ข่าว

อ่านหนังสือกันดีกว่า

อ่านหนังสือกันดีกว่า

20 ต.ค. 2557

อ่านหนังสือกันดีกว่า : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล


              ประสาคนรักหนังสือ ผมจึงมีความสุขที่ได้ไปงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ที่จัดขึ้นที่ศูนย์สิริกิติ์ เพื่อซื้อหาหนังสือและพบปะพูดคุยกับคนเขียนหนังสือ คนทำหนังสือและคนขายหนังสือ และทุกครั้งที่ไปงานหนังสือ นอกจากจะชื่นชมกับคนที่มาในงานแล้ว ผมก็อดที่จะประหลาดใจไม่ได้ว่า ตัวเลขการอ่านหนังสือของคนไทย หรือคำพูดที่ว่า คนไทยไม่อ่านหนังสือนั้น เป็นความจริงหรือไม่ เพราะภายในงานก็เห็นคนหอบหนังสือกันเป็นตั้งๆ หรือนั่งกับพื้นอ่านหนังสือที่เพิ่งซื้อมากันเป็นแถว

              กูรูในวงการหนังสือบอกผมว่า ปัญหาสำคัญที่ว่าคนไทยไม่อ่านหนังสือหรือไม่ซื้อหนังสือ เป็นเพราะหนังสือของเรามีราคาสูง โดยเฉลี่ยประมาณเล่มละ 200 บาท ถ้าถามว่า หนังสือไทยแพงกว่าหนังสือในอเมริกาหรือยุโรปไหม เขาบอกว่า ไม่ได้แพงกว่า เพราะราคาหนังสือเมืองนอกโดยเฉลี่ยก็อยู่ในรา 15 ดอลลาร์ หากแต่รายได้ของเขาอาจจะประมาณวันละ 50 ดอลลาร์ แต่ของเรารายได้ขั้นต่ำวันละ 300 บาท หรือ 10 ดอลลาร์ สำหรับเหตุผลที่มีผู้มางานหนังสือกันมากนั้น ก็เพราะเป็นโอกาสที่จะซื้อหนังสือที่ลดราคา แถมด้วยการจัดให้มีโปรโมชั่นต่างๆ ซึ่งในความเห็นของกูรูท่านนั้น ราคาของหนังสือเป็นอุปสรรคต่อการอ่านของคนไทย และที่หนังสือไทยมีราคาแพง เป็นเพราะต้นทุนการผลิตสูง ที่ต้นทุนการผลิตสูงก็เพราะภาษีที่ซ้ำซ้อน ตั้งแต่ค่าเครื่องจักร ค่ากระดาษ ค่าหมึกพิมพ์ ค่าการจัดการ ฯลฯ และการที่สำนักพิมพ์ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ย เนื่องจากกว่าหนังสือที่พิมพ์จะเคลียร์เรียบร้อยก็เป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งตลอดเวลานั้น ผู้พิมพ์ก็ต้องเสียดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ ซึ่งในสิงคโปร์ก็ประสบปัญหาเดียวกันนี้ แต่เขาแก้ไขด้วยการหาแหล่งเงินกู้ที่ปลอดดอกเบี้ยให้แก่สำนักพิมพ์ ทำให้เงินที่เคยร้อนกลายเป็นเงินเย็นได้ หรือในเกาหลีใต้ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการอ่านอย่างจริงจัง จึงทั้งรื้อและสร้างกระบวนการพิมพ์ทั้งระบบ ทำให้หนังสือมีราคาถูกลง ตามมาด้วยยอดการขายเพิ่มขึ้น และคนอ่านหนังสือก็เพิ่มตามไปด้วย

              ผมฟังแล้วก็เห็นด้วยกับกูรูท่านนั้นทุกประการ แต่ถ้าถามว่า จะนำวิธีการเช่นสิงคโปร์ และเกาหลีใต้มาใช้กับประเทศไทยได้ไหม ผมก็ตอบได้ทันทีว่า คิดได้ แต่ทำไม่ได้ เพราะเรายังไม่ได้ให้ความสำคัญและเห็นคุณค่าของหนังสือและการอ่านหนังสืออย่างเป็นเรื่องเป็นราว เมื่อไม่เห็นคุณค่าและความสำคัญเสียแล้ว เรื่องอื่นๆ ก็ไม่ต้องพูดกันต่อ ทั้งๆ ที่ประเทศที่ประชาชนอ่านหนังสือกันมากๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ เป็นคนที่มีความรู้ มีคุณภาพ และมีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าคนในประเทศที่คนอ่านหนังสือน้อย

              การลงทุนกับหนังสือนั้น เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะคนที่อ่านหนังสือจะเป็นคนที่มีความรู้ มีความคิด มีวิจารณญาณและมีจินตนาการ อันเป็นปัจจัยสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ และคนที่อ่านหนังสือจะนำพาความเจริญมาสู่ตนเองสังคม และประเทศชาติ ในที่สุด

              เพื่อเข้ากับบรรยากาศงานหนังสือระดับชาติ ท้ายคอลัมน์วันนี้ ขอแนะนำหนังสือน่าอ่านหลายเล่มหน่อยนะครับ

              เล่มแรก คือ “หมอผีเอ็กซอซิสต์” โดย “พิณ ผาคอ” งานแปลระดับคลาสสิก ที่จัดพิมพ์เนื่องในวาระฉลอง 40 ปี “ดิ เอ๊กซอซิสต์” (สนพ.โมโนโพเอท/380 บาท) “อีโบลา โซนนรกเดือด” ของ สุวิทย์ ขาวปลอด นักแปลรุ่นเดอะ เป็นเรื่องราวของโรคร้ายที่เข้ากับยุคสมัย (สนพ.วรรณวิภา/250 บาท) “เสียงแห่งขุนเขา” ของ ยาสึนารึ คาวาบาตะ นักเขียนญี่ปุ่นเจ้าของรางวัลโนเบล สำนวนแปลของนักแปลระดับปรมาจารย์ “อมราวดี” (สนพ.นาคร/250 บาท) และ “รอยทางเจริญธรรม” จัดพิมพ์ในโอกาส 101 ปี ชาตกาลสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประมวลภาพและเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนและศาสนสถานใน จ.กาญจนบุรี โดย สมปอง ดวงไสว และคณะ (สำนักศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี/160 บาท)