ข่าว

แนะ'ครม.-คสช.'ถกชื่อกมธ.ยกร่างฯด้วยกัน

แนะ'ครม.-คสช.'ถกชื่อกมธ.ยกร่างฯด้วยกัน

23 ต.ค. 2557

'วิษณุ' แนะ 'ครม.-คสช.' พิจารณาชื่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมกัน จะได้ไม่ซ้ำซ้อน ยก 'สสร.-กมธ.ยกร่างฯ' เปรียบ 'สปช.' ที่ไม่ต้องยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สิน

 
                         23 ต.ค. 57  นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมร่วมระหว่างคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในวันที่ 4 พ.ย.นี้ ซึ่งจะมีการพิจารณารายชื่อบุคคลที่จะทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีโควต้า ครม. 5 คน และ คสช. 6 คน ว่า การประชุมในวันดังกล่าว อาจเป็น 2 รูปแบบ คือ 1. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. อาจเสนอรายชื่อบุคคลเป็น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ โควต้าของ ครม. จากนั้นฝ่าย คสช.ก็เสนอชื่อคนในโควต้าของตัวเอง ให้ที่ประชุมเลย เพื่อจะได้พิจารณาพร้อมกันทีเดียว เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ สวมหมวกสองใบอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อที่ประชุมเห็นชอบทั้งหมด จึงจะออกเป็นมติที่แยกจากกันระหว่าง คสช. กับ ครม.ออกจากกัน หรือ 2. อาจเริ่มการประชุมเฉพาะ คสช.ให้เสร็จสิ้นก่อน แล้วจึงต่อด้วยการประชุมเฉพาะ ครม. แต่ส่วนตัวเห็นว่า ถ้าทั้ง ครม.และ คสช.อยู่ร่วมประชุมพิจารณาพร้อมกัน จะทำให้ง่ายขึ้น เนื่องจากรายชื่อบุคคลที่เป็นโควต้าของทั้ง 2 ส่วนนี้ จะไม่ซ้ำซ้อนกัน และวันที่ 4 พ.ย.เป็นวันสุดท้าย ที่จะต้องส่งชื่อผู้เป็น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ
 
                         รองนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะเสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุม ท่านต้องมีการหารือมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อจะได้ไม่ต้องใช้เวลาหารือกันมาก ซึ่งไม่จำเป็นที่ต้องเป็นการหารือนอกรอบ เพราะอาจเป็นการพูดคุยกันระหว่างการรับประทานอาหาร หรือโทรศัพท์ปรึกษากันก็ได้ ทั้งนี้ในส่วนของตน คงไม่มีการเสนอชื่อบุคคล แต่จะรับฟังการเสนอของนายกฯ แล้วให้ความเห็นประกอบการพิจารณา
 
                         ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้เริ่มมีข่าวรายชื่อบุคคลที่คาดว่าจะเป็น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ โควต้า ครม.และ คสช. ซึ่งมีชื่อของนายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมอยู่ด้วย นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่ทราบจริงๆ แต่ตนได้เคยถามเขาเป็นการส่วนตัว ซึ่งเขาตอบว่าไม่อยากรับตำแหน่งดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า มีภารกิจอยู่แล้ว และต้องไปเจองานที่เขาคิดว่าเขาอาจไม่สะดวก ซึ่งหลายคนเคยบอกว่างานในฐานะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ คงต้องประชุมกันทุกวัน วันละหลายชั่วโมง ซึ่งถ้าต้องไปทำภารกิจอื่นจนต้องขาดการประชุมในบางวัน ก็จะส่งผลต่อคะแนนเสียงในการลงมติของคณะกรรมาธิการฯ
 
                         นายวิษณุ กล่าวอีกว่า จากข่าวที่สื่อมวลชนระบุว่า มีชื่อคนนั้นคนนี้ แล้วบอกว่ามีความสนิทสนม หรือคอนเนคชั่นกับใครบ้างนั้น ที่จริงแล้ว เวลาที่จะแต่งตั้งใครดำรงตำแหน่งอะไรก็ตาม ไม่มีใครคิดถึงเรื่องคอนเนคชั่น เพราะในสังคมไทยแคบ คนก็วนกันอยู่แค่นี้ เพราะทุกคนมีที่มาที่ไปทั้งนั้น คนเราก็ต้องเรียนหนังสือ สังคมต้องมีคอนเนคชั่นกันทั้งนั้น ดังนั้นถ้าจะคิดหาในเรื่องคอนเนคชั่นก็เจอได้ แต่สิ่งที่คนอาจไม่รู้คือเราพยายามหลีกเลี่ยงเรื่องคอนเนคชั่น
 
                         เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่ว่า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คนที่ 1 จะดำรงตำแหน่งประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะตำแหน่งประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่ คสช.เสนอชื่อ ถามว่าถ้านายบวรศักดิ์ ได้ทำหน้าที่ใน 2 ตำแหน่งนี้ควบคู่กันจริง จะถือว่างานมากเกินไปหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ
 
                         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของ ครม.ที่มีโควต้าเสนอชื่อบุคคลเข้าไปเป็น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น ผู้ที่เป็นรัฐมนตรี ไม่สามารถเข้าไปเป็นเองได้ เพราะรัฐธรรมนูญ ชั่วคราว มาตรา 33 (1) กำหนดไว้ว่า กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เว้นแต่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งใน คสช. สนช. หรือ สปช. 
 
                         นายวิษณุ ยังกล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติให้สมาชิก สปช.ไม่ต้องยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. เพราะ สปช.ถือเป็นการทำหน้าที่ทางวิชาการ ไม่มีผลประโยชน์ได้เสีย ว่า ป.ป.ช.ที่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องนี้ได้พูดหมดแล้ว ทั้งนี้ ตนเห็นว่ามาตรฐานที่จะใช้เปรียบเทียบกับกรณีนี้ได้ คือ กรณีของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) และ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เคยต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เพราะถือเป็นการทำงานทางวิชาการ และไม่มีอำนาจให้คุณให้โทษอะไรต่อตัวบุคคล แต่ถ้าใครอยากมองอย่างไรก็ปล่อยเขาไป ไม่ว่ากัน
 
                         เมื่อถามถึงการจัดทำรูปแบบเวทีภายนอกที่จะทำงานร่วมกับ สปช. รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้เสนอหลายรูปแบบของเวทีดังกล่าวไปให้นายกรัฐมนตรี พิจารณาแล้ว ซึ่งการพิจารณาการจัดเวทีดังกล่าว คงต้องดูเรื่องความสมัครใจ งบประมาณที่พยายามจะใช้ไม่มาก และเรื่องของสถานที่ที่ต้องเพียงพอกับจำนวนคน ทั้งนี้ตนทราบว่า มีผู้ที่ไม่ได้รับคัดเลือกให้เป็น สปช.จำนวนหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัด ขอไม่เข้าร่วมเวทีนี้ เพราะคงไม่สะดวก เนื่องจากต้องไปทำภารกิจของตัวเอง ดังนั้นรัฐบาลอาจต้องเปิดเวทีในต่างจังหวัด หรือในแต่ละภาค เพราะต้องการให้ประชาชนทั่วประเทศได้มีส่วนร่วม ซึ่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ก็สามารถทำตรงนี้ได้