ข่าว

จาก 'ป้าสังเวียน' ถึง 'ลุงบุญเลิศ'

จาก 'ป้าสังเวียน' ถึง 'ลุงบุญเลิศ'

24 ต.ค. 2557

เงินทองต้องรู้ : จาก 'ป้าสังเวียน' ถึง 'ลุงบุญเลิศ' : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

 
                          มีเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะเวลาใกล้ๆ กัน แม้จะต่างกรรม ต่างวาระ แต่ก็ล้วนเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ เหมือนกัน เหตุการณ์หนึ่ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนอีกเหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิต
 
                          ใครที่ติดตามข่าวตลอด คงรับทราบข่าวของ “ป้าสังเวียน” และ “ลุงบุญเลิศ” 
 
                          “ป้าสังเวียน” อายุ 52 ปี ชาว จ.ลพบุรี ตัดสินใจจุดไฟเผาตัวเอง หลังจากไปร้องเรียนศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ที่ทำเนียบรัฐบาล โดย “ป้าสังเวียน” (รวมทั้งญาติๆ ที่ให้การในภายหลัง) ระบุว่า ถูกเจ้าหนี้นอกระบบข่มขู่คุกคาม และไม่ได้รับความเป็นธรรม ทำให้หนี้จำนวนไม่กี่แสนบาท พอกพูนขึ้นเป็นหลักหลายล้าน
 
                          วันนี้ป้าสังเวียนยังนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ด้วยอาการถูกไฟไหม้ และได้รับบาดเจ็บสาหัส
 
                          “ลุงบุญเลิศ” ชาว จ.ชลบุรี ตัดสินใจผูกคอตาย พร้อมทิ้งจดหมายลาตายมีข้อความว่า “โดนโกง ฝากเงิน 1 ล้านเหลือ 4,000 บาท” หลังจากที่คุณลุงนำเงินไปซื้อบัตรเงินฝากกับธนาคารธนชาต แล้วพบว่า เงินจาก 1 ล้านบาท เหลือเพียง 4,000 บาท ด้วยความเข้าใจผิด เพราะในความเป็นจริง เงินต้น 1 ล้านบาทยังอยู่ครบ ส่วนตัวเลข 4,000 บาท เป็น “ดอกเบี้ย” ที่ธนาคารโอนเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์
 
                          วันนี้ลุงบุญเลิศจากไป พร้อมกับความเข้าใจผิดที่ไม่อาจแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว
 
                          จริงๆ ระหว่างทางของทั้ง 2 กรณีนี้ ต่างก็มีเรื่องให้ชวน “ค้นหา” เพราะกรณีของป้าสังเวียนนั้น แม้ทางเจ้าหนี้จะเซ็นยกมูลหนี้ให้คุณป้าทั้งหมดแล้ว แต่ทางเจ้าหนี้ก็เรียกร้องขอความเป็นธรรม และพยายามอธิบาย-ชี้แจงถึงข้อมูลอีกข้างต่อสาธารณะ เช่นเดียวกับกรณีของลุงบุญเลิศ ที่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ก่อนตัดสินใจผูกคอตายนั้น คุณลุงได้สอบถามจากพนักงานแบงก์หรือไม่ และถ้าสอบถาม พนักงานแบงก์ตอบว่าอย่างไร หรือถ้าไม่สอบถาม ก็ยิ่งน่าคิดว่า ทำไมคุณลุงตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเองได้รวดเร็วเช่นนั้น
 
                          แต่หากจะมองอย่างไม่คิดอะไรเลย ไม่ให้ความเป็นธรรมกับใคร และไม่ค้นหาเหตุผลว่า ใครถูกหรือใครผิด หรือรายละเอียดของเหตุการณ์เป็นอย่างไร ก็ต้องบอกว่า ทั้งกรณีของป้าสังเวียนและลุงบุญเลิศ ก็ต่างสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาด้านการเงิน 2 เรื่อง หนึ่ง คือ ความไม่มีวินัยในการบริหารจัดการรายรับ-รายจ่าย และสอง คือ ความไม่รู้ในสิ่งที่ตัวเองลงทุน
 
                          เป็นปัญหาพื้นฐาน 2 เรื่องจากหลายเรื่องเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงินที่มักจะพบเสมอ
 
                          กรณีของป้าสังเวียนนั้น ก่อนที่มนุษย์คนหนึ่งจะเดินหน้าเข้าหา “หนี้นอกระบบ” นั้น ต้องผ่านคำว่า “รายได้ไม่สมดุลกับรายจ่าย” มาแล้ว ถ้ารายได้กับรายจ่ายสมดุลกัน ชีวิตก็จะดำเนินอย่างพอมีกินมีใช้ แต่ไม่มีเหลือเก็บ ถ้ารายได้มากกว่ารายจ่าย ชีวิตก็จะดำเนินอย่างมีกินมีใช้และมีเหลือเก็บ แต่ถ้ารายได้น้อยกว่ารายจ่าย ชีวิตก็จะดำเนินอย่างพอมีกินมีใช้ แต่ไม่มีเหลือเก็บ และมีหนี้
 
                          และก่อนที่มนุษย์คนหนึ่งจะเดินหน้าเข้าหา “หนี้นอกระบบ” ก็ต้องผ่านคำว่า “แบงก์ไม่อนุมัติ” มาแล้ว ทำให้เขาไม่สามารถที่จะหาแหล่งเงินกู้ในระบบได้
 
                          ถ้าจะแก้ ก็ต้องกลับไปแก้ไขที่จุดเริ่มต้น ต้องบริหารจัดการให้อย่างน้อยที่สุด “รายได้ต้องสมดุลกับรายจ่าย” ถึงเงินออมจะมีค่าเท่ากับศูนย์ ก็ยังดีกว่าติดลบ แต่ในเมื่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศนี้มันเป็นอย่างนี้ ส่วนต่างระหว่างคนจนกับคนรวยยังห่างกันแบบมองไม่เห็นหัวเห็นหาง ก็ต้องแก้ไขที่การเข้าถึงแหล่งเงินทุน
 
                          ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง “สมหมาย ภาษี” จึงมอบหมายให้กระทรวงการคลังศึกษาแผนแก้ปัญหาให้ลงลึกถึงระดับรายย่อยที่มีรายได้น้อยมาก หรือเรียกว่า “นาโนไฟแนนซ์” โดย “เจ้าหนี้” จะเป็นบริษัทเอกชนทั่วไป ที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่ประกาศเพื่อปล่อยกู้ให้แก่ประชาชนที่เป็นรายยิบรายย่อยจริงๆ โดยวงเงินกู้จะอยู่ประมาณ 1-1.2 แสนบาทต่อราย และอัตราดอกเบี้ยอาจจะอยู่ในราว 30-36% ต่อปี (หรือ 2.5-3% ต่อเดือน) 
 
                          แต่ทั้งหมดนี้ ยังเป็นเพียงแค่แนวคิด และยังต้องรอผลศึกษา
 
                          ส่วนกรณีของลุงบุญเลิศ ทำให้อดนึกย้อนไปถึงกรณีของลุงบุญช่วย ที่ลงทุนซื้อหน่วยลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมออมสิน (ในขณะนั้น) ผ่านธนาคารออมสิน ด้วยเข้าใจผิดคิดว่า ซื้อ “หน่วยลงทุน” ก็เหมือน “ฝากเงิน” โดยไม่รู้ว่า หน่วยลงทุนมีโอกาส “ขาดทุน” ทั้งต้นหาย กำไรหด ต่างกันเพียงว่า “ลุงบุญช่วย” แกขาดทุนจริง และแกก็ประท้วงด้วยการราดอึตัวเอง ขณะที่ “ลุงบุญเลิศ” ไม่ได้ขาดทุน เงินไม่ได้หาย แต่กลับตัดสินใจฆ่าตัวตาย
 
                          แม้เหตุการณ์และผลของเหตุการณ์จะหนักเบาต่างกัน แต่ทั้งกรณี “ลุงบุญเลิศ” และ “ลุงบุญช่วย” ต่างก็สะท้อนถึง “ความไม่รู้” เหมือนๆ กัน
 
                          “ลุงบุญเลิศ” นำเงิน 1,100,000 บาท มาฝากใน “บัตรเงินฝาก” กับธนาคารธนชาต จริงๆ แล้วบัตรเงินฝากมีสภาพคล้ายบัญชีเงินฝาก ต่างกันตรงที่บัตรเงินฝากเปลี่ยนมือจากอีกคนหนึ่งไปเป็นอีกคนหนึ่งได้ ถามว่า ถ้าไม่รู้จัก ทำไมไม่เปิดบัญชีฝากประจำซึ่งเรียบง่ายสุดแล้ว ก็เข้าใจ (ไปเอง) ว่าพนักงานคงแนะนำว่า ได้ดอกเบี้ยสูงกว่า เพราะตอนนี้แบงก์ธนชาตกำลังมีแคมเปญบัตรเงินฝากอายุ 8 เดือน ดอกเบี้ย 2.85% ต่อปี สำหรับยอดเงินฝาก 50 ล้านบาทขึ้นไป (ส่วนที่ฝาก 1.1 ล้านบาทนี่ไม่ทราบเหมือนกันว่า ดอกเบี้ยเท่าไหร่)
 
                          ไม่ว่าจะเป็นบัตรเงินฝากหรือบัญชีเงินฝากประจำ ระยะหลังแบงก์ฮิตที่จะใช้วิธีให้ลูกค้าเปิดบัญชีเงินต้นไว้หนึ่งบัญชี และเปิดบัญชีออมทรัพย์ไว้อีกหนึ่งบัญชี เพื่อที่จะโอนดอกเบี้ยที่คิดจากเงินต้น (คงที่) เข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ เพื่อที่แบงก์จะได้ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยแบบทบต้นทบดอก ดังนั้น บัญชีเงินต้นจะไม่เคลื่อนไหว ส่วนที่เคลื่อนไหวคือ บัญชีออมทรัพย์ที่ดอกเบี้ยจะเข้าไปทุกเดือนๆ
 
                          เข้าใจว่า พนักงานแบงก์ก็คงเสียใจและไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น แต่ฝากนิดเดียวว่า เวลาจะคะยั้นคะยอให้ลูกค้าซื้อหรือลงทุนในผลิตภัณฑ์ กรุณาชี้แจงให้ชัดเจน อธิบายจนกว่าลูกค้าจะเข้าใจ ถ้าลูกค้าไม่รู้เรื่องหรือไม่เข้าใจแน่ๆ เพราะต้นทุนความรู้ความเข้าใจของมนุษย์ไม่เท่ากัน ก็ปล่อยให้เขาฝากเงินแบบเรียบง่ายไปเถอะ
 
                          อย่าต้องให้มีใครเจ็บ-ตายเพราะเรื่องแบบนี้อีกเลย
 
 
 
 
 
-----------------------------
 
(เงินทองต้องรู้ : จาก 'ป้าสังเวียน' ถึง 'ลุงบุญเลิศ' : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])