...เริ่มต้นด้วยเงินที่คนคิดว่าไม่มีค่า เพียงวันละ 1บาท ซื้ออะไรก็ไม่ได้แล้ว...
ในวันนี้จากชาวบ้านน้ำเกี๋ยน 5 ตำบล มีเงินสำรอง 5 ล้านใน "กองทุนวันละบาท" ที่ชาวบ้านร่วมมือกัน ไม่พึ่งใคร นอกจากพึ่งตนเองด้านสวัสดิการตั้งแต่ "เกิด แก่ เจ็บ ตาย" ให้สมาชิกกองทุนอย่างเท่าเทียมกัน
สวัสดิการเกิดอาจจะไม่มากนัก ให้เงินขวัญถุงเด็ก 500 ค่านอนที่โรงพยาบาลคืนละ 100 บาท ไม่เกิน 5 คืน แต่ตอนตายนั้นจ่ายทำบุญฌาปนกิจเต็มที่มากกว่าตอนเกิด เพราะค่าใช้จ่ายสูง ตายจะได้รับเงินช่วยเหลือตั้งแต่ 2,500-30,000 บาท ขึ้นกับระยะเวลาที่เป็นสมาชิก
กรณีของผู้สูงอายุที่อายุครบ 60 ปี หากเป็นสมาชิกตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ได้บำนาญเดือนละ 500 บาท ถ้าอายุสมาชิกไม่ถึงก็ได้ลดหลั่นกัน แต่ถ้าสมาชิกเกิดเจ็บป่วยต้องนอนโรงพยาบาลจะได้เงินช่วยเหลือค่านอนโรงพยาบาลคืนละ 100 บาท แต่ไม่เกิน 500 บาท
ที่เป็นสมาชิกตั้งแต่ 6 เดือนเป็นต้นไปเมื่อเสียชีวิตจะได้รับเงินช่วยเหลือญาติตั้งแต่ 2,500-30,000 บาท ขึ้นกับระยะเวลาที่เป็นสมาชิก ยิ่งออมนานยิ่งได้รับสวัสดิการมาก เป็นการดูแลช่วยเหลือกันเองในชุมชน จัดการดูแลช่วยเหลือกันได้ เป้าหมายสำคัญคือ "กินอิ่ม นอนอุ่น ฝันดี" ที่ยึดถือเป็นคำมั่นที่ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้นำท้องถิ่นต้องนำไปปฏิบัติสืบเนื่องกันมาเป็นรุ่นที่ 4 สืบเนื่องจาก "42 ขุนพล" ผู้นำชุมชนรุ่นบุกเบิกการสร้างชุมชนเข้มแข็ง พึ่งตนเอง
นายมังกร ดีปินตา นายกองค์การบริหารส่วนตำบาลน้ำเกี๋ยน จ.น่าน กล่าวว่า ได้รับเลือกตั้งบริหารท้องถิ่นแล้วทำผิดคำสัญญา "กินอิ่ม นอนอุ่น ฝันดี" นี้ไม่ได้ นายสมชาย สิทธิกา ประธานสภา อบต.น้ำเกี๋ยน ผู้บริหารเงินกองทุนวันละบาท กล่าวว่า ขณะเดียวกันที่เพิ่มสวัสดิการก็ได้ให้ความสนใจในด้านการลดรายจ่ายด้วย รายจ่ายจากบุหรี่และเหล้าปีละกว่า 3 ล้าน
วันนี้ชุมชนน้ำเกี๋ยนได้ร่วมมือกันลด ละ เลิก บุหรี่ ไม่มีร้านค้าใดที่รับจำหน่ายบุหรี่ในหมู่บ้าน ทำให้บ้านน้ำเกี๋ยนเป็นชุมชน ร้านค้าปลอดบุหรี่ ความยากในการซื้อหาเป็นเหตุที่ทำให้หลายคนเลิกบุหรี่ได้ ไม่ต้องเสียเงินไปเผาอย่างเปล่าประโยชน์ ส่วนเหล้าก็รณรงค์ใช้กฎชุมชน เลิกดื่มเหล้าจนสำเร็จ
จากการทำบัญขีครัวเรือนยังพบว่ามีรายจ่ายที่สูงมากสำหรับชาวบ้านก็คือ ค่าใช้จ่ายประจำวันประเภทสิ้นเปลือง สบู ผงซักฟอก ยาสระผม เพื่อลดค่าใช้จ่าย ชุมชนยังได้ร่วมกันนำผลผลิตพื้นบ้าน เช่น ใบหมี่ มะเฟืองที่มีอยู่มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ใช้ในหมู่บ้าน ในนามของชีววิถี ที่ถือหุ้นร่วมกันสร้างวิสาหกิจชุมชนพัฒนาเป็นสินค้าส่งออกไปจำหน่ายตามห้างใหญ่ๆ นำรายได้เข้าสู่ชุมชน ส่งเสริมการใช้สมุนไพร พร้อมๆ กับการรักษาพื้นที่ป่าต้นน้ำสำคัญของแม่น้ำน่าน แม่น้ำเจ้าพระยาด้วย
เมื่ออยู่ดี นอนอุ่น ฝันดีแล้ว การที่ชุมชนจะก้าวไปข้างหน้าได้นั้น "การศึกษา" เป็นอาวุธสำคัญที่จะให้เด็กนักเรียนมีความรู้เติบโตต่อไป แต่เมื่อหันไปมองโรงเรียนบ้านน้ำเกี๋ยน โรงเรียนแห่งเดียวของชุมชน กลับพบว่า นักเรียนไม่ตั้งใจเรียน มีห้องเรียนแค่ชั้น ม.3 เท่านั้น จบชั้นมัธยมก็ออกหางานรับจ้างทำกันไปตามประสา หากปล่อยไปเช่นนี้คงไม่มีโอกาสก้าวหน้าไปแน่
ชาวบ้านและผู้ใหญ่มองเห็นมุมมืดนี้จึงได้ร่วมมือกัน "ลงขัน" จัดทำโครงการ "เงินขวัญถุง การศึกษา" ให้เด็กนักเรียนที่สามารถสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปริญญาตรีขึ้นไป
วันนี้นักเรียนเด็กในโรงเรียนบ้านน้ำเกี๋ยนรุ่นแรก นพ.ชรินทร์ ดีปินตา สามารถสอบเข้าศึกษาต่อคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้สำเร็จ และกลับมาเป็นผู้อำนวยโรงพยาบาลใน จ.น่าน ทุกปียังได้มอบเงินทุนให้นักเรียนรุ่นต่อไป
จากนั้นมานักเรียนโรงเรียนแห่งนี้ก็สอบเข้าศึกษาต่อคณะแพทย์ศาสตร์ได้อีก 5 คน จนชาวบ้านบอกว่าลูกบ้านนี้เรียนแต่หมอ ยังมีเด็กนักเรียนสอบเข้าพยาบาล สาธารณสุข และอื่นๆ อีกมากมาย จำกันไม่ไหว
"เงินขวัญถุง การศึกษา" นี้ มอบให้นักเรียนทุกปี แต่ส่วนใหญ่จากการสอบถามผู้ที่ได้รับมักจะบอกว่าไม่ใช้เงินขวัญถุง แต่จะเก็บไว้เป็นเครื่องเตือนใจในระหว่างที่ศึกษาในมหาวิทยาลัย ทุกครั้งที่เห็นเงินขวัญถุงนี้ทำให้สำนึกได้ว่าต้องตั้งใจเรียน ต้องพยายามศึกษาต่อให้สำเร็จ
ทุกคนตั้งใจกลับมาช่วยชาวบ้านน้ำเกี๋ยนอย่างเต็มเปี่ยมหัวใจ