ข่าว

ชง5โมเดล-เวทีรับฟังความเห็น

ชง5โมเดล-เวทีรับฟังความเห็น

24 ต.ค. 2557

ชง 5 โมเดล-เวทีรับฟังความเห็น ล้างภาพ ‘ปฏิรูปฝ่ายเดียว’ : บายไลน์...ปกรณ์ พึ่งเนตร

 
                     สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ประชุมใหญ่กันไปแล้ว 1 ครั้ง หลายคนที่ได้รับชมการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ และติดตามข่าวสารต่อเนื่องมาพูดตรงกันว่า "งานนี้ไม่ง่าย!"
 
                     เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าเริ่มเห็นร่องรอยของการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันภายในบ้างแล้ว โดยเฉพาะสมาชิก สปช.ที่เป็นตัวแทนจากจังหวัดต่างๆ ซึ่งถือตัวว่ามาจากประชาชน ทั้งๆ ที่อาจไม่ใช่ กับ สปช.ที่มาจากความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน 11 ด้าน ซึ่งถูกมองว่ามาจากคณะกรรมการสรรหาที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งขึ้น โดยหากพูดแบบไม่อ้อมค้อมก็คือ มาจาก คสช.โดยตรงนั่นเอง
 
                     และกลุ่มที่มาจาก คสช.โดยตรงนี้ มีมากกว่ากลุ่มจังหวัด จึงทำให้ สปช.ถูกมองอย่างเหมารวมว่าเป็น "สภาของคนฝ่ายเดียว" เพราะมีผู้ที่คิดเห็นแตกต่างทางการเมืองเล็ดลอดเข้าไปน้อยมาก ขณะที่ตัวฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรคก็ไม่ส่งตัวแทนเข้าไปร่วมเลย
 
                     แนวทางที่จะ "ล้างภาพ" การเป็นสภาปฏิรูปของคนฝ่ายเดียว ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะส่งผลทำให้ขาดการยอมรับและการปฏิรูปล้มเหลวได้ ก็คือการเปิดเวทีรับฟังเสียงจากประชาชนและกลุ่มการเมืองต่างๆ ในวงกว้าง
 
                     ดร.ถวิลวดี บุรีกุล สปช.ลำดับที่ 85 ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน และผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า เสนอแนวคิดที่เรียกว่า "การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย" เอาไว้อย่างน่าสนใจ
 
                     ดร.ถวิลวดี เล่าให้ฟังว่า สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเป็นองค์กรอิสระทางวิชาการในกำกับของประธานรัฐสภา มีประสบการณ์เคยจัดเวทีเรื่อง "อนาคตประเทศไทย" เพื่อค้นหาต้นตอของปัญหาความขัดแย้งและข้อเสนอที่เป็นทางออก อีกทั้งหลังจากนี้จะจัดเวทีเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยอยู่แล้ว จึงน่าจะร่วมกันกับ สปช และองค์กรอื่นๆ ได้
 
                     สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดเวที ก็เพื่อกระจายโอกาสให้คนไทยทุกกลุ่ม ทุกขั้วความคิด และทุกพื้นที่ ได้มีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศอย่างกว้างขวาง ทั่วถึง และเป็นการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง
 
                     หลักการของเวทีที่ว่านี้ ได้แก่ การใช้กระบวนการประชาธิปไตยที่คำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ และความเสมอภาคในการมีส่วนร่วม ต้องเป็นกระบวนการที่ประชาชนมีอิสระในการแสดงความคิดเห็นอย่างเสมอภาค และสามารถเข้าร่วมได้อย่างสะดวก เสรี
 
                     ประโยชน์ของการจัดเวที นอกจากจะเป็นการระดมความเห็นและได้ข้อมูลที่เป็นความคิด ความเห็นของประชาชนอย่างแท้จริงเพื่อนำไปประกอบการพิจารณาจัดทำข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปแล้ว ยังเป็นการสร้างบรรยากาศแห่งความปรองดองเพื่อร่วมกันปฏิรูป ทำให้เกิดความตื่นตัว และตระหนักในการเป็นเจ้าของประเทศที่ต้องช่วยกันปฏิรูปเพื่ออนาคตของตนเองและลูกหลาน
 
                     ทั้งหมดเป็นเรื่องของกรอบคิด แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การแปรสู่ภาคปฏิบัติ ก็คือ "วิธีการ" ดร.ถวิลวดี บอกว่า การเปิดเวทีทำได้หลายรูปแบบ อาทิ
 
                     รูปแบบที่ 1 รับฟังด้วยกระบวนการประชาเสวนา อาจจะเรียกว่า public deliberation หรือ deliberative dialogue หรือ citizen dialogue โดยทำทุกจังหวัด ประชาชนที่เข้าร่วมมี 2 กลุ่ม กลุ่มแรก 80 คน มาจากการสุ่มตัวอย่างตามความน่าจะเป็น probability sampling จากรายชื่อประชาชน ดังนั้น ประชาชนทุกคนที่มีสิทธิเลือกตั้งจะมีโอกาสถูกเลือก
 
                     ส่วนกลุ่มที่ 2 มี 20 คน มาจากกลุ่มเฉพาะ เช่น เยาวชน คนพิการ นักการเมือง ข้าราชการ องค์กรปกครองท้องถิ่น คนเสื้อเหลือง คนเสื้อแดง กปปส. นปช. หรือเอ็นจีโอ
 
                     ข้อดีของกระบวนการประชาเสวนา คือ ได้ประชาชนที่เป็นตัวแทนอย่างแท้จริง ไม่ใช่พวกใครก็ชวนกันมาเพื่อสนับสนุนความคิดของตน และป้องกันเจ้าประจำที่เข้าร่วมทุกเวที แต่กลุ่มเจ้าประจำจะมีเวทีให้เฉพาะ อย่างไรก็ดี การจัดเวทีรูปแบบนี้จะต้องใช้หลักทางวิชาการในการสุ่มตัวแทน และไปเชิญผู้ถูกเลือกด้วยตัวเอง กรณีไม่อยู่หรือเสียชีวิตแล้ว จะต้องมีบัญชีสำรอง
 
                     สำหรับกระบวนการประชาเสวนา จะมีการจัดทำคู่มือ และมี แนวการคิดเป็นฉากทัศน์กว้างๆ พร้อมข้อดีข้อด้อยเพื่อประกอบการเสวนา แต่ไม่ชี้นำ ส่วนการเสวนานั้น จะไม่ใช้การโต้วาที (debate) ต้องมีผู้เอื้อกระบวนการ มีกติกาการแสดงความคิดเห็น เช่น มองไปข้างหน้าเพื่อลูกหลาน เน้นฟังเพื่อเข้าใจความคิดคนอื่น ไม่ชี้หน้าต่อว่ากัน พูดทีละคน อดีตเป็นบทเรียน ไม่มีใครผิดใครถูก 100% เป็นต้น ทั้งนี้ กระบวนการจะเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และสร้างมิตร ไม่ใช่ก่อศัตรู
 
                     ทั้งนี้ ก่อนและหลังการเสวนาจะมีการทำแบบสำรวจความเห็นต่อทางเลือก ทางออก กระบวนการ เพื่อทำเป็นความเห็นประกอบ และดูการเปลี่ยนแปลงแนวคิดหลังร่วมกระบวนการ วิธีนี้จะทำให้ดาราประจำเวที คนที่พูดมาก พูดซ้ำ ไม่มีโอกาสครอบงำความคิดใคร
 
                     รูปแบบที่ 2 การสำรวจความคิดเห็นประชาชน หรือ "โพลล์" ทั่วประเทศ ที่ได้มาจากการสุ่มตามความน่าจะเป็นเช่นกัน โดยการทำโพลล์จะมี 3 รอบ แบ่งเป็นรอบที่ 1 และ 2 เป็นเรื่องเฉพาะ รอบที่ 3 เป็นเรื่องทั่วไป โดยร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ รูปแบบนี้ควรทำหลังหลังมีร่างรัฐธรรมนูญแล้ว
 
                     รูปแบบที่ 3 เวทีเฉพาะประเด็น เช่น พลังงาน สิ่งแวดล้อม การสร้างดุลอำนาจทางการเมือง เป็นการดึงกลุ่มผู้รู้ ผู้สนใจ ผู้มีส่วนได้เสียมาเสวนาหาทางออกร่วมกัน ทั้งนี้วิธีการ เน้นเสวนาหาทางออกเช่นเดิม ไม่ใช้การโต้เวที มีการทำเอกสารวิชาการที่มีข้อมูลและทางเลือก ข้อดี ข้อด้อย มาเป็นแนวทาง
 
                     รูปแบบที่ 4 เวทีย่อยตามความสนใจของกลุ่ม เป็นลักษณะใครใคร่ทำอะไรก็ทำ เพราะความสนใจมีมาก หลากหลาย ตามปัจจัยต่างๆ ก็ให้เปิดเวทีของตน แต่เป็นที่รู้กันว่าเป็นความเห็นของกลุ่มนี้ พื้นที่นี้ เป็นการสร้างบรรยากาศการมีส่วนร่วม ให้คนเล็กคนน้อยมาร่วมได้ อาจกระจายให้สมาชิก สปช.บางท่านไปจัด โดยเฉพาะ สปช.จังหวัด แต่ต้องแยกแยะว่าข้อมูลที่ได้ไม่ใช่ของส่วนรวม
 
                     รูปแบบที่ 5 เปิดพื้นทีรับฟังทุกเรื่องในการปฏิรูปผ่านสื่อต่างๆ ทุกช่องทาง
 
                     "แต่ละรูปแบบจะต้องมีผู้รับผิดชอบ เริ่มจากรูปแบบที่ 1 ให้ สปช.จังหวัดเป็นหลัก อาจร่วมกับสำนักงานเลขาธิการ สปช. สถาบันพระปกเกล้า และ องค์กรวิชาการอื่นๆ ก็ได้ ส่วนรูปแบบที่ 3 กับ 4 ให้ สปช.เฉพาะด้านกับองค์กรต่างๆ ไปร่วมกันจัด ขณะที่รูปแบบที่ 2 ต้องใช้ สปช.ทั้งหมด คณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน สำนักงานสถิติแห่งชาติ สถาบันพระปกเกล้า และอื่นๆ เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สภาวิจัยแห่งชาติ เป็นต้น" ดร.ถวิลวดี กล่าวในตอนท้าย