
ดึงชาวบ้านป้องไฟใต้สู่ทุ่งยางแดงโมเดล
ภาณุ อุทัยรัตน์กางแผนมั่นคง ดึงชาวบ้านป้องไฟใต้ สู่ทุ่งยางแดงโมเดล : ปัญญา ทิ้วสังวาลย์รายงาน
ปัญหาไฟใต้ที่ถูกสะสมมานานหลายสิบปี ถูกบรรจุเข้ามาเป็น “วาระแห่งชาติ” ในยุคของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ให้ความสำคัญไม่แพ้รัฐบาลก่อนหน้านี้ ซึ่งการขับเคลื่อนครั้งนี้ จะมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นั่งเป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.) และเป็นผู้ที่เข้ามาควบคุมดูแลงานศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ตามโครงสร้างการบริหารจัดการปัญหาภาคใต้ของรัฐบาล
นายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวกับเครือเนชั่น ถึงการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาไฟใต้ ว่า หลังจาก คสช.เข้ามาบริหารประเทศในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา มีงานที่เห็นได้ชัดเจนในเรื่องของสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ดีขึ้น เราไม่ได้เน้นในเรื่องของสถิติข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่เน้นในเรื่องความร่วมมือของประชาชนที่ร่วมกันแจ้งเบาะแส หรือร่วมกันระงับเหตุความรุนแรงในพื้นที่ รวมถึงการติดตามคนแปลกหน้า หรือการแจ้งเบาะแสในการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม ที่สำคัญการแจ้งเบาะแสการพบวัตถุต้องสงสัยจนนำไปสู่การเก็บกู้ระเบิดได้สำเร็จหลายครั้ง
“ที่ผ่านมาชาวบ้านตื่นตัวมากในเรื่องการช่วยกันเป็นหูเป็นตาในการดูแลรักษาความปลอดภัย รวมถึงการเฝ้าระวังตัวเอง และให้ความร่วมมือทางราชการในเชิงรุกเป็นอย่างดี ทุกพื้นที่ทางราชการเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาได้ ตรงนี้ถือว่า แกนนำหลักคือกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ที่เข้ามาร่วมมือรวมพลังของประชาชนในการเฝ้าระวังในพื้นที่ต่างๆ มากขึ้น ทำให้ 4 เดือนที่ผ่านมา การทำงานแก้ไขปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ค่อนข้างได้ผลเป็นอย่างมาก”
นายภาณุ กล่าวว่า นอกจากนี้โครงการพัฒนาในด้านต่างๆ ตามแผนพัฒนาเพื่อความมั่นคงระหว่างกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กับ ศอ.บต. โดยใช้เงินก้อนแรกในรอบ 4 เดือน ที่ผ่านมา จำนวน 106 ล้านบาท ใน 11 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่ตอบสนองในเรื่องการดูแลรักษาความปลอดภัย การสร้างความเข้าใจกับประชาชน รวมถึงการเสริมเรื่องอุปกรณ์ในการดูแลรักษาความปลอดภัย การเพิ่มแสงสว่าง การเพิ่มกล้องวงจรปิด หรือการแก้ไขปัญหายาเสพติดที่ถือเป็นภัยแทรกซ้อนที่เราจะต้องเร่งดำเนินการให้หมดไปในพื้นที่
นายภาณุ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีการขับเคลื่อนศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ ?(ศปก.อำเภอ) ที่มีนายอำเภอเป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมกันฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายทหาร ที่ปฏิบัติงานอยู่ในหน่วยเฉพาะกิจ เลข 2 ตัว ซึ่งถือว่ามีเอกภาพในส่วนของแผนปฏิบัติการ นอกจากนี้ยังให้ ศปก.อำเภอมีการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ และแผนความมั่นคง
นายภาณุ กล่าวต่อว่า นายอำเภอจะสวมหมวก 2 ใบ คือ 1.ในฐานะบริหารราชการแผ่นดิน และ 2.ในฐานะการบริหารงานร่วมกับ กอ.รมน. ในฐานะ ศปก.อำเภอ ทั้งนี้ การปรับปรุงโครงสร้างในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ 1.ระดับนโยบายที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน 2.ระดับกลาง จะมี คปต.เป็นผู้ดำเนินการ โดยในยุคของ คสช.จะมี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธาน คปต. เมื่อมีรัฐบาลแล้วได้มอบให้ พล.อ.ประวิตร มาทำหน้าที่แทน และมี นายอนุสิษฐ คุณากร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทำหน้าที่เลขาธิการ และ 3.ระดับฝ่ายปฏิบัติการ จะมี พล.ท.ปราการ ชลยุทธ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เจ้าภาพในการขับเคลื่อน โดยจะมีการแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนของ กอ.รมน. ส่วนของ ศอ.บต. และ กระทรวง ทบวง กรม เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการ
“ตอนนี้การทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายมีเอกภาพในการทำงาน โดยมีแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นเจ้าภาพหลัก และมีงานพัฒนาที่ขึ้นตรงกับแม่ทัพภาคที่ 4 คือ ศอ.บต.ส่วนหน้า และงานในส่วนของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และกระทรวง ทบวง กรม ที่ขึ้นอยู่กับแม่ทัพภาคที่ 4 ด้วยกัน สำหรับงบประมาณในปี 2558 จำนวน 25,000 ล้านบาท จะเป็นงานของ ศอ.บต.จำนวน 7,200 ล้านบาท กอ.รมน.จำนวน 8,000 กว่าล้านบาท และงานของกระทรวง ทบวง กรม อีก 10,000 กว่าล้านบาท ซึ่งทั้ง 66 หน่วยงาน มีการตั้งงบประมาณไว้ใน 15 กระทรวง ซึ่งงานเร่งด่วนคือ การบูรณาการแผนทั้ง 3 ส่วน คือ แผนงานของ กอ.รมน. แผนงานของ ศอ.บต. และแผนงานของกระทรวง ทบวง กรม ให้ทำใน 3 เดือนแรก คือ งบประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ การทำงานหลักคือ การนำเอาแผนชุมชนที่นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายเอาไว้”
นายภาณุ กล่าวต่ออีกว่า แผนชุมชนที่ ศปก.อำเภอได้ระดมความคิดเห็นประชาชนในปี 2557 และมาปฏิบัติการในปี 2558 โดยบูรณาการตามแผนค่อนข้างลงตัวพอสมควร ว่า 3 เดือน ในการใช้งบประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์จากงบประมาณปี 2558 ทั้งนี้ เมื่องานเริ่มมีเอกภาพและประสิทธิภาพงานแก้ไขปัญหาภาคใต้ก็จะขับเคลื่อนไปได้ด้วยเร็ว
นายภาณุ กล่าวด้วยว่า กรณีของทุ่งยางแดงโมเดล เกิดขึ้นจากการเผาโรงเรียน ทั้งๆ ที่เหตุการณ์ดังกล่าวห่างหายไปนาน แต่การเผาโรงเรียนครั้งนี้แตกต่างจากการเผาโรงเรียนที่ผ่านมา ประการแรก มีการแจ้งเตือนไปยังชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ก่อนเกิดเหตุ 1-2 วัน ในการช่วยดูแลพื้นที่ให้เต็มที่ เนื่องจากพบการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อเหตุ กลุ่มผู้ก่อเหตุมีเป้าหมายที่จะเผาโรงเรียน 14 แห่ง แต่ก่อเหตุได้เพียง 6 แห่ง อีก 8 แห่ง สามารถดูแลได้เรียบร้อย ทั้งนี้ เมื่อ 6 โรงเรียนที่เสียหายไปแล้ว ก็จะต้องมาดำเนินการใหม่ แต่ปฏิกิริยาของประชาชนที่เกิดขึ้นเสียดาย และรู้ว่าตัวเองผิดพลาดในการดูแล
"6 โรงเรียนที่ถูกเผาเห็นจุดอ่อนที่ชัดเจน คือ ชรบ.ไม่ได้อยู่ตลอด เที่ยงคืนก็กลับบ้าน และเกิดเหตุตอนตีสอง นอกจากนี้การระมัดระวังยังไม่ถี่ถ้วน จนทำให้กลุ่มก่อความไม่สงบเข้าไปในพื้นที่ด้านหลังและทำการเผาโรงเรียนทันที การดูแลไม่ครอบคลุมทั้งหมด รวมถึงคนที่มาก่อเหตุปลอมตัวเป็นทหาร คนที่ดูแลความปลอดภัยก็นึกว่าเจ้าหน้าที่จะมาตรวจเวรก็เปิดประตูรับ เมื่อเห็นจุดอ่อนเห็นชัดเจนแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ จะทำอย่างไรให้ประชาชนมีประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังดูแลมากขึ้น จึงเกิดทุ่งยางแดงโมเดลขึ้น เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมทั้งหมด”
นายภาณุ กล่าวว่า ทุ่งยางแดงโมเดลคือการศึกษาจุดอ่อนของกำลังภาคประชาชนที่จะดูแลสถานที่ราชการ ดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ของตัวเอง โดยพบว่า 1.การทำงานยังไม่เต็มที่ ยังขาดการประกอบกำลังเพื่อที่จะซ้อมแผนการเผชิญเหตุ ดังนั้นจึงต้องมีการประกอบกำลังหรือการฝึกเพื่อระมัดระวัง และเดินหน้ากลยุทธ์ในการเฝ้าระวัง ซึ่งถือว่าเป็นเทคนิค 2.วัสดุอุปกรณ์เพื่อให้ได้รับความปลอดภัยทั้งเรื่องการแจ้งเหตุ ที่ผ่านไม่มีสัญญาณแจ้งเตือนภัย เพื่อบอกให้คนภายนอกได้รู้ว่ากำลังเกิดเหตุ และ 3.การข่าว จำเป็นต้องเป็นหูเป็นตามากขึ้น การแบ่งความรับผิดชอบจะต้องชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องเวรยาม ถ้าประชาชนมีการฝึกหรือสร้างความเข้มแข็งในการอยู่เวรยาม เชื่อว่าการที่กลุ่มก่อความไม่สงบจะเข้ามาทำได้ยาก
นายภาณุ กล่าวอีกว่า ทุ่งยางแดงโมเดล จะทำให้เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน โดยมีแม่ทัพภาคที่ 4 นั่งหัวโต๊ะในการดำเนินการ ศอ.บต.และจังหวัดจะเป็นหน่วยสนับสนุน เราติดสัญญาณเตือนภัยภายในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ ในเขตโรงเรียนทุ่งยางแดง และในพื้นที่ใกล้เคียงอีก 100 โรงเรียน ที่จะต้องติด ส่วนกล้องวงจรปิดทางกระทรวงศึกษาธิการเตรียมการไว้แล้ว โดยจะมาติดในพื้นที่โรงเรียนล่อแหลม วิทยุสื่อสารสำหรับ ชรบ.ก็มีอยู่แล้ว โดยเอามาจากอำเภอพื้นที่ปลอดภัยมาไว้ในพื้นที่ทุ่งยางแดง นอกจากนี้การดำเนินการทุกอย่างจะต้องขยายผลไปในทุกพื้นที่เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัย โดยจะดำเนินการทั้ง 3 จังหวัด แต่ขณะนี้จะเน้นในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ล่อแหลมก่อน โดยจะให้ กอ.รมน.เป็นตัวกำหนดในพื้นที่ คิดว่า 2 เดือนแรก โรงเรียน 100 แห่ง ศอ.บต.สามารถสนับสนุนได้ เนื่องจากมีเงินสันติธรรมอยู่
"คนในพื้นที่จะต้องรับรู้ว่า รัฐบาลใช้วิธีสันติวิถี ไม่ได้เอาอาวุธมาฆ่ากัน คนที่มีความเห็นต่างก็คนไทย จะทำอย่างไรทำให้คนในหมู่บ้านรู้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมันสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านอย่างไร คนสูญเสียอาจจะไม่ใช่คนในครอบครัวเรา แต่เป็นคนที่เรารู้จัก หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ วันหนึ่งอาจจะเป็นคนในครอบครัว หรือตัวเราเองก็ได้ จึงต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหา ผมเชื่อว่า ทุกคนในหมู่บ้านตอบได้ว่า ใครเป็นผู้ก่อเหตุ ถ้าไม่ใช่คนในหมู่บ้านก็ต้องป้องกันไม่ให้คนนอกมาก่อเหตุในหมู่บ้าน หรือถ้าเป็นคนในหมู่บ้านก็ต้องสามารถระบุได้" นายภาณุ กล่าว
.............................................
(หมายเหตุ : ‘ภาณุ อุทัยรัตน์’กางแผนมั่นคง ดึงชาวบ้านป้องไฟใต้ สู่ทุ่งยางแดงโมเดล : ปัญญา ทิ้วสังวาลย์รายงาน)



