ข่าว

เปิดวิสัยทัศน์ผู้นำสปช.'เทียนฉาย กีระนันทน์'

เปิดวิสัยทัศน์ผู้นำสปช.'เทียนฉาย กีระนันทน์'

22 ต.ค. 2557

เปิดวิสัยทัศน์ผู้นำสปช.'เทียนฉาย กีระนันทน์'

หมายเหตุ : การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นัดแรก ในวันที่ 21 ตุลาคม ที่ประชุมลงมติเลือก นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ดำรงตำแหน่งประธาน สปช. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานคนที่ 1 และน.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธานคนที่ 2 โดยผู้ที่ได้รับเลือกได้แสดงวิสัยทัศน์การทำงานมีสาระน่าสนใจดังนี้ (ล้อม-สกรีนพื้น)

 

คิดร่วมกันในเป้าหมายปฏิรูป

                 นายเทียนฉาย กีระนันทน์ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า พร้อมและตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีที่สุด งานของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ภาระหน้าที่และความรับผิดชอบมี 2 ส่วนหลัก คือ ร่างรัฐธรรมนูญและส่วนที่เกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปในประเด็นหลัก 10 ด้านขึ้นไป เพื่อให้กระชับแนวทางการทำงานของ สปช.นั้น ต้องทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และนำพาให้ประชาชนที่ตั้งความหวังไว้นั้น ได้รับรู้ และเข้าใจเข้าถึงสิ่งที่เป็นความหวังของประชาชนทั่วไป ดังนั้นต้องดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญแม้จะมีกรรมาธิการเฉพาะ แต่ สปช.จะช่วยให้ความเห็นอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตามกรอบเวลาที่กำหนด

                 ขณะที่การปฏิรูปด้านต่างๆ ที่ประชาชนสนใจ ต้องหารือร่วมกันว่า จะทำอย่างไรให้บรรลุกรอบความสำเร็จในการปฏิรูปให้เร็วที่สุด ผลของการดำเนินการปฏิรูปอาจจะทอดออกไปหลังจากนั้น แต่กรอบและแนวความคิดของการปฏิรูปน่าจะบรรลุความสำเร็จระดับหนึ่ง สิ่งสำคัญคือ คิดร่วมกันในเป้าหมายของการปฏิรูปที่อาจจะให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลดภาระความเหลื่อมล้ำของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และอื่นๆ รวมถึงเป้าหมายการพัฒนา เพิ่มประสิทธิภาพ การทำงานของประเทศทุกเรื่อง ทั้งภาคราชการ รัฐและเอกชน

                 “การทำงานของสภาปฏิรูปฯ เราคงต้องประสานความคิดและพลังกันให้มาก โดยเฉพาะกรณีฟังเสียงประชาชน ทั้งส่วนที่ประชาชนนำเสนอ และส่วนที่ สปช.ผลักดันให้ประชาชนได้เสนอความเห็น เพราะเป็นอุดมการณ์และความหวังของประชาชนในการปฏิรูปประเทศ ขอขอบคุณทุกคน และเราจะได้ร่วมการทำงานตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผมจะทำหน้าที่ประสานงานทั้ง สปช. 250 คน และแนวคิดปฏิรูปทั้งหลายของประเทศให้บรรลุผลสำเร็จตามที่ทุกคนปรารถนา” ว่าที่ประธาน สปช.กล่าว
 

เราไม่ใช่สภาการเมือง

                 นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ แสดงวิสัยทัศน์ว่า จะทำหน้าที่ช่วยประธาน สปช. เพื่อดำเนินการประชุมและกิจการอื่นของ สปช.ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับการประชุมให้ดีที่สุด เพื่อให้สมาชิกได้แสดงความเห็นและใช้ความรู้ความสามารถแก้ปัญหาให้บ้านเมืองได้ดีที่สุด ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว 2557 มีหน้าที่ 2 ประการ คือ 1.ศึกษาและเสนอแนะเรื่องต่างๆ ที่มากกว่า 11 ด้าน เพื่อเสนอไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ 2.เสนอแนะไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ สปช.ต้องแต่งตั้งสมาชิกหรือผู้ที่ไม่ใช่สมาชิกเข้าไปเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 20 คน เพื่อรวมกับบุคคลที่ถูกตั้งโดย คสช. สนช. และ ครม. รวม 36 คน อย่างไรก็ตาม สปช.ถือว่ามีส่วนร่วมกับรัฐธรรมนูญ คือให้ข้อเสนอแนะ รวมถึงให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้นถือว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมีบทบาทกึ่งอิสระ

                 ส่วนขั้นตอนของการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าตามรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว มาตรา 37 วรรคสอง พบว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทำรัฐธรรมนูญแล้ว ต้องรับฟังความเห็นของ สปช.ภายใน 60 วัน คือประมาณกลางเดือนธันวาคม 2557 และไปยกร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน ก่อนเสนอกลับมายัง สปช. เพื่อรับฟังความเห็นและข้อแก้ไขเพิ่มเติม คือประมาณเดือนเมษายน 2558 จากนั้นต้องเสนอกลับมา สปช.ว่าจะแก้ไขหรือไม่ตามที่ สปช.ให้ความเห็นชอบ ประมาณเดือนกรกฎาคม 2558

                 นอกจากนั้นในช่วงท้ายของมาตราดังกล่าว ระบุว่า สปช.จะแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อความของรัฐธรรมนูญนั้นมิได้ เว้นแต่เป็นข้อผิดพลาดที่มิใช่สาระสำคัญ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มนั้น หรือเป็นกรณีที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่าจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้สมบูรณ์ขึ้น เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่คณะกรรมาธิการของ สปช. จึงไม่เหมือนกรรมาธิการสามัญ หรือวิสามัญที่สภาแต่งตั้ง แต่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะมีอำนาจกึ่งอิสระ แต่เชื่อมโยงและต้องผ่านความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญโดย สปช. ซึ่งช้าที่สุด ทำให้เสร็จภายในวันที่ 6 สิงหาคม 2558

                 ความเชื่อมโยงระหว่าง สปช.และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องมีขึ้น นอกจากการเลือกสมาชิก 20 คน เพื่อเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว สปช.ควรตั้งกรรมาธิการติดตามและประสานการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อรวบรวมความคิดเห็นเสนอไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญควรมีคณะอนุกรรมาธิการรับข้อเสนอแนะจาก สปช.เพื่อทำงานคู่ขนานกันไปโดยตลอด

                 "โดยหน้าที่ตรงนี้ หากผมทำหน้าที่ตรงนี้ให้ สปช.ได้ และได้รับความไว้วางใจเข้าไปอยู่ในกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่เป็นข่าวอยู่ แต่ยังไม่เป็นความจริง จนกว่าจะถึงวันที่ 4 พฤศจิกายนนี้ ผมจะทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่าง สปช.และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้ดีที่สุด” นายบวรศักดิ์ กล่าว

                 นายบวรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการปฏิรูปที่ถือเป็นวาระของชาติที่คน 67 ล้านคนตั้งความหวังไว้ ดังนั้นไม่สามารถนั่งทำในสภาปฏิรูปฯ เท่านั้น ไม่ได้ ทั้งนี้ นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา ระบุว่า เมื่อใดก็ตามที่ถามว่า พวกเราจะเอาอย่างไร เมื่อนั้นเราจะอยู่ได้ไม่นาน แต่เมื่อใดก็ตามที่เราถามว่า พวกประชาชนจะเอาอย่างไร เราจะอยู่ได้นาน ดังนั้นการประสานงาน สปช.ทั้ง 250 คน ต้องเชื่อมโยงกับประชาชนให้การปฏิรูปครั้งนี้เป็นการปฏิรูปของคนทั้ง 67 ล้านคน ไม่ใช่ของคนเพียง 250 คน กับอีก 36 คนเท่านั้น ทั้งนี้ สปช.และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องประสานงานไปยัง สนช. คสช. และ ครม. ต้องบริหารจัดการภายในระยะเวลาจำกัดคือ 319 วัน ดังนั้น สปช.ต้องมีเอกลักษณ์ของตนเอง

                 อย่างไรก็ตาม ขอเสนอไปยังสมาชิก สปช.ด้วยว่า เราไม่ใช่สภาการเมือง ไม่มีอำนาจทั้งสิ้นในทางนิติบัญญัติ นอกจากให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญ จึงอยากเห็นสภา สปช.เป็นสภาที่ไม่ดำเนินการอย่างสภาทางการเมือง รวมถึงต้องให้ความมั่นใจต่อประชาชน ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อไม่ให้การปฏิรูปที่ประชาชนคาดหวังนั้นล้มเหลว
-----------------------

(หมายเหตุ : เปิดวิสัยทัศน์ผู้นำสปช.'เทียนฉาย กีระนันทน์')