
'ยงยุทธ'แจงบริษัทได้งานธงฟ้า
24 ต.ค. 2557
'หมอยงยุทธ' ร่ายยาวแจงกรณีบริษัทตัวเองได้งานธงฟ้า ระบุ ไม่รู้เรื่อง-เป็นช่วงรอยต่อขายบริษัท เผย เล่าให้ 'นายกฯ-เลขานายกฯ' ฟังแล้ว ไม่ได้ว่าอะไร
24 ต.ค. 57 เมื่อเวลา 09.30 น. ร้อยเอกนายแพทย์ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ ทางช่องสปริงนิวส์ และเอฟเอ็ม 97.0 MHz ถึงกรณีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ทำสัญญาว่าจ้าง บริษัท ดี.เอ็ม.อินเตอร์คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ซึ่งมี ร้อยเอก นพ.ยงยุทธ เป็นกรรมการ และผู้ถือหุ้น และได้งานประชาสัมพันธ์การจัดงานธงฟ้าคืนความสุข ลดค่าใช้จ่ายประชาชน วงเงิน 4,280,000 บาท จาก คสช. ว่า ยอมรับว่าในอดีตบริษัทดังกล่าวเป็นของตนจริง ตั้งแต่ปี 2536 ที่ต่อมาได้ขายกิจการไปแล้ว เพราะรู้สึกเหนื่อยกับบริษัทนี้ เนื่องจากมีผลประกอบการขาดททุนสะสม ทั้งจากกรณีน้ำท่วม เมื่อปี 2554 และเหตุการณ์ทางการเมือง จึงตกลงกับภรรยาว่าจะขายบริษัท เพราะเรามีเครื่องมือ และพนักงานที่มีความพร้อม จึงมีเจ้าของธุรกิจผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าขนาดใหญ่สนใจ และพร้อมที่จะมาลงทุนต่อ ก็มีการเจรจาพูดคุยกันมาระยะหนึ่ง
"จนกระทั่งตกลงกันด้วยวาจา ว่าจะขายหุ้นในราคาที่ขาดทุน จาก 100 บาท ผมขายในราคา 80 บาท ก็ตกลงกันช่วงก่อนมีการปฏิวัตินะครับ และในช่วงหลัง ผมและภรรยาก็ไม่ค่อยได้ไปทำอะไรที่บริษัทเท่าไร พอมาตกลงอะไรเรียบร้อย แต่ในส่วนของการทำนิติกรรมยังตกเป็นของฝั่งผมอยู่ ภรรยาก็ไปช่วย ไปลงนาม เพราะช่วงนั้นเจ้าของใหม่เขายังดูในเรื่องของทรัพย์สินว่าจะต้องมีการถ่ายโอนกันยังไง ก็อยู่ระหว่างกระบวนการถ่ายโอน แต่ทางทีมงานเขาก็ทำงานกันตามปกติ ซึ่งผมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร ผมก็ทำงานในส่วนของ คสช. ที่มีหน้าที่เข้าประชุม แล้วก็นำมาชี้แจงผลประชุมทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ หน้าที่ก็มีเท่านั้น อย่างอื่นไม่มีนะครับ ไม่สามารถไปชี้เป็นชี้ตายใครได้ ผมก็ไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับงาน"
ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวอีกว่า ทีมงานบริษัทเขาก็ไปได้งานจากกระทรวงพาณิชย์ ภรรยาตนก็เป็นผู้ลงนาม เพราะเขายังมีอำนาจในการทำสัญญา หลังจากนั้นก็ทำขั้นตอนของการขายบริษัทเรียบร้อย จึงมีการขายหุ้นในวันที่ 30 ก.ค. 57 ส่วนเรื่องงราคาหุ้นมีการตกลงกันก่อนหน้านั้นแล้ว
เมื่อถามว่า มีแนวคิดขายบริษัทตั้งแต่ช่วงต้นปี 2557 แล้วใช่หรือไม่ ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า จริงๆ คิดมานานแล้ว เพราะทำเท่าไรก็ไม่ได้กำไรมาก งานของเราก็มีขนาดเล็กทั้งนั้น ไม่ได้ใหญ่โตมูลค่าร้อยล้านบาทอย่างที่เป็นข่าว เราทำก็ค่อนข้างเหนื่อย เพราะทำเกี่ยวกับสารคดีเชิงวิชาการ ไม่ใช่เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ที่ขายงานได้ง่ายกว่า
เมื่อถามย้ำว่า คิดจะขายในช่วงต้นปี 2557 นี้ใช่หรือไม่ ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า ก็มีการพูดคุยกับหลายรายมาเรื่อยปละปลาย แต่มาคุยกันจริงๆ จังๆ ช่วงต้นปี 57 เมื่อถามว่า มีการเจรจาขายหุ้นบริษัทก่อนการรัฐประหารนานแค่ไหน ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า คุยกันมาเป็นระยะๆ 4-5 รอบ เขาก็ต่อรองราคามาเรื่อยๆ
ต่อข้อถามที่ว่า ถ้าคิดจะขายกิจการทิ้ง ทำไมวันที่ 30 เม.ย. 57 ถึงมีการเพิ่มทุนบริษัทจาก 2 ล้านบาท เป็น 15 ล้านบาท ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า ข้อมูลนี้ผิด เพราะบริษัทเริ่มจดทะเบียนด้วยทุน 1 ล้านบาท ต่อมาเป็น 2 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 15 ล้านบาท นับย้อนหลังไปเป็น 10 ปีแล้ว ซึ่งตนจำวันที่ไม่ได้ แต่ยืนยันว่า ไม่ใช่มาเพิ่มในปีนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ดังนั้นช่วงที่เริ่มคิด และเจรจาที่จะขายกิจการ บริษัทมีทุนจดทะเบียน 15 ล้านบาท อยู่แล้วใช่หรือไม่ ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า "ถูกต้อง ใช่ครับ"
ถามว่า มีการบรรลุข้อตกลงขายบริษัทกับผู้ที่จะมาซื้อ คือ เจ้าของธุรกิจผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ เกิดขึ้นช่วงก่อน หรือหลังการรัฐประหาร ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า มีการตกลงกันก่อน 22 พ.ค. 57 แต่โอนหุ้นสำเร็จในวันที่ 30 ก.ค. 57
ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าช่วงหลังรัฐประหาร และก่อนถึงวันที่ 3 ก.ค. กรรมการยังมีชื่อของคุณหมอ และภรรยา ยังมีอำนาจลงนามใช่หรือไม่ ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า "ใช่ครับ" เพราะยังมีชื่อเป็นกรรมการ ส่วนการได้งานธงฟ้านั้น เป็นการดำเนินการของทีมงานที่มีการเซ็ตระบบไว้ อาจจะไปเสนองานกับหน่วยงาน ก็เป็นเรื่องของฝ่ายการตลาด เขาก็ว่าของเขาไปในกระบวนการ เพราะช่วงหลัง ตนและภรรยาไม่ค่อยได้เข้าไปยุ่งกับทีมงาน
ถามว่า ภรรยามาบอกก่อนลงนามหรือไม่ เพราะว่ามีความน่าหวาดเสียวอยู่เหมือนกัน ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า เขาก็บอก แต่ตอนนั้นเราไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่อะไรใน คสช. "ผมไปแค่เป็นทีมงานโฆษกในแง่ของการแถลงข่าวเฉยๆ เขาไม่ได้แต่งตั้งผมเป็นโฆษกนะครับ ผมเป็นแค่ทีมงานช่วยในแง่ของเข้าประชุม และแถลงผลการประชุมครับ"
เมื่อถามว่า โฆษก คสช.เป็น พ.อ.วินธัย สุวารี ใช่หรือไม่ ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า ท่านวินธัย เป็นรองโฆษกกองทัพบก เราก็เป็นทีมงานโฆษก คสช.ทั้งหมด
เมื่อถามว่า เจ้าของธุรกิจผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ เป็นใคร ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า ท่านเป็นเจ้าของบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ซึ่งตนต้องขออนุญาตไม่อยากให้ท่านเข้ามาเกี่ยวข้อง บอกได้แค่ว่าเป็นบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ซึ่งบริษัทของท่านมีงานที่ต้องจ้างประชาสัมพันธ์อยู่แล้ว คงเล็งเห็นว่าเป็นโอกาสพอดีที่จะมีบริษัทดำเนินการในแง่นี้ เพราะทีมงานและอุปกรณ์ของเรามีอยู่แล้ว
เมื่อถามย้ำอีกว่า ชื่อของเจ้าของบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ บอกไม่ได้ใช่หรือไม่ว่า ทำธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า ยี่ห้ออะไร ร.อ.นพ.ยงยุทธ หัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า ไม่อยากให้ท่านต้องมาเกี่ยวข้องด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า พลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี ได้สอบถามเรื่องนี้หรือไม่ เห็นมีข่าวนายกฯ สั่งให้มีการตรวจสอบ ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องให้ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง รู้สึกจะชี้แจงไปแล้ว ซึ่งตนชี้แจงเอง คงจะไม่เหมาะสม
"แต่ผมได้เล่าเรื่องราวต่างๆ นี้ ให้ท่านนายกฯ และเลขาธิการนายกฯ ฟังแล้ว ท่านก็รับฟังที่ผมอธิบาย ก็เรียบร้อยดีครับ ไม่ได้ถามไถ่อะไรมากมายครับ"
ต่อข้อถามว่า ที่เขานินทากันเยอะ คือ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ เป็นอดีตผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 และคุณหมอก็มีบทบาทในช่อง 5 ระดับหนึ่ง มันจะต่อจิ๊กซอกันได้หรือไม่ เพราะบริษัทดีเอ็มฯ ของคุณหมอ ไม่ได้งานของกระทรวงพาณิชย์มานานแล้ว หรือจะเป็นช่อง 5 คอนเนคชั่น ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ใช่ครับ เพราะพลเอกฉัตรชัย ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย และช่วงที่ทำงาน คสช. ก็แทบจะไม่ได้คุยกับท่านเลย เพราะตนมีหน้าที่เข้าประชุมอย่างเดียว พลเอกฉัตรชัย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แน่นอน อย่างไรก็ตาม งานประชาสัมพันธ์บริษัทดีเอ็มฯ ก็ได้งานของกรมอื่นๆ ปละปลาย ในอดีตงานของกรมการค้าภายใน เราก็เคยได้ แต่นานมากแล้วประมาณ 10 ปี
"เราก็อยู่ในแวดวงกระทรวงต่างๆ กระทรวงพาณิชย์เรามีงานอยู่นะครับ เด็กที่ไปประสานเรื่องงาน เขาก็ไปทุกหน่วยงานนะครับ ไปแนะนำตัวอะไรต่างๆ แต่ผมไม่ทราบรายละเอียด ว่าเขาไปที่ไหนบ้าง เขาก็ทำงานของเขาไป"
เมื่อถามว่า เห็นมีข่าวว่าคุณหมอยังทำงานที่โรงพยาบาลอยู่ ตกลงคุณหมอทำธุรกิจอะไรกันแน่ ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า ที่โรงพยาบาล พญาไท 2 ตนทำงานเป็นแพทย์อยู่ที่นั่น และไปทำช่วงนอกเวลาราชการ ซึ่งตนดูแลในส่วนของคนไข้ต่างประเทศเป็นหลัก ในเชิงของเซอร์วิสทั้งในมิติของการรักษา และการบริหาร เพราะมีหน้าที่ต้องสื่อสารกับญาติ และผู้ป่วยชาวต่างประเทศ ที่มารักษา เพื่อสร้างความเข้าใจ
เมื่อถามว่า โรงพยาบาล พญาไท 2 ก็กำลังบุกตลาดต่างประเทศพอสมควร ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า หลายโรงพยาบาลของไทยก็ดำเนินธุรกิจในแนวนี้อยู่
ส่วนในช่วงที่เป็นโฆษกรัฐบาล ช่วงรัฐประหาร ปี 2549 บริษัทดีเอ็มฯ ก็รับงานของรัฐบาลไปจำนวนมาก มีข้อมูล ระบุว่า ตั้งแต่ 10 ตุลาคม 2549 ถึง 3 ตุลาคม 2550 ได้งานไป 12 โครงการ 9 หน่วยงาน 20 ล้านบาท ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า คืออย่างนี้ รัฐธรรมนูญ ชั่วคราว ในช่วงนั้น ไม่ได้ห้ามในส่วนของการทำธุรกิจ ตนก็ปรึกษากับผู้หลักผู้ใหญ่ในตอนนั้น เพราะท่านนายกฯ ขณะนั้นก็เรียกให้มาทำงาน ตนก็เป็นห่วงในประเด็นนี้อยู่เหมือนกัน แต่ก็พบว่า ไม่ได้มีข้อห้ามไว้ ซึ่งตนก็เป็นเจ้าของบริษัทอยู่ในขณะนั้น เมื่อตนเข้ามาเป็นโฆษกรัฐบาลสักระยะ ตนก็ลาออกจากกรรมการ แต่ยังถือหุ้นอยู่ ซึ่งพี่สะใภ้ตนเป็นผู้บริหาร แต่เรียนว่า ตนก็ไม่ได้ไปยุ่งอะไรเลย ส่วนจำนวนงาน และจำนวนเงินเท่าไร ตนก็จำไม่ได้ แต่ยืนยัน เป็นการดำเนินงานตามปกติของบริษัท ตนไม่ได้ไปยุ่ง
"ไม่ใช่ว่าไปได้งานในช่วงที่เป็นโฆษกรัฐบาล และตามรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 ร่างออกมาแล้ว ก็จะมีประเด็นเรื่องที่รัฐมนตรีไม่ควรจะถือหุ้นในสื่อ แม้ว่าผมจะไม่ได้นั่งในตำแหน่งรัฐมนตรี และรัฐธรรมนูญบอกว่า ให้ทำได้ มันก็อาจจะไม่เหมาะสม จึงลาออกการเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีครับ" ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวและว่า ประเด็นที่บอกว่าบริษัทตนได้งบจากราชการร้อยล้านบาทนั้น เรียนว่า เป็นวงเงินรวมหลายปี ตั้งแต่ปี 2543 ถึง 2557 ประมาณ 64 งาน ถ้าบอกว่าได้เงินร้อยล้านบาท คนก็จะแตกตื่น แต่เป็นร้อยล้าน ที่ได้รับจาก 64 งาน ตั้งแต่ปี 2543 ถึง 2557 รวม 14 ปี



