
ออมเพื่อการเกษียณ...สูงวัยยังไม่โอเค
24 ต.ค. 2557
ช่วยกันคิดช่วยกันคุย : ออมเพื่อการเกษียณ...สูงวัยยังไม่โอเค : โดย...ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี
ปัจจุบันการออมเพื่อการเกษียณอายุของคนไทยจัดว่าอยู่ในระดับต่ำ เพราะจำนวนคนที่อยู่ในกลุ่มการออมในระบบ มีเพียงร้อยละ 37 ของจำนวนแรงงานทั้งประเทศ ได้แก่ สมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ผู้จ่ายสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม และลูกจ้างของบริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม มาตรา 33 ด้วย) นอกจากนี้กลุ่มคนที่มีการออมภาคสมัครใจอื่นๆ ผ่านกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ก็จะอยู่ในระบบการออมดังที่กล่าวข้างต้นอยู่แล้ว
นั่นหมายความว่า ประชากรไทยวัยแรงงานอีกกว่าร้อยละ 60 ไม่ได้มีหลักประกันเงินออมในระบบ ประกอบด้วย กลุ่มอาชีพอิสระ ซึ่งอาจมีรายได้ไม่แน่นอน กับ กลุ่มแรงงานนอกระบบ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรมและมีการศึกษาไม่สูงนัก การส่งเสริมให้แรงงานกลุ่มนี้เข้ามาในระบบการออมจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะสามารถช่วยบรรเทาภาระการคลังด้านงบประมาณที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุที่จะเพิ่มจาก 2.9 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 2557 เป็น 16.6 ล้านล้านบาท ในปีงบประมาณ 2606 หรือ คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นถึงกว่า 50 เท่า ดังที่เคยมีการประเมินโดยนักวิชาการของสำนักเศรษฐกิจการคลัง
การสนับสนุนการออมในกลุ่มแรงงานที่ยังไม่มีหลักประกันดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องเป็นการออมภาคบังคับเท่านั้น เพราะสถิติในช่วงที่ผ่านมาชี้ว่า การออมอย่างสมัครใจได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ โดยในช่วงสองปีที่ผ่านมา กองทุนประกันสังคม มาตรา 39 และ 40 ซึ่งเปิดสำหรับประชาชนทั่วไปที่เข้าเงื่อนไข เข้าเป็นสมาชิกได้นั้น มีการเติบโตถึงร้อยละ 13 และ 19 ต่อปี ตามลำดับ
โดยการออมผ่านกองทุนประกันสังคม มาตรา 39 จะมีสิทธิประโยชน์ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ช่วยเสริมแรงจูงใจในการออม ส่วนกองทุนประกันสังคม มาตรา 40 ก็จะได้รับแรงจูงใจจากการที่ภาครัฐจะสบทบเงินออมให้อีกส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะกองทุนประกันสังคม มาตรา 40 ที่เปิดให้ผู้ประกันตนอิสระทั่วไปสามารถเข้าเป็นสมาชิกได้นั้น ขณะนี้ทางภาครัฐกำลังพิจารณาว่าอาจใช้กองทุนนี้เป็นเครื่องมือหลักในการส่งเสริมการออมแก่บุคคลทั่วไปอีกด้วย
สังคมผู้สูงอายุกำลังจะเป็นปัญหาสำคัญของไทยในอนาคตอันใกล้ ด้วยในอีกไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า จะมีสัดส่วนประชากรสูงอายุถึงราวหนึ่งในห้าของประชากรไทย นั่นหมายถึงจำนวนคนที่ยังต้องใช้เงินแต่มีข้อจำกัดในการหาเงินด้วยสังขารที่ร่วงโรย จะมีสัดส่วนมากขึ้นเป็นลำดับ ทางเดียวที่จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเงินไม่พอใช้ยามชรา คือ การเก็บออมให้แก่ตัวเองยามที่ตนยังมีกำลังวังชา การออมในระบบจึงเป็นวาระสำคัญที่ภาครัฐควรเข้ามาเร่งบริหารจัดการ เพื่อป้องกันปัญหาความไม่เพียงพอของเงินหลังเกษียณที่จะกลายมาเป็นภาระหนักในการจัดสรรงบประมาณของประเทศสำหรับการดูแลผู้สูงอายุในอนาคต
สรุปได้ว่า ประชากรไทยวัยแรงงานส่วนใหญ่ ปัจจุบันยังไม่มีหลักประกันการออมในระบบ ส่อแววเงินไม่พอยังชีพหลังเกษียณ รัฐจึงควรเร่งส่งเสริมเพิ่มการออมในระบบ ก่อนภาระทางการเงินการคลังประเทศพุ่ง เมื่อไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว
-----------------------------
(ช่วยกันคิดช่วยกันคุย : ออมเพื่อการเกษียณ...สูงวัยยังไม่โอเค : โดย...ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี)



