
ปรีดิยาธรเร่งแก้จุดอ่อน-กระตุ้นภายใน
เปิดโรดแม็พขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปรีดิยาธร เร่งแก้จุดอ่อน-กระตุ้นภายในให้เข้มแข็ง
ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของรัฐบาลภายใต้การบริหารงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แนวนโยบายในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้จะเป็นอย่างไร ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผู้บริหารเครือเนชั่น นำโดย นายสุทธิชัย หยุ่น ประธานเครือเนชั่น, นายเทพชัย หย่อง บรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่น และน.ส.ดวงกมล โชตะนา กรรมการผู้อำนวยการเนชั่นเครือเนชั่น พร้อมด้วยบรรณาธิการจากสื่อเครือเนชั่น
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญในการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจ คือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ เพื่อรองรับเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มถดถอย การผลักดันนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล และแก้ปัญหาในส่วนที่เป็นจุดอ่อน เช่น การปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศ และการปรับโครงสร้างภาษี เป็นต้น
เป้าหมายแรกคือ การทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนอยู่ตลอดเวลา เพื่อรองรับเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัว จึงต้องดูแลเศรษฐกิจภายในให้เข้มแข็ง ซึ่งก็คือการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ จึงเป็นที่มาของการออกมาตรการต่างๆ แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจจะต้องทำต่อเนื่อง เดินหน้าให้ขับเคลื่อนทุกไตรมาส เพื่อจีดีพีจะได้เติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมานั้น จำเป็นต้องเริ่มแบบก้าวกระโดด เพราะ 6 เดือนแรกที่ผ่านมา ไทยไม่มีการลงทุนเกิดขึ้นเลย จึงเริ่มจากมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย คือกลุ่มชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท รายละไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท รวมทั้งการจ่ายเงินช่วยเหลือชาวสวนยางรายย่อย ไร่ละ 1,000 บาท รายละไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท เช่นกัน ตลอดจนการกระตุ้นการลงทุนภาครัฐ เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดการสร้างงานเป็นหลัก ในต่างจังหวัด ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเซ็นสัญญากันได้ประมาณเดือนธันวาคม แต่ผลก็จะเกิดขึ้นทันที
นอกจากนี้จะปรับแผนการลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้าในเมือง และรถไฟชานเมืองให้เร็วขึ้น โดยมีแผนดำเนินการอยู่แล้ว และจะดึงเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน ซึ่งทาง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กำลังพิจารณาในเรื่องนี้ โดยข้อดีของการก่อสร้างให้เร็วขึ้น คือ เพื่อปิดประตูสำหรับผู้อื่นที่จะเข้ามาหาประโยชน์จากโครงการภายหลังรัฐบาลชุดปัจจุบัน อีกทั้งคนในเมืองจะได้ใช้บริการเร็วขึ้น และยังสามารถกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนให้ตื่นตัวได้จริง
เป้าหมายถัดมาคือ การวางรากฐานนโยบาย "ดิจิทัล อีโคโนมี" ที่จะต้องประกาศแผนให้ชัดเจนเพื่อให้รัฐบาลชุดถัดๆ ไปเข้ามาแล้วจะสานต่อนโยบายนี้
"เรื่องดิจิทัล อีโคโนมี นับเป็นเรื่องยากที่สุด เพราะผมไม่เก่งในเรื่องนี้ แต่ได้ 5 อรหันต์ด้านไอทีเข้ามาร่วมผลักดัน ได้แก่ นายโกศล เพ็ชร์สุวรรณ์, นายสิทธิชัย โภไคยอุดม, นายไพรัช ธัชยพงษ์, นายมนู อรดีดลเชษฐ์ และนายทวีศักดิ์ กออนันตกูล ซึ่งได้หยิบยกเหตุผลเพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีนโยบายนี้ เพราะว่า 1.แม้ประเทศไทยจะมีกระทรวงไอซีที แต่ก็ไม่มีอำนาจเข้ามาสั่งการองค์กรอิสระต่างๆ ได้ 2.ประเทศไทยยังไม่มี เนชั่นแนล บรอดแบนด์ ที่เป็นส่วนกลางของชาติที่ประชาชนจะใช้ได้ และ 3.ความสามารถในการต่อสู้กับบรรดาแฮ็กเกอร์ของไทยค่อนข้างต่ำ ขณะที่ต่างประเทศเขารวมกันเพื่อสร้างพลังในการตรวจสอบ ซึ่งได้ผลจริง"
ดังนั้นจุดสำคัญของไทยคือ ต้องรวมพลังกัน โดยต้องมี เนชั่นแนล ดิจิทัล อีโคโนมี คือมีคณะกรรมการระดับชาติที่นายกรัฐมนตรีจะต้องนั่งหัวโต๊ะ และวางนโยบายด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอีก 5-6 นโยบาย จากนั้นต้องมีคนที่จะไปผลักดันให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทำตาม รวมทั้งเอกชน จึงต้องให้อำนาจแก่กระทรวงไอซีที ซึ่งขอให้กฎหมายผ่านภายในสิ้นปีนี้ เพื่อจะมีเวลาทำงานได้ 1 ปีเต็ม ที่อย่างน้อยเรื่อง เนชั่นแนล บรอดแบนด์ จะต้องขยับ และวางรากฐาน ส่วนที่จะยากกว่าก็คือ แผนจากเอกชนที่เขาจะบอกเราว่าต้องการอะไร และภาครัฐจะสนับสนุนภาคเอกชนได้อย่างไร
อีกเป้าหมายหนึ่งคือ การแก้ไขส่วนที่เป็น "จุดอ่อน" เช่น การปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน จะต้องทำด้วยความนิ่มนวล และทำไปหลายจังหวะจนถึงสิ้นปีหน้า แต่ก็ไม่ใช่แค่เรื่องราคาอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีเรื่องต้องปรับการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพอีกมากด้วย
ส่วนการปรับโครงสร้างภาษี รวมถึงการออก พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้ง พ.ร.บ.ภาษีมรดกนั้น จะดำเนินการอย่างแน่นอน โดยจะเป็นไปอย่างเหมาะสมและทุกฝ่ายยอมรับได้ ขณะที่ภาษีมูลค่าเพิ่ม การพิจารณาจะขึ้นอยู่กับว่ามีความจำเป็นหรือไม่ และหากขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว จะมีวัตถุประสงค์ในการใช้เงินอย่างไร แต่ยังไม่คิดเรื่องนี้ เพราะเห็นว่าตราบใดที่หนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ในระดับต่ำกว่า 50% ก็ยังไม่จำเป็นต้องคิด
นอกนั้นยังมีอีกแพ็กเกจใหญ่เกี่ยวกับเรื่องภาษี เพื่อจูงใจให้นานาชาติเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ในไทย เพราะต้องการสร้างให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าของภูมิภาค ซึ่งจะจัดการเรื่องภาษีให้เทียบเท่ากับสิงคโปร์ โดยไทยมีศักยภาพมากพอ โดยเฉพาะการเป็นฐานการผลิตสินค้าเพื่อการค้ามากกว่าประเทศในอาเซียนอื่นๆ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรหลายชนิดที่เป็นที่ 1 ในโลก เช่น ยาง ข้าว รวมไปถึง น้ำตาล มันสำปะหลัง สับปะรดกระป๋อง และอาหารทะเลกระป๋อง ขณะเดียวกันในส่วนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จากนี้ไปจะไม่ได้มีหน้าที่ดึงดูการลงทุนเข้ามาในประเทศอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะเป็นการนำพาผู้ประกอบการไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นด้วย
"เชื่อว่าภายใน 1 ปีนี้ น่าจะพอเพียง เพื่อดำเนินการในเรื่องต่างๆ นี้ ส่วนปีหน้าคาดว่าจีดีพีจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 4% ได้อย่างสบายๆ เพราะในปีนี้ถือว่ามีฐานที่ค่อนข้างต่ำ เพราะงบประมาณลงทุนไม่ออก แต่ปีหน้าจะออกมาเต็มที่แน่นอน และเราต้องคอยผลักดันออกมาเป็นจังหวะๆ"
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ทั้งชาวนา และชาวสวนยาง ว่า ใช้เงินในส่วนนี้รวมกันประมาณ 5 หมื่นล้านบาท โดยยืนยันว่าไม่ใช่นโยบายประชานิยม เพราะไม่ได้ต้องการคะแนนเสียงจากประชาชน แต่เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งในส่วนตนติดตามเรื่องข้าวมาตลอด จึงต้องการให้เห็นว่า วิธีการช่วยชาวนาโดยไม่ต้องให้ใครมาเกาะหลังกินนั้นมีอยู่หลายวิธี และข้อดีของวิธีการนี้คือ จะไม่เกิดการคอร์รัปชั่นอย่างแน่นอน และการช่วยเหลือก็สามารถเผื่อแผ่ไปถึงทุกครัวเรือน ตรงถึงมือครัวเรือนอย่างทั่วถึง ต่างจากโครงการจำนำข้าวที่ชาวนาได้รับประโยชน์จะมีเพียง 1.6 ล้านครัวเรือน เท่านั้น และเป็นรายใหญ่ที่มีพื้นที่ 20 ไร่ขึ้นไป
สำหรับการขึ้นทะเบียนชาวนานั้น มีการทำต่อเนื่องมาถึง 4 ปีแล้ว และแต่ละปีสามารถมีตัวเลขมายืนยันได้ว่า ชาวนาที่จะได้รับความช่วยเหลือเป็นชาวนาผู้ปลูกข้าวที่แท้จริง โดยวันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม 2557 นี้ เงินลอตแรกจะถึงมือชาวนาจำนวน 2.9 ล้านราย ซึ่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีการขึ้นทะเบียนมาต่อเนื่องอยู่แล้ว และจะมีกลุ่มที่ 2 จำนวนอีกประมาณ 5-6 แสนราย เป็นกลุ่มที่ต้องตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมและมาขึ้นทะเบียนในภายหลัง คาดว่าจะได้รับเงินหลังจากนั้นอีกราว 20 วัน
ส่วนการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวนั้น ยังไม่สามารถดำเนินการปิดบัญชีได้ เนื่องจากต้องรอผลการตรวจสอบสต็อกข้าวให้แล้วเสร็จก่อน จึงจะดำเนินการได้ เพราะต้องใช้ตัวเลขจริงมายืนยัน อย่างไรก็ตาม โครงการจำนำข้าวนั้น ถือเป็นนโยบายเดียวของรัฐบาลที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ ซึ่งอาจจะสูงที่สุดในโลกก็ว่าได้ เบื้องต้นคาดว่าน่าจะขาดทุนสูงถึง 8-9 แสนล้านบาท เป็นการขาดทุนจากโครงการจำนำในพืชทุกชนิด ที่ส่วนใหญ่เป็นข้าวก่อนปี 2553 จำนวน 2 แสนล้านบาท ส่วนโครงการจำนำปี 2554/2555 และปี 2555/2556 เบื้องต้นขาดทุนอีก 5 แสนล้านบาท ยังไม่นับรวมโครงการปี 2556/2557 และยังไม่รวมผลจากการตรวจสอบสต็อกข้าวที่ยังไม่แล้วเสร็จอีก
อย่างไรก็ตาม การชำระหนี้โครงการจำนำ การจะใช้วิธีเดิมคือ ให้ ธ.ก.ส.ถือหนี้ไว้และรัฐบาลตั้งงบประมาณผ่อนชำระให้ใน 5 ปีนั้น คงเป็นไปได้ยาก เพราะรัฐบาลจะไม่มีงบประมาณพอเพื่อมาใช้ในการลงทุน ดังนั้นจึงมีแนวคิดที่จะออกพันธบัตรออมทรัพย์ เหมือนการออกพันธบัตรช่วยชาติที่เคยทำมาก่อนหน้า โดยมุ่งไปที่ประชาชนผู้ออมก็จะต้องได้ประโยชน์เป็นหลัก
.............................................
(หมายเหตุ : เปิดโรดแม็พขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ‘ปรีดิยาธร’ เร่งแก้‘จุดอ่อน-กระตุ้นภายในให้เข้มแข็ง’ )



