ข่าว

กลยุทธ์ดัดหลัง‘เจ้าหนี้นอกระบบ’

กลยุทธ์ดัดหลัง‘เจ้าหนี้นอกระบบ’

21 ต.ค. 2557

กลยุทธ์ดัดหลัง‘เจ้าหนี้นอกระบบ’ : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

                “ช่วยฉันไม่ได้ใช่ไหม”  
 
                เสียงตะโกนสุดท้ายจากป้าสังเวียน ก่อนราดน้ำมันเบนซินแล้วจุดไฟเผาตัวเอง หวังให้ชีวิตนี้หมดทุกข์จากหนี้สินที่ทับถมมานาน....
 
                กรณีจุดไฟเผาตัวเองของ "สังเวียน รักษาเพ็ชร์" ชาวลพบุรีวัย 52 ปี เรียกความสนใจจากสื่อมวลชนทั่วโลก เพราะสถานที่เกิดเหตุคือ "ศูนย์บริการประชาชน" ฝั่งตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล เหมือนป้าสังเวียนต้องการป่าวประกาศให้โลกนี้รับรู้ว่า ศูนย์นี้ไม่ได้เป็นที่พึ่งของประชาชนตามความหมายของชื่อ...
 
                ระหว่างป้าสังเวียนถูกส่งไปรักษาตัวจากแผลไฟไหม้นั้น สื่อมวลชนเริ่มขุดคุ้ยความเป็นมาของหนี้สินทั้งหมด 
 
                แต่คดีนี้เริ่มซับซ้อนมากขึ้นหลังจากมีข้าราชการรายหนึ่งประกาศว่า เจ้าหนี้ของป้าสังเวียนยอมยกหนี้ทั้งหมดจำนวน 1.5 ล้านบาทให้แล้ว 
 
                ขณะที่สื่อมวลชนบางสำนักเปิดเผยชื่อนามสกุล "เจ้าหนี้ของป้าสังเวียน" ที่เดินทางไปพูดคุยตกลงกับผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีด้วย ซึ่งดูเหมือนเรื่องคงจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง หากไม่มีเครือข่ายทนายความและกลุ่มคุ้มครองผู้บริโภคออกมาแสดงความเห็นว่า การทำอย่างนี้เท่ากับช่วยเจ้าหนี้มากกว่าช่วยป้าสังเวียน ซึ่งเป็นตัวแทนของลูกหนี้ทั่วประเทศไทย ที่กำลังเดือดร้อนจาการถูกขูดรีดดอกเบี้ยมหาโหด !?!
 
                "ชูชาติ บุญยงยศ" ประธานชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ปัญหาของลูกหนี้นอกระบบที่โดนเก็บดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 20-30 ต่อเดือน หรือ 200-300 เปอร์เซ็นต์ต่อปีนั้น กลายเป็นเรื่องทุกข์ร้อนใจมากสุด โดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้าที่ไม่มีทางเลือกในการกู้ยืมเงินมากนัก เนื่องจากไม่มีหลักทรัพย์ไปกู้เงินธนาคาร หรือกู้เงินในระบบที่กฎหมายควบคุมอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี 
 
                ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องหนี้สินประชาชนข้างต้น อธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกลุ่มเจ้าหนี้นอกระบบแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่ด้วยกัน ตามจำนวนเงินที่ให้กู้ยืม ได้แก่ 
 
                1. "เจ้าหนี้รายใหญ่" ที่มีระดับการปล่อยเงินสดเกินกว่า 1 แสนบาทขึ้นไป กลุ่มนี้มีสัญญาเงินกู้เป็นเอกสารหลักฐานเก็บไว้ แต่จะเขียนยอดเงินกู้มากเกินจริง เช่น กู้เงิน 1 แสนบาทในสัญญาจะเขียนว่ากู้ 2 แสนบาท กลุ่มนี้นิยมว่าจ้างเครือข่ายนายหน้าไปตามเก็บดอกเบี้ยและเงินต้น  
 
                2. กลุ่ม "เจ้าหนี้รายกลาง" ส่วนใหญ่รู้จักมักคุ้นกับลูกหนี้เป็นอย่างดี เพราะอาศัยหมู่บ้านหรือชุมชนเดียวกัน บางครั้งทำเอกสารเงินกู้ หรืออาจมีแค่คนรู้จักค้ำประกันส่วนตัว จำนวนปล่อยกู้หลัก 5 หมื่นบาทแต่ไม่ถึงแสนบาท  
 
                3. กลุ่ม "นายทุนโรงงาน" กลุ่มนี้เน้นเป้าหมายเป็นหนุ่มสาวโรงงาน ปล่อยกู้ไม่เกิน 2-4 หมื่นบาท 
 
                "เท่าที่เก็บข้อมูลมา คนงานในโรงงานร้อยละ 30 มีหนี้สินนอกระบบ เจ้าหนี้กลุ่มนี้ใช้วิธีเก็บเงินโดยยึดบัตรเอทีเอ็ม และสมุดบัญชีธนาคารไว้ เมื่อเงินเดือนออกก็ไปกดส่วนดอกเบี้ยไว้เลย เหลือเท่าไรค่อยเอาเงินสดให้ลูกหนี้ เช่น ยืมเงิน 2 หมื่นบาท ดอกเบี้ย 4,000 บาทต่อเดือน หากมีเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท เจ้าหนี้จะเก็บไว้ 4,000 และเอาเงิน 1,1000 คืนให้ ทำอย่างนี้ทุกเดือน พวกนี้รู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดี ทำให้ไม่ค่อยมีใครกล้าเบี้ยวหนี้ ส่วนกลุ่มสุดท้ายเป็นรายย่อยในหมู่บ้าน แม่ค้าพ่อค้ายืมไม่กี่พันบาท ใช้วิธีจ้างเก็บดอกเบี้ยรายวัน" 
 
                ชูชาติ กล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาลูกหนี้กับเจ้าหนี้นอกระบบนั้น มี 2 วิธีคือ วิธีแรก ต้องเจรจาลดหนี้โดยรัฐบาลต้องหาสถาบันการเงินมารับรอง อาจปล่อยให้เก็บดอกเบี้ยได้สูงถึงร้อยละ 30 ต่อปี หรือถ้าเป็นรายเดือนก็ประมาณร้อยละ 2.5 ซึ่งถือว่าน้อยมากถ้าเปรียบเทียบกับหนี้นอกระบบที่เรียกเก็บร้อยละ 20 ขึ้นไป ส่วนวิธีที่ 2 คือ การเปิดช่องทางสนับสนุนให้ลูกหนี้แจ้งเอาผิดกับเจ้าหนี้โดยใช้กฎหมายต่างๆ ที่มีอยู่ เช่น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายฉ้อโกง พ.ร.บ.ฟอกเงิน กฎหมายสรรพากร ฯลฯ 
 
                "กฎหมายที่ได้ผลมากสุด คือการแจ้งไปยังกรมสรรพากร เพราะไม่ต้องใช้หลักฐานอะไร แค่ไปกระซิบหรือส่งข้อมูลไปบอกว่าเจ้าหนี้ชื่ออะไร ทำธุรกิจปล่อยกู้ยืมเงินแถวไหน น่าจะมีรายได้เท่าไรแล้วไม่เคยเสียภาษี และถ้าเป็นรายใหญ่ที่มีสัญญากู้เงิน หรือมีหลักฐานการโอนเงินให้ทุกเดือน จะยิ่งดี เพราะกรมสรรพากรจะส่งเจ้าหน้าที่ไปจัดการทันที" ชูชาติกล่าวแนะนำ
 
                ทั้งนี้ ทีมข่าว "คม ชัด ลึก" ได้รับข้อมูลจากหญิงรับจ้างทำความสะอาดบ้านรายหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในชุมชนถนนอ่อนนุช กรุงเทพฯ ว่า การแก้ปัญหาเจ้าหนี้นอกระบบนั้นไม่ง่าย เพราะไม่มีใครอยากไปแจ้งความต่อตำรวจหรือไปบอกทหาร เพราะชาวบ้านเชื่อว่ากลุ่มนายทุนใหญ่ที่เอาเงินมาปล่อยกู้ก็คือพวกคนมีสีนั่นเอง ถ้าใครยืมเงินแล้วไม่จ่ายจะถูกลงโทษตั้งแต่สถานเบาไปถึงหนัก คือ เริ่มจากข่มขู่คุกคามว่าจะทำร้ายคนในครอบครัว ถ้าใครหนีก็จะตามล่าให้ถึงที่สุด
 
                "ชาวบ้านส่วนใหญ่กู้เงินกับคนรู้จักกัน ไม่กล้าเบี้ยวทนจ่ายดอกไปเรื่อยๆ เจ้าหนี้บางคนขู่ไว้เลยว่า ถ้าจ่ายช้าหรือหนีหนี้ จะทำร้ายลูกสาว หรือที่เคยเห็นกับตา คือเอาแก๊งวัยรุ่นมาทุบทำลายข้าวของในบ้าง พวกมันขู่เลยนะว่าจะทำให้ลูกหลานอยู่ไม่เป็นสุข ถ้าใครลำบากมากก็ไปกู้อาบัง แขกปล่อยกู้ไม่ต้องมีหลักฐาน ให้ยืมครั้งละไม่เกิน 2,000-3,000 บาท มาเก็บดอกทุกวัน เช่น ยืมเงิน 1,000 บาท จ่ายวันละ 24 บาท ทั้งหมด 50 วัน รวมเป็น 1,200 บาท จ่ายหมดก็กู้ใหม่ไปเรื่อยๆ บางคนชอบหนีอาบัง เพราะอาบังไม่ค่อยทำร้าย มีแต่มายืนด่าหน้าบ้านเท่านั้น" หญิงรับจ้างทำความสะอาดข้างต้นให้ข้อมูล
 
                ล่าสุด วันที่ 18 ตุลาคม 2557 พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามผู้มีอิทธิพลและมือปืนรับจ้าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สั่งให้สถานีตำรวจทุกแห่งขึ้นบัญชี "เจ้าหนี้นอกระบบ" อย่างเข้มข้นและจริงจัง เพื่อช่วยกันกดดันและจับกุมบุคคลหรือนิติบุคคลจำนวน 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.นายทุนปล่อยเงินกู้โดยตรงแล้วคิดดอกเบี้ยสูงกว่ากฎหมายกำหนด 2.ผู้ที่เอาเงินหรือทรัพย์สินไปให้คนอื่นปล่อยกู้  3.ผู้ติดตามทวงหนี้โดยมีพฤติกรรมข่มขู่ ประทุษร้าย ใช้ความรุนแรง 
 
                คำสั่งจาก ผอ.ศูนย์ปราบปรามผู้มีอิทธิพลฯ ครั้งนี้จะเด็ดขาดหรือเปล่าประโยชน์เหมือนที่ผ่านหรือไม่ เพราะเกือบทุกรัฐบาลล้วนเคยมีคำสั่งคล้ายๆ กันแบบนี้ แต่หลังจากผ่านไปไม่กี่เดือน ทุกอย่างก็เงียบหาย ดอกเบี้ยทวีคูณเหมือนเดิม...
 
             
“หนี้นอกระบบ” 
 
                หมายถึง หนี้เงินกู้ที่คิดดอกเบี้ยเกินอัตรากฎหมายกำหนด คือ เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี หรือร้อยละ  1.25 ต่อเดือน โดยเจ้าหนี้ไม่ใช่สถาบันการเงิน
 
                เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า ตำรวจจะจับเจ้าหนี้พวกนี้ได้ ต้องเป็นความผิดซึ่งหน้า ส่วนใหญ่สืบสวนแกะรอยจากกลุ่มมอเตอร์ไซค์ที่มีหลักฐานเป็นโพยทวงหนี้ในมือ แต่ดำเนินคดีได้เพียงข้อหาคิดดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนด โทษปรับแค่ 1,000 บาทเท่านั้น 
 
                "ค่าปรับต่ำมาก คนทำไม่เข็ดหลาบไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย เจ้าหนี้รายใหญ่ๆ ที่ทำเป็นขบวนการหรือบริษัท จะไม่เปิดตัวหรือเปิดเผยตัวตนให้ใครรู้ ส่วนใหญ่ปล่อยให้พวกลิ่วล้อออกมาดำเนินการแทน กรณีป้าสังเวียนที่ส่งข้าราชการจังหวัดลพบุรีไปเจรจาเจ้าหนี้ ไม่ถือเป็นละเว้นปฏิบัติหน้าที่ เพราะคนเจรจาไม่ได้เป็นตำรวจ ไม่มีอำนาจจับกุม แต่หลังจากนี้ อาจรวบรวมพยานหลักฐานเข้าจับกุมได้ นายทุนพวกนี้รู้จักกฎหมายดี ทำสัญญาเงินกู้แบบไม่ใส่ตัวเลข ใช้ช่องโหว่กฎหมาย ต้องเอา พ.ร.บ.ยึดทรัพย์มาเหมือนคดียาเสพติด พวกนี้จะกลัวมากกว่า" 
 
ก.ม.จัดการ "เจ้าหนี้โหด" 
 
ประมวลรัษฎากร ม.91/2 
 
                ผู้ใดให้กู้ยืมเงินและมีรายได้จากดอกเบี้ยต้องเสียภาษี ร้อยละ 3.3 ตรวจสอบย้อนหลัง 10 ปี คิดค่าปรับย้อนหลังได้ 120 เดือน
 
"พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475"
 
                ให้คิดดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี หากเกินกว่านี้ สัญญาตกเป็นโมฆะ เรียกเก็บได้เฉพาะเงินต้น 
 
"ก.ม.แพ่งฯ"
 
                มาตรา 654 เรียกดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี 
 
                มาตรา 653  กู้ยืมเงินเกิน 2,000 บาทขึ้นไป ถ้าไม่มีหลักฐานกู้ยืม จะฟ้องบังคับคดีไม่ได้ 
 
 
"พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522"
 
                คิดดอกเบี้ยกู้ยืมเงินเกินร้อยละ 15 ต่อปี เข้าข่ายเป็นสัญญาไม่เป็นธรรม ผู้กู้ได้รับการคุ้มครอง
 
"พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน 2542" 
 
                กรณีเจ้าหนี้ไม่สามารถแจ้งที่มาของทรัพย์สินหรือได้มาจากการทำผิดก.ม. อาจโดนยึดทรัพย์เพราะเข้าข่ายฟอกเงินได้ 
 
...........................................................
 
(หมายเหตุ : กลยุทธ์ดัดหลัง "เจ้าหนี้นอกระบบ" : ทีมข่าวรายงานพิเศษ)