ข่าว

อย่าหน้าด้านสู้..เพื่อที่จะเข้าไปโกง

อย่าหน้าด้านสู้..เพื่อที่จะเข้าไปโกง

24 ต.ค. 2557

คอลัมน์ คิดข้ามขั้ว : อย่าหน้าด้านสู้..เพื่อที่จะเข้าไปโกง : บายไลน์...ไพศาล สังโวลี

 
                    ยังไม่ทันได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเลย ก็มีสัญญาณไม่สู้ดีนักออกมาแล้ว โดยเฉพาะแค่เห็นหน้าตาของ “สปช.”(สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ) ก็ด่วนสรุปแล้วว่า รัฐธรรมนูญที่ออกมาจะต้องเอียงกะเท่เร่เทไปข้างเดียว
 
                    ยิ่งกว่านั้น นักการเมืองพรรคใหญ่บางคน ยังส่งสัญญาณทำนองว่า รัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่ร่างโดยคนกลุ่มนี้ (สปช.) หนีไม่พ้นนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งต้องมาแก้ไขอีก
 
                    มีคำถามอยู่ว่า นักการเมือง (เอาเป็นว่าอย่าบอกว่าซีกไหนเลย เพราะอาจเหมือนกันทั้งนั้นกับสิ่งที่กลัว) กลัวอะไรกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่กำลังจะเกิดขึ้น
 
                    จริงอยู่ ประเด็น "สปช." ค่อนข้างมีบทบาทสูงต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร กรณีมีหน้าที่เสนอแนะ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และแต่งตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญถึง 20 คน ในจำนวนทั้งหมด 36 คน ก็อาจมีส่วน อาจทำให้เห็นว่า ถ้ากลุ่มไหนได้กุมบังเหียน "สปช." ก็เท่ากับกุมทิศทางการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร
 
                    แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น น่าจะเป็นกรอบในการร่างรัฐธรรมนูญที่ วิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษากฎหมาย “คสช.” และรองนายกฯ เคยกล่าวเอาไว้ว่า
 
                    “เพื่อป้องกันไม่ให้กมธ.ยกร่างฯ ไปร่างตามใจชอบ รัฐธรรมนูญชั่วคราวได้กำหนดกรอบไว้ในมาตรา 35 เช่น การกำหนดเป็นรัฐเดี่ยว การปกครองที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือการป้องกันขจัดการทุจริต และการป้องกันไม่ให้คนที่เคยได้ชื่อว่าทุจริตหรือโกงการเลือกตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาดในอนาคต
 
                    "รวมทั้งกำหนดหลักการในการวางมาตรการป้องกันไม่ให้มีการนำงบประมาณแผ่นดินมาใช้ในการมุ่งหาเสียงหรือประโยชน์ใส่ตนโดยทุจริต มิชอบ รวมทั้งการทบทวนความจำเป็นว่า ควรจะใส่เรื่ององค์กรอิสระอะไรเอาไว้ในรัฐธรรมนูญบ้าง เพราะอาจมีหลายองค์กรที่ไม่มีความจำเป็น...”
 
                    เหล่านี้ ถ้าถามคนที่เห็นแก่ประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม ก็จะบอกว่าเป็นเรื่องดีทั้งสิ้น!!!
 
                    สอดรับกับ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว (15 ต.ค.) ว่า รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ล็อกสเปกเพื่อล้างรุ่นนักการเมืองฝ่ายเพื่อไทยเพียงฝ่ายเดียว
 
                    กรณีมาตรา 35 “...ไฮไลท์อยู่ที่วงเล็บ 4 ที่กล่าวว่า "ผู้ใดที่ต้องคดีเกี่ยวกับทุจริตเลือกตั้งและถูกตัดสิทธิทางการเมือง จากการยุบพรรคหรือต้องคำพิพากษาคดีทุจริต ไม่สามารถมาลงรับสมัครเลือกตั้งได้" ซึ่งจากข้อนี้ ต่อให้ผู้ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง พ้นโทษมานานแล้วต้องหมดสิทธิลงเลือกตั้งไปตลอดชีวิต
 
                    “นั่นหมายถึงผู้ที่มีชื่ออยู่ในบ้านเลขที่ 111, 109 และที่กำลังดำเนินการกับ 308 ซึ่งหมายถึง ส.ส. และ ส.ว. ที่กำลังดำเนินการถอดถอนจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว. ให้มีการเลือกตั้ง 100% ก็น่าจะไม่เหลือเหมือนกัน...” นี่ใช่หรือไม่ ที่นักการเมืองกลัว!?
 
                    กลัว เหมือนกับกลัวว่าจะถูกให้แจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เพราะมันจะถูกตรวจสอบการทุจริตได้ง่าย กลัวที่จะต้องมีองค์กรตรวจสอบเอาผิด อย่าง “ป.ป.ช.” (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) โดยเฉพาะ “ป.ป.ช.” ที่เงินซื้อไม่ได้ และ “ตงฉิน” ในการทำหน้าที่ ฯลฯ
 
                    ส่วนที่ว่า เป็นการจ้องล้างนักการเมืองฝ่ายเดียวนั้น ประเด็นน่าจะอยู่ที่การทำผิดในอดีต และเป็นการทำผิดส่วนตัวของนักการเมือง
 
                    ประเด็นต่อมา อาจมีคำถามตามมาว่า ทำไมต้องห้าม และไม่ห้ามได้หรือไม่ คำตอบก็อาจ "วน" กลับไปสู่ในอดีตอีก ว่าถ้าปล่อยให้คนที่เคยทำผิด เคยทุจริต โกงเลือกตั้งเข้ามาแล้วเกิดอะไรขึ้น... “วังวนน้ำเน่า” ก็จะไม่จบไม่สิ้นเสียที
 
                    เมื่อเป็นเช่นนี้ การต่อต้าน และต่อสู้อย่างถึงที่สุด กับ “รัฐธรรมนูญ” ที่ป้องกันคนโกง ที่ถูกตัดสินโดยองค์กรที่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นอย่างน้อย เป็นการต่อสู้ของคนประเภทไหน เป็นเรื่องที่ประชาชนควรต้องตัดสิน
 
                    เหนืออื่นใด คนที่หน้าด้านสู้และต่อต้านเรื่องนี้ มีอยู่อย่างเดียวที่จะทำให้ประชาชนคิดได้คือ สู้เพื่อที่จะเข้าไปโกงหรือไม่ ก็ลองคิดดู!!!