจ

06 ก.ค. 2552

ผ่านงานเอ็นพีเอ แกรนด์ เซลล์ ครั้งที่ 8 มาหมาดๆ สิ่งที่สะท้อนภาพการจัดงาน คือ การเทกระจาดลดราคา ทรัพย์สินรอการขาย หรือ เอ็นพีเอ ตั้งแต่ 10-60% ซึ่งมีทั้งการขายตามสภาพของทรัพย์และการนำทรัพย์มารีโนเวทแล้วค่อยขาย แต่ระดับราคาที่ขายนั้นจะปรับลดลงนั้น เป็นการ

 กิตติ พัฒนพงศ์พิบูล ประธานสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย เปิดเผยว่า สมาคมได้จัดงานเอ็นพีเอ แกรนด์ เซลล์ ครั้งที่ 8 ไปเมื่อวันที่ 3-5 กรกฎาคมที่ผ่านมา ภายในงานได้นำเอ็นพีเอ ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ คอนโดมิเนียม ในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑลและต่างจังหวัด มาจำหน่ายให้แก่ผู้สนใจในราคาที่ส่วนลดระหว่าง 10-60% ของราคาประเมิน ถือเป็นโอกาสดีที่จะซื้อที่อยู่อาศัยของตัวเองเพราะขณะนี้ดอกเบี้ย สำหรับกู้ซื้อบ้านอยู่ในภาวะต่ำสุดประมาณ 6% ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับช่วงวิกฤติปี 2540 ที่ดอกเบี้ยบ้านปรับตัวต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 5%
 
 ต้นทุน น้ำมัน ตัวแปรฉุดศก.-ภาคธุรกิจ

 จากการสอบถามผู้บริหารของธนาคารและผู้ประกอบการทั้งธุรกิจรับสร้างบ้านรวมถึงผู้ประกอบการโครงการจัดสรรที่เข้าร่วมงานส่วนใหญ่มั่นใจว่า เม็ดเงินจำนวน 8 แสนล้านบาทที่ภาครัฐบาลพยายามที่จะผลักดันออกมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นน่าจะส่งผลดี แต่สิ่งที่รัฐบาลจะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลดีและผลเสียก็คือ การปรับเพดานภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

 โดยประธานสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย กล่าวให้ความเห็นว่า ในปีหน้าเศรษฐกิจในประเทศน่าจะปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น หลังจากที่รัฐบาลได้อัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านเงินกู้ 8 แสนล้านบาท จากแนวโน้มที่ดีดังกล่าวจะส่งผลต่อทิศทางแนวโน้มดอกเบี้ยบ้านนั้นเชื่อว่าหากจะปรับเพิ่มขึ้นคงจะเป็นในช่วงปีหน้า

 พนม กาญจนเทียมเท่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ในช่วงครึ่งหลังของปี 2552 หากการเมืองภายในประเทศนิ่ง ประกอบกับภาครัฐมีการผลักดันเม็ดเงินผ่านการลงทุนก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และฟื้นเศรษฐกิจได้ ซึ่งก็จะส่งผลดีต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ความผันผวนของต้นทุนการขนส่ง หรือ ต้นทุนพลังงานก็เป็นอีกตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ เพราะเกี่ยวข้องกับต้นทุนการผลิตและการขนส่งโดยตรง 
 
  ด้านเกริกชัย ชัยธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารนครหลวงไทย กล่าวว่า รัฐบาลจะต้องเร่งผลักดันเม็ดเงิน 8 แสนล้านบาทออกมาสู่ระบบให้เร็วที่สุด เพราะภายใต้สภาวะเศราฐกิจที่อ่อนแอ ภาคเอกชนชะลอการลงทุน รัฐบาลจะต้องเร่งผลักดันโครงการของรัฐออกมา และส่วนตัวเห็นด้วยกับวงเงิน 8 แสนล้านบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่สำหรับการปรับเพดาน ภาษีน้ำมันนั้น ยังมองว่าเป็นจุดเสี่ยงอยู่ ซึ่งรัฐบาลจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

 "ผมคงละการเมืองไว้ ให้เป็นเรื่องที่รู้กันว่าเมื่อไม่นิ่งมันกระทบต่อความเชื่อมั่นอยู่แล้ว แต่เรื่องน้ำมันเป็นเรื่องที่ต้องระวัง ราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นตัวแปรที่เราควบคุมยาก แต่เรื่องเพดานภาษีนั้นคงต้องดูให้ดี อย่ามองว่า ปรับเพิ่มเพดานพาษีแล้ว รัฐจัดเก็บรายได้เพิ่ม ซึ่งก็ถูก แต่หากการปรับเพิ่มนั้นกระทบต่อธุรกิจเรียลเซกเตอร์การที่รัฐบาลจะจัดเก็บภาษีได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยก็คงยาก และอย่าลืมว่า น้ำมัน เป็นต้นทุนของทุกอย่าง" เกริกชัย กล่าวให้ความเห็น

 ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับ โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าทรัพย์สินไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ที่ออกมาชี้แจงถึงสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันมีความผันผวนมาก จากการสำรวจสถานการณ์ตลาดในรอบ 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.52) พบว่ามีจำนวนโครงการอสังหาริมทรัพย์เกิดขึ้นทั้งหมด 16,733 หน่วย รวมมูลค่า 62,651 ล้านบาท หรือเฉลี่ยหน่วยละ 3.744 ล้านบาท หากนับเฉพาะที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีจำนวน 15,947 หน่วย หรือ 95% ของหน่วยทั้งหมด คิดเป็น 58,217 ล้านบาท หรือ 93% ของมูลค่าการพัฒนาทั้งหมด

 ศก.ติดลบกระทบต่อราคาบ้าน

 ทั้งนี้ หากประมาณการจากตัวเลข 5 เดือนแรก เชื่อว่าจะมีโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งปี 40,159 หน่วย แยกเป็นที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 38,273 หน่วย รวมมูลค่า 150,362 ล้านบาท แยกเป็นที่อยู่อาศัย 139,721 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปี 51 ในแง่ของมูลค่าและหน่วยที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ถึง 24% และ 44% ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2552 กำลังจะหดตัวอย่างรุนแรง

 สำหรับราคาบ้านโดยเฉลี่ยที่ออกสู่ท้องตลาดในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้เป็นเงินหน่วยละประมาณ 3.651 บาท ซึ่งมากกว่าในปี 51 ที่ราคา 2.718 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าสินค้าบ้านประเภทที่ราคาค่อนข้างต่ำแทบไม่สามารถก่อสร้างได้ในภาวะที่เศรษฐกิจกำลังผันผวนอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากวัสดุก่อสร้างราคาสูงขึ้น จะเห็นได้ว่าแม้จำนวนบ้านที่มีราคา 1-2 ล้านบาท จะมีสัดส่วนสูงสุดถึงหนึ่งในสามของทั้งตลาด แต่บ้านกลุ่มใหญ่ที่สุด หรือจำนวนหนึ่งในสี่ ขายในราคา 3-5 ล้านบาท

 อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงทำเลโครงการอสังหาริมทรัพย์เปิดใหม่จะพบว่า ในปัจจุบันไม่ได้เน้นการพัฒนาใจกลางเมืองแล้ว เพราะที่ดินราคาสูงขึ้นมาก แต่ไปเน้นการพัฒนาชานเมืองเพื่อสร้างบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ นอกจากนี้ เชื่อว่าหากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2552 ติดลบอาจทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์เตรียมตัวปรับราคาลงมา

 ปรียา เทศนอก