
"ความรู้คู่คุณธรรม"นำทางเด็กไทยยั่งยืน
กาลครั้งหนึ่งเมื่อ 12 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสเสียงคัดค้านของบรรดาเหล่าเพื่อนพ้อง ว่าเส้นทางการผลิตหนังสือและสื่อสำหรับเด็กไม่สวยหรู แต่ ริสรวล อร่ามเจริญ ตัดสินใจลุยเดี่ยวด้วยความตั้งใจที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในการมีส่วนช่วยพัฒนาศักยภาพเด็กไทยให
และนี่จึงเป็นที่มาของการจัดงาน "ฉลองครบรอบ 12 ปี บริษัทแปลน ฟอร์ คิดส์ จำกัด" โดยได้รับเกียรติจาก ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ร่วมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "มิติใหม่กับการเรียนรู้ของเด็กไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน" ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัล เวิลด์
ริสรวล อร่ามเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัทแปลน ฟอร์ คิดส์ กล่าวว่า จากความตั้งใจที่อยากจะปลูกฝังนิสัยการรักการอ่านและพัฒนาความฉลาดด้านต่างๆ ให้เด็กไทยได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพของสังคม โดยใช้สื่อสร้างสรรค์เป็นสื่อกลางในการเรียนรู้ ด้วยการแบ่งตามช่วงวัยตั้งแต่แรกเกิด-3 ปี วัย 4-6 ปี และวัย 7-12 ปี รวมถึงคู่มือจิตวิทยาการเลี้ยงดูและพัฒนาการเรียนรู้สำหรับพ่อแม่ และสื่อประกอบการเรียนการสอนแบบบูรณาการสำหรับครู ฯลฯ
"นอกจากในกลุ่มงานหนังสือแล้ว เรายังมีสื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านความแข็งแรงของร่างกาย เช่น เครื่องเล่นสนาม ของเล่นไม้จากยางพารา ร่วมทั้งให้บริการออกแบบและติดตั้งงานตามพื้นที่ให้ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงโครงการต่างๆ อีก 12 โครงการ ได้แก่ โครงการ My First Book หนังสือความสุขของหนูไว้สำหรับแจกเพื่อแสดงความยินดีกับพ่อแม่มือใหม่จำนวน 1.2 หมื่นครอบครัว โครงการนักเขียนตัวจิ๋ว ไอเดียแจ๋ว โครงการคลิปละครนิทานหรรษา โครงการนิทานตระการตา โครงการแฮปปี้ คิดส์ เฟสติวัล ฯลฯ" ผู้บริหารแปลน ฟอร์ คิดส์ กล่าว
ด้าน ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม หลังจากกล่าวแสดงความยินดีพร้อมกับขอบคุณต่อกลุ่มบริษัทแปลนที่ช่วยส่งเสริมให้เด็กๆ ได้เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ซึ่งจะส่งผลให้สังคมได้รับสิ่งดีงามต่อไปในอนาคต ก็ได้พูดถึง "มิติใหม่กับการเรียนรู้ของเด็กไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน" ว่าเป็นหน้าที่ของทุกคนนับตั้งแต่พ่อแม่ ครู อาจารย์ ในการสั่งสอนให้เด็กเข้มแข็งทั้งกายทั้งใจ เป็นระเบียบและมีสุจริตเพื่อประโยชน์ในภายภาคหน้า นี่คือโจทย์ของพ่อแม่และครู ต้องตอบให้ได้ว่าควรทำอย่างไร ด้วยว่าทุกวันนี้เด็กกำลังเผชิญกับสิ่งเลวร้ายทางวัตถุนิยมด้านต่างๆ ในสังคมมากมาย
"จากตัวอย่างผลสำรวจของเอแบคโพลล์ในหัวข้อที่ว่า "การดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จโกงได้หรือไม่" โดยผลปรากฏว่า 84 เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยว่าควรจะโกง และอีกหนึ่งตัวอย่างที่ว่า "ถ้าเป็นนักการเมืองมีฝีมือแต่คอรัปชั่นรับได้หรือไม่" ซึ่งผลก็ออกมาว่ารับได้ถึง 51 เปอร์เซ็นต์ เพียงเท่านี้ก็สามารถสะท้อนให้เห็นว่าวิธีคิดอย่างนอกลู่นอกทางเพียงใดของคนยุคนี้"
นอกจากนี้องคมนตรียังแนะว่า หลักการหล่อหลอมให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพนั้น ยังต้องใช้หลักความดี ความจริง และความงาม เข้ามาสอนอีกด้วย ทั้งนี้ด้านครอบครัวซึ่งถือว่าเป็นสังคมแรกของเด็กต้องสอนให้พวกเขาเรียนรู้ที่จะยืนอยู่ในสังคมใหญ่ด้วยขาตัวเองอย่างมีความสุข ขณะเดียวกันครูผู้สอนป็นบุคคลที่สำคัญมากเช่นกัน เพราะนอกจากจะให้ความรู้ด้านวิชาการแล้ว ยังต้องสั่งสอนให้เด็กยึดมั่นในคุณธรรมควบคู่กันไปด้วย มิเช่นนั้นแล้วก็ไม่เกิดประโยชน์อันใดเลย ถ้ามีเด็กเก่งๆ ชนะเลิศรางวัลมากมายอยู่ในประเทศ แต่ขาดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ไม่รู้จักผิดถูก
ทั้งนี้องคมนตรียังยกพระดำรัสในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเกี่ยวกับความถูกต้องว่า "การรู้จักแยกแยะความดี ความเลว และความถูกต้องเหมาะสม เป็นสิ่งสำคัญ การมีชีวิตอยู่ในโลกได้และประสบความสำเร็จนั้นต้องอยู่ในกรอบของความถูกต้องด้วย"



