
ครอบครัวหมายเลข1อิเหนาเรียบง่ายและพอเพียง
22 ต.ค. 2557
ครอบครัวหมายเลข 1 อิเหนา เรียบง่ายและพอเพียง
นอกจากตัวประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ที่หลายฝ่ายกำลังให้ความสนใจในฐานะผู้นำติดดิน และจับตาดูว่าจะนำรัฐนาวาฝ่าฟันปัญหาท้าทายในประเทศหมู่เกาะใหญ่สุดของโลกกำลังเผชิญอยู่ สมกับที่ประชาชนฝากความหวังได้หรือไม่แล้ว สปอตไลท์ของสื่อยังฉายไปที่สมาชิกในครอบครัวหมายเลข 1 ซึ่งจากนี้ไปคงยากหลีกเลี่ยง แม้ที่ผ่านมา นายโจโกวีสามารถกันสมาชิกในครอบครัวออกไปจากเป้าสนใจได้พอสมควร โดยน้อยครั้งที่อดีตพ่อเมืองสุราการ์ตาและจาการ์ตาคนนี้ จะปรากฏตัวในที่สาธารณะพร้อมลูกๆ ในช่วงรณรงค์หาเสียงประธานาธิบดี ไม่ว่าจะเป็น กีบราน คาฮิยาง ลูกชายคนโตอายุ 27 ปี คาฮิยาง อายู ลูกสาวคนเดียวและเป็นลูกคนที่สอง วัย 23 ปี และน้องชายคนสุดท้อง เคซาง ปันกาเรป วัย 19 ปี
การแนะนำตัวอย่างเป็นทางการของครอบครัวหมาย 1 เพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าพิธีสาบานตน จากการเปิดแถลงข่าวให้สัมภาษณ์ที่หน้าบ้านพักประจำตำแหน่งผู้ว่าจาการ์ตาในช่วงเช้า และถูกนำไปเปรียบเทียบทันทีว่า ช่างแตกต่างจากครอบครัวของอดีตประธานาธิบดีซูสิโล บัมบัง ยุดโดโยโน ที่ไม่ปิดบังการดำเนินชีวิตแบบหรูหรา แต่ลูกๆ ของประธานาธิบดีโจโกวีที่อายุน้อยกว่า ไม่ได้หลงใหลไอโฟน นั่งรถแลนด์โรเวอร์ เอสยูวี หรือเสื้อผ้าต้องแฟชั่นแบรนด์เนม แม้ด้วยฐานะของครอบครัวสามารถซื้อหาได้
กีบราน รากาบูมิง ลูกชายคนโต ที่ถือกำเนิดวันเกิดคุณแม่เลือกขับมาสด้า แบบแฮชแบ็ก ที่ซื้อมาด้วยน้ำพักน้ำแรงจากธุรกิจจัดงานเลี้ยงและงานแต่งงาน ในเมืองบ้านเกิดสุราการ์ตา จังหวัดชวากลาง
แม้รู้ล่วงหน้าว่า วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม มีงานใหญ่รออยู่ แต่กีบรานไม่ได้เตรียมการอะไรมากนัก เลือกจะอยู่สะสางงานของลูกค้าจนเรียบร้อย จึงเดินทางมาสมทบกับแม่และน้องสาวในค่ำวันอาทิตย์
กีบราน ซึ่งจบด้านบริหารธุรกิจ เปิดบริษัทจัดเลี้ยงชื่อ "ชิลลี ปารี" ในเมืองโซโล เมื่อปี 2553 ก่อนขยับขยายมาเป็นบริการจัดงานวิวาห์แบบครบวงจร เจ้าตัวยืนยันว่า ไม่เคยใช้ชื่อเสียงหรือธุรกิจของบิดามาหากิน ทั้งยังปฏิเสธทำธุรกิจกับทางการโซโล สมัยที่บิดาเป็นนายกเทศมนตรี
ลูกชายคนโต คาดหวังว่า ชีวิตหลังจากนี้จะเหมือนเดิม "ผมแค่อยากบริหารธุรกิจส่วนตัวและดำเนินชีวิตประจำวันเหมือนตอนที่พ่อยังเป็นนายกเทศมนตรีและผู้ว่าจาการ์ตา" กีบราน บอก จาการ์ตา โพสต์ แต่ก็ตระหนักดีว่า จะต้องปรับตัวรับระเบียบใหม่อันเข้มงวดในฐานะสมาชิกของครอบครัวหมายเลข 1 ที่จะต้องมีหน่วยอารักขาความปลอดภัยประธานาธิบดี (ปาสปัมเปรส) ตลอด 24 ชั่วโมง กับเตรียมรับมือต่อสิ่งที่คาดว่าอาจจะตามมา นั่นคือ นายหน้านักธุรกิจและนักการเมืองมากหน้าหลายตาเข้าหา เพื่อชิงโครงการของรัฐหรือใบอนุญาตทางธุรกิจ
นายโจโกวี และภริยา นางอิเรียนา วัย 51 ปี ไม่ชอบชีวิตฟุ่มเฟือย แต่ทุ่มเต็มที่เพื่อการศึกษาดีที่สุด โดยส่งลูกชายคนโตไปเรียนมัธยมและปริญญาตรีที่สิงคโปร์และออสเตรเลีย ส่วนลูกสาวเพิ่งจบปริญญาตรีด้านเทคโนโลยีอาหาร ที่มหาวิทยาลัย เซเบลาส มาเร็ต ในเมืองสุราการ์ตา และน้องชายคนเล็กจบมัธยมปลายในสิงคโปร์เช่นเดียวกับพี่ชาย และกำลังเรียนต่ออยู่ที่นั่น
เคซาง กล่าวว่า ตั้งแต่มีประกาศยืนยันว่าบิดาชนะเลือกตั้งประธานาธิบดี ชีวิตไม่มีอะไรเปลี่ยน ทุกอย่างดำเนินไปปกติ ไม่มีใครที่โรงเรียนมองแปลกไป และหวังว่าจะเป็นอย่างนี้ตลอด
โจโกวีและครอบครัวของเขาได้รับการปลูกฝังให้ยึดความพอเพียงเป็นหลักใหญ่ หลักการที่ไม่ค่อยได้พบเห็นในหมู่เจ้าหน้าที่ระดับสูง ที่มักแสวงหาข้าวของหรูหราและอภิสิทธิ์มาปรนเปรอครอบครัว
จาการ์ตา โพสต์ รายงานว่า มารดาวัย 71 ปีของลูกชายที่เป็นถึงประธานาธิบดี เดินทางจากเมืองสุราการ์ตามาร่วมงานสำคัญของลูกชายโดยบินชั้นประหยัด และเข้าแถวรอเช็กอินกับผ่านด่าน รปภ.เหมือนคนทั่วไป
เมื่อถามว่า เตรียมตัวมาร่วมพิธีอย่างไร เธอตอบว่า แค่ทำตามที่บอก และไม่คิดว่าชีวิตจะเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเป็น เธอไม่ได้เตรียมชุดมาร่วมพิธีเป็นพิเศษด้วยซ้ำ แค่ชุดสีเขียวชุดหนึ่ง
ส่วน นางอิเรียนา ภริยา และสุภาพสตรีหมายเลข 1 ไม่เคยมีใครพบเห็นเธอสวมเสื้อผ้า ถือกระเป๋าแบรนด์เนม
ชุดของเธอส่วนใหญ่ซื้อจากตลาด ทานาห์ อาบัง ตลาดผ้าและเสื้อผ้าใหญ่ที่สุดของเอเชียอาคเนย์ ในกรุงจาการ์ตา เช่นเดียวกับสามีที่มักแต่งกายเรียบง่าย ชอบชุดสวมใส่สบายและเน้นทำงานสะดวก
เมื่อถูกถามถึงครอบครัวหลังจากนี้ นางอิเรียนา ตอบง่ายๆ ว่า "เราแค่ปล่อยให้อะไรๆมันเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่มีอะไรพิเศษ"
สุภาพสตรีหมายเลข 1 วัย 51 ปี จบเศรษฐศาสตร์ รู้จักสามีผ่านน้องสาวของเขา คบหาดูใจกัน 4 ปีก่อนสมรสเมื่อปี 2511 ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตั้งแต่สามียังเป็นช่างไม้ (นายโจโกวีทำธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ก่อนเล่นการเมือง) เป็นนายกเทศมนตรี และผู้ว่าจาการ์ตา แต่การก้าวถึงประธานาธิบดีคนที่ 7 ของประเทศ เป็นเรื่องที่เกินคาดคิด
นางอิเรียนา ให้สัมภาษณ์ก่อนถึงพิธีสาบานตน ว่า ไม่มีอะไรพิเศษ โจโกจะสวมสูท ลูกๆ จะสวมชุดบาติก และเธอจะอยู่ในชุดแบบชาวชวา รองเท้าก็จะเลือกจากคู่ที่มีอยู่ เธอปรับตัวตามสามีที่เป็นอยู่ง่าย ไม่ต้องการทำให้เรื่องอื่นๆ อย่างแฟชั่นเป็นเรื่องใหญ่ สวมใส่อะไรก็ได้ที่สะดวกสบาย ไม่อยากคิดมากเรื่องแฟชั่นและละเลยหน้าที่
เมื่อพูดถึงหน้าที่ นางอิเรียนาขออุบไว้ก่อนว่ามีแผนงานอย่างไรในฐานะสุภาพสตรีหมายเลข 1 เนื่องจากเธอกังวลว่า หากพูดออกไปอย่างหนึ่งในวันนี้ แต่จะกลายเป็นอีกอย่างในวันต่อไป ขอให้รอดูจะดีกว่า แต่สิ่งที่ภริยาผู้นำใหม่อินโดนีเซียย้ำเสมอก็คือ จะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก และไม่เคยคิดเปรียบเทียบตัวเองกับสุภาพสตรีหมายเลข 1 คนก่อน เนื่องจากแต่ละท่านต่างมีแบบฉบับของตนเอง ส่วนเธอจะเป็นแบบที่เธอเป็น



