
SPCGเปิดตัวนวตกรรมใหม่ช่วยประหยัดค่าไฟ
SPCGเปิดตัว นวตกรรมใหม่การบริหารใช้พลังงานแบบชาญฉลาด ต้นแบบประหยัดพลังงานอัตโนมัติในบ้าน ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้า 10 % คาดรายได้ปี 58 กระฉูดแตะ 5 พันล้าน ลุยต่อทำโซล่าร์ฟาร์มต่างประเทศ
21ต.ค.2557 น.ส.วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG โดย SPR Solar Roof เปิดเผยว่า เอสพีซีจี ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) กับ บริษัท เอ็นเนเกท (ประเทศไทย) และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเปิดตัว นวตกรรมใหม่ในการบริหารการใช้พลังงานอย่างชาญฉลาด (Energy Efficiency) ตาม “โครงการต้นแบบประหยัดพลังงานแบบอัตโนมัติภายในบ้านอัจฉริยะ” หรือ “Home Energy Management System” (HEMS) ซึ่งเป็นโครงการที่มอบให้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย รองศาสตราจารย์ ดร.วาทิต เบญจพลกุล แห่งภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า ทำการศึกษาขยายผลจากเทคโนโลยีของ บริษัท ENEGATE JAPAN ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บริษัท Kansai Electric Co.,Ltd. แห่งประเทศญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาอุปกรณ์ควบคุมการบริหารจัดการพลังงานแบบอัจฉริยะนี้ ให้มีความสามารถในการที่จะช่วยให้เจ้าของอาคารบ้านเรือน หรือ โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งได้ติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ SPR Solar Roof สามารถที่จะบริหารจัดการและควบคุมการใช้ไฟฟ้าภายในอาคารบ้านเรือนหรือโรงงานของตนเอง อย่างประหยัดพลังงานมากสูงสุด อย่างชาญฉลาดที่สุด ซึ่งเป็นการบริหารจัดการการใช้พลังงาน อย่างประหยัดค่าใช้จ่าย หรือ ค่าใช้ไฟฟ้า อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด
ขณะที่ รศ.ดร.วาทิต เบญจพลกุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า อุปกรณ์นี้จะสามารถบริหารจัดการและควบคุมการใช้ไฟฟ้าภายในบ้านเรือนและโรงงานอุตสาหกรรมให้ประหยัดพลังงาน หากประชาชนนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้อย่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด คาดว่าจะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้ถึงร้อยละ 10 ซึ่งจะสอดคล้องกับระบบสมาร์ทกริด ช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ และการนำเข้าพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้าน
นอกจากนี้ น.ส.วันดี เปิดเผยว่า บริษัทเอพีซีจี ตั้งเป้ารายได้ปี 2558 อยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านบาท จากปีนี้ที่คาดว่าจะทำได้ประมาณ 4,000 ล้านบาท มาจากการรับรู้รายได้จากจำหน่ายไฟฟ้าครบ 260 เมกะวัตต์เต็มปี คิดเป็นมูลค่า 4,000 ล้านบาท และคาดว่าจะมีรายได้จากธุรกิจเทรดดิ้งเข้ามากว่า 1,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ตั้งงบลงทุนปีหน้าประมาณ 2,000 ล้านบาท ใช้ลงทุนโซลาร์ฟาร์มที่ประเทศญี่ปุ่น 1,000 ล้านบาท และที่เหลือขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าในประเทศ นอกจากนี้ จะมีการก่อสร้างโรงประกอบแผงโซลาร์ร่วมกับบริษัท เคียวเซร่า พันธมิตรจากญี่ปุ่น ซึ่งโรงงานดังกล่าวอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี คาดมูลค่าการลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยบริษัทฯ จะลงทุนตามสัดส่วนการถือหุ้นประมาณ 10-30% ซึ่งจะใช้เงินลงทุนที่ปัจจุบันมีเงินสดประมาณ 3,000 ล้านบาท
"บริษัทฯ ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งที่เป็นเจ้าของเอง และร่วมลงทุนกับผู้อื่น ประมาณ 500 เมกะวัตต์ ใน 4-5 ปี จากสิ้นปีนี้ที่จะมีกำลังการผลิตระดับ 260 เมกะวัตต์ โดยจะเน้นการขยายในประเทศเป็นหลัก คาดว่าจะมากกว่า 300 เมกะวัตต์ ส่วนที่เหลือจะกระจายไปในกลุ่มประเทศอาเซียนและญี่ปุ่น นอกจากนี้ ในช่วงปลายปี จะมีการเซ็นสัญญาร่วมทุนกับพันธมิตรเพื่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังการผลิต 2 เมกะวัตต์ในประเทศพม่า มูลค่าการลงทุนราว 200 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯถือหุ้นสัดส่วน 50%"
ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกับธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศเวียดนาม กำลังการผลิต 1.5 เมกะวัตต์ คาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท โดยน่าจะเห็นความชัดเจนในปีหน้า ขณะที่ ในเดือนมี.ค. ปีหน้า บริษัทฯจะเข้าประมูลงานรับเหมาก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ประเทศเนปาล กำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์ แต่ยังไม่สามารถระบุรายละเอียดเกี่ยวกับมูลค่าได้ โดยบริษัทฯ เชื่อมั่นในประสบการณ์และศักยภาพของการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์



