ข่าว

‘เทียนฉาย’เล็งดึงคนนอกสปช.ร่วมปฏิรูป

‘เทียนฉาย’เล็งดึงคนนอกสปช.ร่วมปฏิรูป

22 ต.ค. 2557

‘เทียนฉาย’ เล็งดึงคนนอกสปช.ที่มีความรู้-ตกรอบ ร่วมทำงานปฏิรูปปท. คาดสปช. 1 คนต้องรับหน้าที่ปฏิรูปในกมธ.มากกว่า 1 คณะ วอนสังคมมองเป้าหมายทำงานเพื่อประเทศ

 
                  22 ต.ค.57 นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ว่าที่ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมคณะกรรมาธิการกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิป สปช.) ชั่วคราว ถึงกรอบการทำงานในสปช. เบื้องต้นว่า ในจำนวนของคณะกรรมาธิการปฏิรูป ทั้ง 11 ด้านที่กำหนดตามรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว มองว่าสมาชิกสปช. จะรับบทบาทในกรรมาธิการฯ ที่มากกว่า 1 คณะ อีกทั้งควรมีบุคคลภายนอก ทั้งในส่วนของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็น สปช. ที่ไม่ผ่านการคัดเลือก และผู้ที่มีความรู้จากภาคส่วนอื่นๆ เข้ามาร่วมทำงานด้วย ส่วนหลักเกณฑ์ที่จะใช้คัดเลือกนั้น เบื้องต้นต้องมีกรอบไว้ ส่วนรายละเอียดจะเป็นวิธีใดนั้นตนยังตอบไม่ได้ เพราะต้องรอการหารือจากที่ประชุม วิปฯ สปช. ก่อน
 
                  นายเทียนฉาย กล่าวด้วยว่าสำหรับการทำหน้าที่ของตนในฐานะว่าที่ประธาน สปช. นั้นยืนยันว่าจะทำหน้าที่อย่างมีอิสระและตั้งใจทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้ประชาชนผิดหวัง อย่างไรก็ตามยอมรับว่าระหว่างที่ทำงานปฏิรูปอาจจะมีอุปสรรคเข้ามาได้ ทั้งประเด็นภัยธรรมชาติ และภัยการเมือง แต่ไม่อยากให้กังวลในประเด็นดังกล่าว เพราะหน้าที่สำคัญของการปฏิรูปประเทศคือลดความขัดแย้งและสร้างความสมานฉันท์
 
                  ว่าที่ประธานสปช. กล่าวด้วยว่าสำหรับการประชุมสปช. นัดแรก เมื่อวันที่ 21 ต.ค.ที่ถูกสื่อมวลชนมองว่ามีความวุ่นวายนั้น ส่วนตัวมองว่าไม่มีความวุ่นวาย เพียงแต่มีการอภิปรายแสดงความเห็นอย่างกว้างขวางเท่านั้น ทั้งนี้ตนขอชื่นชมนายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา สปช. ผู้ทำหน้าที่ประธานชั่วคราวในที่ประชุม ที่ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม ส่วนกรณีที่มีการตีความและตั้งข้อสังเกตว่าผู้ที่ได้รับเลือกเป็นประธานสปช. และรองประธาน สปช. ทั้ง 2 ตำแหน่งนั้นถูกล็อคสเป็คและมาจากสายจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น ถือเป็นเรื่องที่แปลก ทั้งนี้ตนมองว่าคนที่อยู่ในรุ่นเดียวกับตน จบจากมหาวิทยาลัยเพียงไม่กี่แห่ง ดังนั้นประเด็นนี้อาจเป็นกรอบจำกัด และเป็นข้อเท็จจริงที่ผู้ที่ได้รับบทบาทมาจากสถาบันเดียวกัน แต่ไม่ถือว่าเป็นความผิดใด ๆ อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าสมาชิกสปช.ที่มาจากต่างสถาบัน เมื่อเข้ามาทำหน้าที่สปช.แล้วล้วนมีจุดหมายเดียวกัน คือประเทศไทยและสวมเสื้อสีเดียวกัน คือ สีธงชาติ
 
                  “ช่วงที่นายชัย ชิดชอบ สปช.ด้านการเมือง เสนอชื่อผม ผมไม่ทราบมาก่อน เพราะไม่ได้รับการทาบทามใดๆ ส่วนตัวผมก็ไม่รู้จักนายชัย เพราะมีเส้นทางชีวิตคนละสาย ซึ่งนายชัยเป็นนักการเมือง อย่างไรก็ตามช่วงที่ผ่านมาผมได้พบกับนายชัยบ้าง ในช่วงที่เข้ามาชี้แจงการเสนอของบประมาณ ที่นายชัยนั่งเป็นกรรมาธิการด้วย เท่านั้น” นายเทียนฉาย กล่าว
 
 
‘เทียนฉาย’ ยืนตามความเห็น ป.ป.ช.ให้ สปช.ไม่ต้องยื่นทรัพย์สิน
 
 
                  นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ว่าที่ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติว่า สปช. ไม่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ว่าตนยืนตามความเห็นของ ป.ป.ช. ฐานะหน่วยงานผู้มีหน้าที่พิจารณาว่าบุคคลใดที่สมควรจะยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน
 
                  ส่วนกรณีที่ก่อนหน้านี้ศาลฯ เคยวินิจฉัยในประเด็นการยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินฯ ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่าต้องยื่นฐานะเป็นผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศ นั้นตนมองว่าควรยึดตามกรอบที่ ป.ป.ช. วินิจฉัยดีกว่า เพราะหากไปยึดตามคำวินิจฉัยของหน่วยงานอื่น อาจจะมีผู้ที่ออกมาตัดสินอีกหลายคน  และทำให้เกิดปัญหาได้
 
                  “ผมขอยืนตามความเห็น ป.ป.ช. แต่การยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินนั้น ผมไม่มีปัญหา เพราะที่ผ่านมาเคยยื่นมาแล้วถึง 16 ครั้ง” นายเทียนฉาย กล่าว
 
 
สปช.มองสเปคคนยกร่างรธน. ต้องเข้าใจโจทย์รธน.ใหม่
 
 
                  นายดิเรก ถึงฝั่ง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จ.นนทบุรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการคัดเลือกบุคคลให้เข้าไปทำหน้าที่กรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า ต้องเป็นบุคคลที่เข้าใจเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศใน 3 ประเด็นสำคัญ คือ 1.เป็นกฎหมายของผู้ปกครองที่มุ่งคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และผู้ปกครองนั้น ต้องไม่ใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือมีความเป็นเผด็จการ 2.สร้างความเป็นธรรม และเสมอภาคให้กับสังคม โดยหัวใจสำคัญคือลดความเหลื่อมล้ำ สร้างการปฏิบัติที่เท่าเทียม และ 3.สร้างเสถียรภาพทางการเมืองให้กับรัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลทำหน้าที่บริหารประเทศ โดยตนมองว่าหากผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยึดทั้ง 3 หลักดังกล่าวไว้จะสามารถสร้างเสถียรภาพให้กับการเมืองและสร้างกติกาตามหลักสากลให้กับประเทศไทยได้ ทั้งนี้ตนขอปฏิเสธที่จะเข้าไปทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เนื่องจากต้องการเปิดโอกาสและพื้นที่กรณีที่ตนจะนำความรู้ ประสบการณ์ และความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อแนวทางการพัฒนาและปฏิรูปประเทศต่อไปในอนาคต และตนมองว่าหากตนเข้าไปทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญแล้วอาจจะทำให้เป็นการปิดกั้นโอกาสดังกล่าว นอกจากนั้นตนยังต้องการลงสมัครรับเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้
 
                  ด้านนายเสรี สุวรรณภานนท์ สปช. ด้านกฎหมายและกระบวนยุติธรรม กล่าวประเด็นเดียวกันว่า สำหรับผู้ที่จะเข้าไปยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องยึดกรอบที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 35 กำหนดไว้เป็นสำคัญ เพราะหากขาดประเด็นใดการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวได้ นอกจากนั้นหัวใจสำคัญคือการเขียนร่างรัฐธรรมนูญเพื่อตอบโจทย์การปฏิรูปและลดขัดแย้งด้วย สำหรับผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญต้องมีความรู้ ความเข้าใจในโครงสร้างของรัฐธรรมนูญ รวมถึงเป็นผู้มีประสบการณ์ในด้านที่เข้าไปทำหน้าที่ เช่น การเมือง การเข้าสู่การดำรงตำแหน่ง หรือโครงสร้างการบริหารประเทศ ขณะที่การตัดสินใจส่วนตัวต่อการเข้าไปทำหน้าที่ดังกล่าวตนขอปฏิเสธ เพราะมีคุณสมบัติที่เป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว มาตรา 33 ว่าด้วยการสังกัดและดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองมายังไม่พ้นระยะ 3 ปี
 
                  นายเสรี กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับกรณีที่มีข้อเสนอห้ามให้บุคคลที่มีขั้วการเมืองชัดเจนเข้าไปยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น เนื่องจากตนมองว่าหากนำความขัดแย้งหรือการแบ่งข้างไปถกเถียงกันในห้องประชุม อาจจะได้ข้อสรุปในทิศทางที่ดี โดยขอให้คู่ขัดแย้งเถียงกันให้จบดีกว่าให้ออกไปทะเลาะกันภายนอก