
หมวดอั้มเข้าฟิตเนสเสริมหล่อแบบไม่ล่ำ
23 ต.ค. 2557
ขอเวลานอก : หมวดอั้ม ร.ท.ฉัตรพล เข้าฟิตเนสเสริมหล่อแบบไม่ล่ำ : เรื่อง กอบแก้ว แผนสท้าย /ภาพ กุลพันธ์ ศิริพิมพ์อัมพร
"อาชีพทหารแน่นอนว่าสิ่งแรกที่มีคือต้องรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองให้ได้ สิ่งต่อมาคือจำเป็นต้องดูแลตัวเองเรื่องของบุคลิกภาพที่ดี เครื่องแบบทหารเป็นเรื่องแบบที่มีเกียรติและสวยงาม เมื่อใส่ก็ต้องใส่ให้สวยงาม"
"ชีวิต" ส่วนหนึ่งสามารถกำหนดได้ด้วย "ตัวเอง" อีกส่วนหนึ่งถูกกำหนดโดย "โชควาสนา" ด้วยความเชื่อในข้อนี้ นายทหารอนาคตไกลแห่งกองทัพบก "หมวดอั้ม" ร.ท.ฉัตรพล มณีรินทร์ ผบ.มว.ปตจ.พัน 4 จึงเลือกบริหารจัดการตัวเองในภาคส่วนที่มั่นใจว่าจะสามารถขีดเส้นเองได้ทั้งเรื่องงานประจำ และเรื่องสุขภาพ ดังจะเห็นได้จากการออกกำลังกายใน "ฟิตเนส" ทุกเย็น...หากไม่ติดภารกิจสำคัญ
ทั้งที่เป็นหนุ่มรักกีฬาอยู่แล้ว แต่เพราะมีรูปร่าง "ท้วม" จึงเป็นเหตุให้เจ้าตัวมองหาวิธีการออกกำลังกายอย่างจริงจัง บวกกับเมื่อสำเร็จการศึกษา สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ กองวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า จากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า มีโอกาสได้สวมเครื่องแบบอันทรงเกียรติของกองทัพบก จึงอยากรักษารูปร่างตัวเองให้ดูดีมีความสมาร์ท และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเข้าฟิตเนส
"ในช่วงเรียนมัธยมปลายรูปร่างของผมจะออกท้วมหน่อยๆ พอเริ่มโตแล้วอยากดูดี เริ่มอยากจะฟิตขึ้นมาบ้าง ผมจึงสนใจและเริ่มเล่นฟิตเนส แต่เพิ่งจะมาเล่นจริงจังเมื่อเรียนจบเป็นนายทหารประมาณสัก 3 ปีที่แล้ว สำหรับผมเองไม่ได้เน้นเล่นให้มีกล้ามใหญ่ แบบช่วงล่างเล็กแต่ส่วนบนบึ้ม ผมเน้นทำให้ร่างกายแข็งแรง ดูดี สมาร์ท มีกล้ามเนื้อชัดขึ้นเท่านั้นพอ เพราะอาชีพทหารแน่นอนว่าสิ่งแรกที่มีคือต้องรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองให้ได้ สิ่งต่อมาคือจำเป็นต้องดูแลตัวเองเรื่องของบุคลิกภาพที่ดี เครื่องแบบทหารเป็นเรื่องแบบที่มีเกียรติและสวยงาม เมื่อใส่ก็ต้องใส่ให้สวยงาม และการเล่นเวทบางท่าเล่นทุกวันๆ จากคนที่มักนั่งหลังค่อมทำให้เราติดนิสัยยืดอก กลายเป็นว่าช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพได้เยอะมากๆ" ทายาทชายเดี่ยวในจำนวน 3 คนของ พล.อ.พอพล-พ.อ.หญิง วรัญญา มณีรินทร์ ย้อนวันวานไปสู่ก้าวย่างแรกของการเข้ายิม
ความจริงชอบเล่นกีฬาหลายประเภท แต่ที่เลือกเล่นฟิตเนส "นายทหารประจำหน่วยปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน" ให้เหตุผลประการแรกว่า เพราะเลิกงานไม่เป็นเวลา ประการต่อมาการเข้ายิมทำให้เห็นพัฒนาการของตัวเองชัด ประการสุดท้าย ยิมที่สโมสรกองทัพบก (วิภาวดี) เปิดให้บริการดึกในวันธรรมดาอีกทั้งยังอยู่ใกล้ที่ทำงาน
"โดยส่วนตัวผมชอบออกกำลังกายอยู่แล้ว ถ้าวันไหนไม่ได้ออกกำลังกาย ไม่ได้เหงื่อ กล้ามเนื้อไม่ตึงผมรู้สึกว่าไม่สบายตัว ซึ่งแต่ก่อนผมเป็นคนชอบออกกำลังกาย เล่นฟุตบอล เล่นบาสเกตบอล กับเพื่อนๆ แต่ด้วยความที่เรากำหนดเวลาไม่ได้ บางทีนัดเขาแล้วไม่ว่างไป บางครั้งนัดเวลาแล้วไปช้ากว่าชั่วโมง มันก็ทำให้เสียเวลาคนอื่นๆ ด้วย ก็เลยหากีฬาที่สามารถเล่นคนเดียวได้ เพราะว่าถึงผมจะรับราชการ แต่งานของผมไม่แน่นอนบางวันก็เลิก 4 โมงเย็นบางวันงานไม่เสร็จก็ต้องทำต่อไปเรื่อยๆ อีกอย่างห้องฟิตเนสที่นี่วันธรรมดาปิดสี่ทุ่ม วันเสาร์-อาทิตย์ ปิดสองทุ่ม สบายเลยครับ ถึงผมจะเลิกงานทุ่มนึงก็ยังสามารถมาที่นี่ได้ อีกอย่างเล่นฟิตเนสแล้วได้เห็นพัฒนาการของตัวเอง จากที่เล่นหนึ่งวัน หนึ่งสัปดาห์ หนึ่งเดือน จะเห็นเลยว่าเรามีกล้ามท้อง มีกล้ามแขนขึ้น พอเห็นแล้วทำให้เรามีแรงบันดาลใจอยากให้มาทุกๆ วัน" หมวดอั้ม ชี้ให้เห็นถึงความลงตัวระหว่างตัวเองกับฟิตเนส
ถึงจะมีเป้าหมายแค่ต้องการความฟิตและเสริมสร้างบุคลิกภาพ แต่ "ร้อยตรีหนุ่มแห่งทัพบก" ก็ให้เวลากับฟิตเนสถึงครั้งละ 2 ชั่วโมง ทว่าแต่ละครั้งเป็นการเล่นแบบสบายๆ ไม่ได้เล่นอย่างเอาเป็นเอาตาย
"ถ้าผมมีเวลาว่างต้องมาฟิตเนสทุกวันครับอย่างน้อยๆ ครั้งละ 2 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ แต่ว่าไม่ได้เล่นเอาเป็นเอาตาย บางวันผมก็วิ่งบ้าง ปั่นจักรยานบ้าง คาร์ดิโอบ้าง ซึ่งแล้วแต่วันขึ้นอยู่กับความพร้อมของร่างกายตัวเอง ส่วนใหญ่จะวิ่งไม่ต่ำกว่าวันละ 6 กม. สูงสุดคือ 8 กม. เสร็จแล้วพัก ถ้าวันไหนอยากเบิร์นออกเยอะๆ ก็ปั่นจักรยานต่อ แต่ถ้าวันไหนไม่เบิร์น วิ่งเสร็จก็ยกเวทต่อเลย คือเล่นแล้วก็พัก เล่นแล้วก็พัก เวลาเล่นผมจะมีเพลงฟังไปด้วย ทำให้เพลินไปไม่เครียดแค่นี้เกือบ 2 ชั่วโมงแล้ว ส่วนที่เล่นบ่อยสุดน่าจะเป็น หน้าอก ไหล่ แขน สำหรับกล้ามหน้าท้องพยายามเล่นทุกวันเพราะเป็นส่วนที่กล้ามขึ้นยากที่สุด" นายทหารหนุ่มหน้าเข้มตาคมเล่าให้ฟัง
นอกจากผลดีในทางตรงซึ่งได้รูปร่างเป๊ะ มีบุคลิกภาพดีอย่างใจหมายแล้ว "หมวดอ้ำ" ร.ต.ฉัตรพล บอกว่า จากการเข้ายิมเป็นประจำทุกวันในช่วงเวลาเย็นหลังเลิกงานทำให้เขาฝึกสมาธิไปในตัว ขณะเดียวกันก็ยังช่วยให้สังคมของเขากว้างมากขึ้น ซึ่งถือว่าผลพลอยได้ไปในคราวเดียวกันอีกด้วย
"ผมมาเล่นตอนเย็นทุกวัน คนที่รักการเล่นฟิตเนสจะเป็นคนกลุ่มเดิมๆ ที่มาเล่นทุกวัน สิ่งที่ผมได้มากขึ้นคือ สังคม และส่วนใหญ่จะเป็นพี่ที่รับราชการทหารเยอะ ทำให้ผมรู้จักมากขึ้นทำให้สังคมของตัวเองกว้างมากขึ้น นอกจากนี้ในเรื่องของสมาธิก็ได้ด้วย เพราะเล่นฟิตเนสเวลาเรายกเวทต้องมีสติ ต้องกำหนดลมหายใจออกแรงหายใจเข้า ผ่อนแรงหายใจออก กะจังหวะให้แม่นว่ายกขึ้นเท่านี้ ผ่อนลงเท่านี้ใช้เวลาเท่าไหร่ ซึ่งมีผลต่อการออกแรงของกล้ามเนื้อ" หนุ่มเจ้าของรางวัลแต่งกายมีสไตล์ยอดเยี่ยมแห่งปีจากศูนย์การค้าดังเล่าถึงข้อดี ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมกระซิบเตือนว่าการเข้ายิมต้องศึกษาให้ดีซะก่อน เพราะแต่ละท่าหากเล่นไม่ถูกจะบาดเจ็บเอาง่ายๆ ที่ดีที่สุดคือต้องฟังเทรนเนอร์
หลังจากปล่อยให้ "นายทหารหนุ่มหล่อแต่ไม่ล่ำ" ได้อยู่กับลู่วิ่ง จักรยาน และเครื่องเสริมสร้างกล้ามเนื้อกระทั่งเม็ดเหงื่อผุดเต็มกาย ก็ชวนเจ้าตัวมานั่งคุยถึง เป้าหมายในชีวิตกันบ้าง ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า "ความสุขที่สุดคือ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด
"สำหรับผมชีวิตความจริงมันขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ ความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เรื่องของตำแหน่งหน้าที่การงาน ส่วนหนึ่งต้องได้มาจากผลงานแน่นอน อีกส่วนต้องมาจากบุญวาสนาด้วย นี่คือความคิดของผม คนทำงานเก่งมากๆ บางครั้งก็ไม่ได้ไปถึงจุดสูงสุด สรุปคนเราแข่งอะไรแข่งได้แต่แข่งบุญแข่งวาสนาแข่งกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องทำใจไว้ระดับหนึ่งว่าจะมาฝันถึงตำแหน่งสูงสุดไม่ได้ ความสุขที่สุดคือทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ได้รับหน้าที่ไหนก็ทำหน้าที่นั้นให้เต็มที่ เชื่อว่าสักวันหนึ่งจะทำให้เราประสบความสำเร็จได้เอง มองอย่างนี้ดีกว่า" ว่าที่ร้อยโท (ในเร็ววันนี้) ทิ้งข้อให้คิดก่อนจะขอตัวเสริมบุคลิกฟิตกล้ามเนื้อตามประสาหนุ่มรักสุขภาพต่อ



