ข่าว

รายงาน-ยาเสพติด -ฟื้น

รายงาน-ยาเสพติด -ฟื้น

06 ก.ค. 2552

ปัญหายาเสพติด ถูกยกระดับให้เป็น "วาระแห่งชาติ" ของรัฐบาลชุดนี้

และในวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา ก็เป็น "วันต่อต้านยาเสพติดโลก" ซึ่งประเทศไทยก็ได้กำหนดให้เป็น "วันต่อต้านยาเสพติดประจำปี 2552"  

 ซึ่งในเรื่องการแก้ไขปัญหายาเสพติดนี้ หน่วยงานที่มีส่วนสำคัญในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ก็คือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)

 และเมื่อวันก่อนก็ได้มีโอกาสคุยกับ นายภิญโญ ทองชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นผู้ทำ "แผนยุทธศาสตร์ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด" ซึ่งแผนยุทธศาสตร์ของเขาได้รับความชื่นชอบจากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม เป็นอย่างมาก

 และ "พีระพันธุ์" ก็ได้นำแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว มอบให้แก่ ป.ป.ส ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อ รมว.ยุติธรรม รับไปดำเนินการ

 "ตอนนี้ปัญหายาเสพติดรุนแรงขึ้นและปริมาณยาเสพติดก็เพิ่มขึ้น" ภิญโญ เริ่มอธิบาย

 จากนั้นได้บอกถึงสาเหตุว่า "...ผู้ค้ายาที่เคยถูกปราบปรามช่วงหนึ่งจากนโยบายประกาศสงครามกับยาเสพติดในสมัยรัฐบาลทักษิณ เริ่มหันกลับมาค้ายาเสพติดมากขึ้น มารวมตัวกันมากขึ้น และผู้ค้าบางส่วนที่หลบหนีไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน ก็เคลื่อนไหวมากขึ้นในการส่งยาเข้ามาในบ้านเราจำนวนมาก" 

 แต่เหตุผลสำคัญ คือ กลไกการแก้ไขปัญหาของภาครัฐเอง เมื่อเทียบกับช่วงการทำสงครามกับยาเสพติดในช่วงปี 2546 ความจริงจังยังเทียบกันไม่ได้ 
 ดังนั้นถ้าจะให้ได้ผล รัฐบาลต้องเพิ่มความเข้มข้นในเรื่องกระบวนการกลไกของภาครัฐ ต้องจริงจังขึ้นและประสิทธิภาพต้องสูงขึ้นด้วย มิเช่นนั้นจะไม่สามารถจัดการกับปัญหายาเสพติดได้ 

 แต่การใช้มาตรการปราบปรามรุนแรงแต่เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ต้องผสมกับการยึดพื้นที่ระบาดของยาเสพติดด้วย

 "เพราะว่าพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน ตำบล เป็น "สมรภูมิสงคราม" ที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตัวยา เรื่องคน มันมาพบกันตรงพื้นที่ชุมชน หมู่บ้านและตำบล ซึ่งเป็นแหล่งแพร่ระบาดที่สำคัญ ดังนั้นเราต้องใช้ระบบไตรภาคี คือ ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งถ้าทั้ง 3 ส่วนนี้จับมือกัน ทำงานร่วมกัน มันคุมและยึดพื้นที่ได้ ทำให้แก้ปัญหาได้ โดยในส่วน "ชุมชน" แก้ได้ตั้งแต่ผู้เสพและผู้ติดยา และหากติดมาก ชุมชนก็ส่งไปบำบัด ส่วนผู้ค้ารายย่อยในหมู่บ้าน ชุมชนก็ใช้มาตรการทางสังคมดูแลได้ ด้านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีความพร้อมอยู่แล้ว ส่วนผู้ค้ารายสำคัญ ภาครัฐก็ต้องเข้าจัดการ"

 "ภิญโญ" จึงชี้ให้เห็นว่า ควรมีการเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดพื้นที่ ซึ่งถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ที่ควรเพิ่มเข้าไป ซึ่งที่ผ่านมาทั้ง "รัฐบาลทักษิณ" และรัฐบาลปัจจุบัน ยังขาดในเรื่องนี้  
 
 "เหมือนกับเราทำสงคราม การปราบปรามก็เหมือนกับเรายิงปืนใหญ่ ก็ยิงไป แต่คำถามว่ายิงปืนใหญ่ไปเรื่อยๆ บอกได้หรือไม่ว่าเราจะชนะข้าศึก มันบอกไม่ได้ เว้นแต่เราเข้ายึดควบคุมพื้นที่ได้ จึงจะรู้ว่าเราชนะข้าศึกจริงหรือเปล่า ที่ผ่านมาเราทำสงครามปืนใหญ่มากเกินไป มันต้องใช้ทหารราบเข้ายึดพื้นที่ มิเช่นนั้นเราจะไม่มีคำตอบว่า เราแพ้หรือชนะที่แท้จริง"

 สำหรับแผนยุทธศาสตร์ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของ "ภิญโญ" เขาได้แยกปัญหายาเสพติดเป็น 3 ส่วน 
 เรื่องแรกคือ ตัวยา ซึ่งผู้เกี่ยวข้อง คือ ผู้ผลิต ผู้ค้า มาตรการที่ใช้อยู่ในขณะนี้คือ การสืบสวน จับกุม และขยายผลยึดทรัพย์
 แต่แค่นี้ยังไม่เพียงพอ ต้องเพิ่ม "มาตรการทางกฎหมายและกระบวนการดำเนินคดี" เข้าไปด้วย
 เพราะที่ผ่านมากระบวนการล่าช้า กว่าคดีจะสิ้นสุดใช้เวลานานหลายปี
  ซึ่งถ้ายังใช้กระบวนการปกติอยู่อย่างนี้ กลไกของรัฐจะสู้กลไกของนักค้ายาไม่ได้
 เพราะกลไกของรัฐพอจับกุมเสร็จ กว่าจะดำเนินคดีจนถึงพิพากษา กลไกของรัฐเปลี่ยนไปหลายคน ความจริงจังในการติดตามคดีจึงน้อย สู้ฝ่ายนักค้ายาที่ติดตามคดีเพราะได้รับผลกระทบโดยตรงไม่ได้ จะเห็นได้ว่าคดีสำคัญๆถูกยกฟ้องไปเยอะ
  "ดังนั้นจะต้องมีกฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดียาเสพติดโดยตรง โดยนำสืบเร็วขึ้น สืบต่อเนื่อง พยานหลักฐานที่รับฟังได้ในคดียาเสพติดต้องแตกต่างจากคดีปกติ เพราะพ่อค้ายาเก่ง หาหลักฐานได้ยาก และต้องมี "ศาลยาเสพติด" โดยมีองค์คณะที่มีความรู้เรื่องยาเสพติด เพื่อให้การพิจารณาคดียาเสพติดรวดเร็ว"
 เรื่องที่สอง ต้องปรับแก้ระบบราชทัณฑ์ เพราะระบบปัจจุบันไม่สามารถรองรับองค์กรอาชญากรรมได้
 และเมื่อนักค้ายาซึ่งเป็นองค์กรอาชญากรรม เข้าไปอยู่ในเรือนจำ ก็ใช้กระบวนการครอบงำหรือเสนอผลประโยชน์ให้แก่เจ้าหน้าที่
 ดังนั้นจะต้องมีการจัดตั้งเรือนจำพิเศษ ดูเฉพาะนักค้ารายสำคัญ และต้องมีมาตรการควบคุมนักโทษค้ายาเป็นพิเศษ ซึ่งหากไม่ทำอย่างนี้กระบวนการยุติธรรมก็ไม่ได้ผล
 เรื่องสุดท้าย คือ ค่านิยม พฤติกรรมของวัยรุ่นและแหล่งอบายมุข ซึ่งต้องมีมาตรการเข้าไปแก้ไข 
 "ภิญโญ" มั่นใจว่า หากทำตามแนวทางที่เขาว่ามา จะแก้ไขปัญหายาเสพติดได้อย่างแน่นอน
 

**โต๊ะข่าวการเมือง**