
หนึ่งทศวรรษตากใบ...จี้รื้อคดีคืนยุติธรรม
หนึ่งทศวรรษตากใบ...จี้รื้อคดีคืนยุติธรรม
ผ่านมาแล้ว 10 ปีเต็มสำหรับเหตุการณ์โศกนาฏกรรมตากใบ ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของความอยุติธรรมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และก่อความสูญเสียชีวิต เลือดเนื้อในคราวเดียวมากที่สุดเหตุการณ์หนึ่งตลอดกว่า 10 ปีที่ไฟใต้ลุกโชน
เหตุการณ์ตากใบเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เกิดขึ้นในเดือนรอมฎอน ตรงกับวันที่ 25 ตุลาคม 2547 เรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดต่อเนื่องมาคือการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่รัฐจนทำให้มีประชาชนเสียชีวิตมากถึง 85 คน แม้จะไม่ผิดแต่ก็เป็นข้อเท็จจริงเพียงท่อนเดียวของเรื่องราวทั้งหมดเท่านั้น
เหตุการณ์เริ่มจากมีกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งชาย หญิง และเด็กจำนวนไม่มากนักไปรวมตัวกันที่หน้า สภ.ตากใบ อำเภอชายแดนของ จ.นราธิวาส เพื่อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปล่อยตัวชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) บ้านโคกกูแว หมู่ 5 ต.พร่อน จำนวน 6 คน ที่ถูกควบคุมตัวในคดียักยอกทรัพย์และแจ้งความเท็จ หลังจากปืนลูกซองยาวของทางราชการที่อยู่ในความรับผิดชอบดูแลสูญหายไป โดยเชื่อว่ารู้เห็นเป็นใจกับผู้เข้าปล้น แต่ชาวบ้านบางส่วนในพื้นที่ไม่เห็นด้วยจึงชุมนุมและต่อมาผู้ชุมนุมเพิ่มมากขึ้นเป็นหลักหลายพันคน
ด้านฝ่ายรัฐมองว่าน่าจะเป็นการชุมนุมที่เกิดจากการ "จัดตั้ง" และหวังให้เกิดสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงตามมา ประเมินว่าแกนนำที่ปลุกปั่นประมาณ 100 คน จึงคิดจับกุมเพื่อแยกแกนนำออกจากผู้ชุมนุม และสถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ จนมีเสียงคล้ายปืนดังขึ้น 1 ครั้ง จากนั้นจึงมีการใช้อาวุธ แก๊สน้ำตา ฉีดน้ำ และเจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังทหารตำรวจเข้าปิดล้อมกวาดจับผู้ชุมนุมผู้ชายได้จำนวนมาก เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุจากการใช้อาวุธ 6 คน และไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลอีก 1 คน
จากนั้นได้ย้ายผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุม ถอดเสื้อ นอนคว่ำหน้า มัดมือไพล่หลัง ลำเลียงขึ้นรถยีเอ็มซีโดยนำไปเรียงซ้อนกัน 2-4 ชั้น เพื่อนำไปสอบปากคำและคัดแยกที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ห่างจาก อ.ตากใบ จุดเกิดเหตุกว่า 150 กิโลเมตร การเดินทางที่ใช้เวลานานกว่า 5 ชั่วโมง ประกอบกับความอ่อนเพลียเนื่องจากอยู่ในช่วงถือศีลอด ทำให้มีผู้เสียชีวิตระหว่างการถูกควบคุมตัวบนรถยีเอ็มซีถึง 78 คน ส่วนที่รอดชีวิตมาได้จำนวนไม่น้อยก็พิการ
วาทกรรม "ขาดอากาศหายใจ"
สาเหตุที่เหตุการณ์ตากใบถูกมองว่าไม่มีความเป็นธรรมและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง มิได้เกิดจากเฉพาะปฏิบัติการอันค่อนข้างรุนแรงเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ในวันนั้น แต่ยังรวมไปถึงคดีความที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น โดยเฉพาะในส่วนของคดีอาญาที่ยัง "ไม่ถึงที่สุด" และมิได้ถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลอย่างแท้จริง
คดีที่ถูกพูดถึงมาตลอด 10 ปี คือ การเสียชีวิตของผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมจำนวน 78 คน ระหว่างเคลื่อนย้ายไปสอบปากคำยังค่ายอิงคยุทธบริหาร ซึ่งคดีนี้ศาลจังหวัดสงขลามีคำสั่งในสำนวนชันสูตรพลิกศพ หรือไต่สวนการตาย เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2552 ว่าตายเพราะ "ขาดอากาศหายใจ" ซึ่งแม้มีข่าวอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องคดีไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้ตัดสิทธิผู้เสียหายยื่นฟ้องคดีเอง
ทว่าตลอดมากลับไม่มีการยื่นฟ้องเอง แต่กลับมีการยื่นคำร้องต่อศาลอาญาให้เพิกถอนคำสั่งไต่สวนการตายดังกล่าว และสู้กันจนถึงชั้นฎีกา สุดท้ายศาลฎีกามีคำสั่งเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2556 ว่าศาลอาญาไม่มีอำนาจรับคำร้องในเรื่องนี้ เพราะผู้เสียหายต้องไปยื่นต่อศาลชั้นต้นที่พิจารณาคดีนี้ ซึ่งน่าจะพ้นเวลาที่กฎหมายเปิดช่องให้ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งไต่สวนการตายไปนานแล้ว
รัฐจ่ายเยียวยากว่า 700 ล้าน
ส่วนคดีแพ่งที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บยื่นฟ้องหน่วยงานของรัฐเพื่อเรียกค่าเสียหาย กับคดีอาญาที่รัฐเป็นโจทก์ยื่นฟ้องแกนนำผู้ชุมนุมจำนวน 58 คนในข้อหาปลุกปั่นยั่วยุให้เกิดความวุ่นวายนั้น ต้องถือว่าจบไปแล้ว เนื่องจากรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีนโยบายให้อัยการถอนฟ้องคดี ขณะที่กองทัพบกก็ยินยอมจ่ายค่าเสียหายทางแพ่ง 42 ล้านบาท ภายใต้เงื่อนไขว่าญาติผู้เสียหายต้องถอนฟ้องและไม่สามารถรื้อฟื้นคดีขึ้นมาได้อีก (เฉพาะคดีแพ่ง) ต่อมารัฐบาลพรรคเพื่อไทย โดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ยุคที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นเลขาธิการ ได้ปรับเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบกรณีตากใบก็ได้รับเงินเยียวยาในอัตราใหม่ด้วย โดยได้จ่ายไปทั้งสิ้น 641,451,200 บาท เฉพาะผู้เสียชีวิต 85 คน เป็นเงิน 561,101,000 บาท
นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มผู้ได้รับบาดเจ็บ 51 คน, ทุพพลภาพ 1 คน, ผู้ที่ถูกรัฐดำเนินคดีแล้วอัยการถอนฟ้อง 58 คน และผู้ที่ถูกควบคุมตัวแต่ไม่ถูกดำเนินคดี 1,280 คน จากยอดรวมของเงินเยียวยา 641,451,200 บาท ซึ่งยังจ่ายไม่ครบเสียทีเดียว หากนำไปรวมกับค่าเสียหายทางแพ่งที่กองทัพบกจ่ายไปแล้ว 42 ล้านบาทเมื่อราวปี 2550 และเงินเยียวยาเบื้องต้นหลังเกิดเหตุอีกจำนวนหนึ่ง เท่ากับว่าเหตุการณ์ตากใบเพียงเหตุการณ์เดียว รัฐต้องจ่ายค่าเสียหายเป็นตัวเงินไปแล้วทั้งสิ้นราว 700 ล้านบาท!
ยังไม่นับมูลค่าความสูญเสียทางจิตใจของครอบครัวผู้เสียชีวิต ทุพพลภาพ และได้รับบาดเจ็บซึ่งประเมินค่ามิได้ ทั้งยังไม่รวมถึงความสูญเสียด้านภาพลักษณ์ของประเทศ และถูกกลุ่มขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนนำไปใช้เป็นเงื่อนไขขยายมวลชนและก่อความรุนแรงต่อเนื่องไม่จบสิ้น
จี้รื้อคดีใหม่-กังขาสั่งไม่ฟ้อง
อังคณา นีละไพจิตร ประธานมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ซึ่งทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาตลอดทศวรรษ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกคนเห็นตรงกันว่ารากเหง้าเกิดจากความไม่เป็นธรรม ไม่มีความยุติธรรม หรือการเลือกปฏิบัติ หลายกรณีถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่เราไม่อาจไปรื้อฟื้นคดีเพื่อให้ความยุติธรรมกับเหยื่อได้ จึงเกิดคำถามว่าเราจะดูแลคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมได้อย่างไร
"จากคดีตากใบ มีชาวบ้านออกมาบอกว่า ระหว่างขนคนไปค่ายอิงคยุทธ เจ้าหน้าที่ให้นอนทับกันจนหายใจไม่ออก ทั้งที่มีเสียงร้องแต่เจ้าหน้าที่ที่คุมอยู่บนรถกลับใช้อาวุธตีเพื่อไม่ให้ร้อง อีกทั้งศาลยังได้อ่านคำสั่งไต่สวนการตาย ระบุว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 78 คนตายจากการขาดอากาศหายใจ ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ โดยไม่ได้ระบุว่าใครทำให้ตาย"
ส่วนพนักงานสอบสวนก็ได้ทำสำนวนเพื่อส่งอัยการและส่งฟ้องศาลดำเนินคดีต่อไป โดยสำนวนระบุถึงเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ควบคุมตัวผู้ที่ถูกจับกุมและเสียชีวิตบนรถ เป็นผู้ต้องหา และส่งให้อัยการฟ้องร้องต่อศาลเพื่อให้ดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่กลุ่มนี้ แต่ปรากฏว่าอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีได้
"ตรงนี้เราก็ตั้งข้อสงสัยมาโดยตลอดว่า เพราะอะไรถึงบอกว่าไม่มีพยานหลักฐาน ทั้งที่เรามีประจักษ์พยานเป็นพันคน และคนที่อยู่บนรถแต่ละคันนั้นย่อมเป็นพยานได้อย่างดีว่าคนที่ตาย ตายอย่างไร หากพบว่าคนหายใจไม่ออกก็ควรมีการปรับเปลี่ยนท่านอน อาจจับให้นั่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถป้องกันได้ แก้ไขได้ แต่จากความเห็นสั่งไม่ฟ้องทำให้คดีนี้จบลง"
"ตัวผู้เสียหายก็ไม่กล้าฟ้องเอง เพราะกลัวความไม่ปลอดภัย จนกระทั่งถึงสมัย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นเลขาธิการ ศอ.บต.ก็มีความคิดที่จะเยียวยาด้วยเงินกับกรณีนี้ หลังจากได้เงินเยียวยา ญาติได้มาร้องคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อให้ฟ้องร้องแทน แต่การฟ้องร้องก็ต้องมีพยาน หรือมีคนที่เห็นเหตุการณ์มาเป็นพยาน จุดนี้กลายเป็นปัญหา เพราะทุกคนก็กลัว อีกทั้งเมื่อได้เงินเยียวยามาแล้วก็ไม่อยากมีเรื่อง"
อังคณา กล่าวอีกว่า เมื่อเปรียบเทียบคดีตากใบกับคดีการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมทางการเมือง เมื่อเดือน พฤษภาคม 2553 ซึ่งรับผิดชอบโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ปรากฏว่าดีเอสไอทำคดีปี 2553 อย่างเต็มที่ เพื่อจะฟ้องร้อง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นให้ได้
"จริงๆ แล้วคดีการเสียชีวิตจากการชุมนุมเมื่อปี 2553 ยังหาพยานยากกว่าคดีตากใบเสียอีก เพราะตากใบเป็นพื้นที่ปิด มีคนและนักข่าวอยู่เต็มไปหมด รู้ว่าใครเป็นผู้สั่ง ผู้ควบคุมตัว รู้ว่ารถแต่ละคันมีใครเป็นคนขับและยืนประจำรถ แต่ปรากฏว่าอัยการกลับสั่งไม่ฟ้องในคดีตากใบ จึงกลายเป็นคำถามว่า เหตุการณ์ตากใบปี 2547 สั่งไม่ฟ้อง แล้วทำไมเหตุการณ์สลายม็อบปี 2553 กลับมีความเห็นสั่งฟ้อง"
ประธานมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ กล่าวด้วยว่า ทุกวันนี้มีแรงกดดันจากต่างประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะองค์การความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) ที่ยังคงยืนยันมาตั้งแต่ปี 2550 ถึงความไม่เป็นธรรมในกรณีตากใบ และยังคงทวงถามตลอด และเวทีสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศทุกเวทีก็เห็นว่ากรณีตากใบ คือการทรมานในการควบคุมตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการเสียชีวิตระหว่างการควบคุมของเจ้าหน้าที่
"ต้องรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ และนำคดีขึ้นสู่ศาล รวมทั้งให้ผู้เสียหายทั้งหมดสามารถเข้ามาเป็นส่วนร่วม หรือเป็นโจทก์ร่วมในคดีได้ เพื่อที่จะบอกว่าสุดท้ายมีใครต้องรับผิดชอบบ้าง หลังจากคดีจบแล้วอาจจะมีการรอลงอาญาหรืออะไรก็แล้ว แต่อย่างน้อยที่สุดการพิจารณาในศาลจะเป็นรูปแบบหนึ่งของการเปิดเผยความจริง ญาติผู้เสียชีวิตแต่ละคนจะรู้เลยว่าพ่อหรือสามีของตนเสียชีวิตอย่างไร จึงอยากเรียกร้องให้นำคดีมาทบทวน"
อังคณา กล่าวทิ้งท้ายว่า คดีตากใบเป็นเรื่องความยุติธรรมของชุมชนและสังคม การให้ความสำคัญกับเรื่องตากใบจะสามารถที่จะคลี่คลายปมความรู้สึกไม่เป็นธรรมของคนในพื้นที่ได้ !
ไม่อยากพูดถึง...ไม่ได้แปลว่า "ลืม" : เลขา เกลี้ยงเกลา ศูนย์ข่าวอิศรา
แม้ไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องราวร้ายๆ ในเหตุการณ์ตากใบให้ทิ่มแทงหัวใจ ทว่า ผลกระทบที่เกิดกับร่างกาย อวัยวะสำคัญ และสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ลง ย่อมทำให้หวนนึกถึงเรื่องราวเมื่อ 10 ปีก่อน ณ เวลาบ่ายคล้อยของวันที่ 25 ตุลาคม 2547 จนมิอาจลบออกไปจากความทรงจำได้
มันคือเหตุการณ์ที่ทหาร ตำรวจใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมที่หน้าโรงพัก สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส และการเคลื่อนย้ายผู้ชุมนุมไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งมีระยะทางร่วม 200 กิโลเมตร ด้วยวิธีจับถอดเสื้อ มัดมือไพล่หลัง แล้วหิ้วขึ้นไปเรียงทับกัน 3-4 ชั้นบนรถยีเอ็มซี
ผลของปฏิบัติการทั้งช่วงการสลายและเคลื่อนย้าย ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 85 คน บาดเจ็บอีกเป็นพัน...
ณ วันนี้ผ่านมา 10 ปีแล้ว เมื่อย้อนกลับไปที่ตากใบอีกครั้ง และได้พบผู้ได้รับผลกระทบหลายราย ซึ่งแม้พวกเขาไม่ตาย แต่ก็ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างค่อนข้างสิ้นหวัง
ชายหนุ่มวัย 38 ปี สานูสี เจ๊ะแม ชาวบ้านศาลาใหม่ อ.ตากใบ พูดคุยต้อนรับด้วยน้ำเสียงและท่าทีเป็นมิตร จนมิทันสังเกตว่าแขนขวาของเขาไม่ปกติ จนกระทั่งเมื่อเอ่ยถึงเรื่องราวในคืนวันอันโหดร้ายเมื่อสิบปีก่อน เขาจึงยื่นแขนขวามาให้ดู และได้เห็นความผิดปกติตั้งแต่ข้อศอกจนถึงปลายนิ้ว โดยนิ้วมือและฝ่ามือของสานูสีกำและยืดออกไม่ได้ ท่อนแขนขวางอไมได้ จึงใช้งานอะไรไม่ได้เลย เขาจึงเป็นเสมือนคนพิการ มีแขนเดียว



