ข่าว

พัฒนาชีวิตคนชายแดน สกัดยาเสพติดเข้าไทย

พัฒนาชีวิตคนชายแดน สกัดยาเสพติดเข้าไทย

19 ต.ค. 2557

พัฒนาชีวิตคนชายแดน สกัดยาเสพติดเข้าไทย : โดย...กมลชนก ทีฆะกุล

 
                         เมื่อปี 2544 มีพื้นที่ปลูกฝิ่นมากถึง 6 แสนไร่ ระยะหลังลดลงมาเหลือราว 3 แสนไร่ เป็นผลจากนโยบายแก้ปัญหายาเสพติดและพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิต
 
 
                         เป็นเวลากว่า 50 ปี ที่พื้นที่ชายแดนทางภาคเหนือของไทย ซึ่งเป็นรอยต่อกับเมียนมาร์ ถูกกองกำลังติดอาวุธชนกลุ่มน้อยยึดครองพื้นที่ ใช้เป็นแหล่งผลิตยาเสพติดมาอย่างต่อเนื่อง โดยกองกำลังติดอาวุธเหล่านี้มักอาศัยความด้อยโอกาสของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนเหล่านี้เอื้ออำนวยในการผลิตและลำเลียงยาเสพติดจากแหล่งผลิตสู่ตลาดโลก
 
                         ทางการไทยและเมียนมาร์ มีความพยายามในการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดบริเวณตะเข็บชายแดนของสองประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ร่วมกันสนับสนุนให้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ เข้าไปพัฒนาพื้นที่เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนใน 4 ชนเผ่า คือ อาข่า ลาหู่ ไทยใหญ่ และ ว้า จำนวน 13,156 คน ใน 2,466 ครัวเรือน ซึ่งมีพื้นที่ปฏิบัติงานครอบคลุมพื้นที่กว่า 153,000 ไร่ ใน จ.ท่าขี้เหล็ก และ จ.เมืองสาด รัฐฉาน ภายใต้ชื่อโครงการพัฒนาทางเลือกเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ยั่งยืนไทย-เมียนมาร์ โดยกำหนดระยะเวลาจัดทำโครงการไว้ 6 ปี โดยเริ่มลงนามความร่วมมือมาตั้งแต่ปี 2555 และเริ่มปฏิบัติงานในพื้นที่มาตั้งแต่ต้นปี 2556 
 
                         โครงการดังกล่าวได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลไทยผ่านสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. จำนวน 350 ล้านบาท เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ประชาชนกลุ่มนี้โดยการสร้างโอกาส สร้างอาชีพ ส่งเสริมสุขภาพ สร้างโอกาสทางการศึกษา เพื่อยับยั้งการเข้าไปมีส่วนร่วมกับขบวนการยาเสพติดในพื้นที่ 
 
                         ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณตะเข็บชายแดนในฝั่งเมียนมาร์ยังมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี ขาดโอกาส ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทำให้มีโอกาสเสี่ยงที่จะเข้าไปพัวพันกับเรื่องผิดกฎหมาย
 
                         “ผู้ที่อาศัยอยู่แนวชายแดนบริเวณนี้ยังด้อยโอกาส พวกเขามีทางเลือกไม่มากนัก จึงเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอาชญากรรม ทั้งตัดไม้ทำลายป่า ค้ายาเสพติด และค้าประเวณี หากต้องการแก้ปัญหานี้ให้ได้แบบเบ็ดเสร็จวิธีการคือต้องสร้างโอกาสให้แก่พวกเขา โดยส่งเสริมให้ทำการเกษตร ให้เขาปลูกพืชที่มีรายได้ดีกว่าการปลูกฝิ่น มีการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อให้เขาทำการเกษตรได้ ส่งเสริมให้มีโรงพยาบาลมีหมอ มีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เพื่อยกระดับการเข้าถึงการรักษาโรค สร้างโรงเรียนส่งเสริมให้มีครูเพื่อให้เยาวชนมีความรู้ เพื่อไม่ให้เขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และหากสามารถแก้ปัญหายาเสพติดบริเวณนี้ได้ก็จะช่วยป้องกันหรือลดปริมาณยาเสพติดที่ทะลักเข้าประเทศไทยได้" ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าว
 
                         เดิมพื้นที่เมืองสาด และท่าขี้เหล็ก เป็นพื้นที่หนึ่งที่มีปัญหาการปลูกฝิ่น จึงมีการส่งเสริมให้คนในพื้นที่เปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นทดแทน โดยมีการพัฒนาแหล่งน้ำให้เพียงพอต่อการเกษตรตามศักยภาพแหล่งน้ำทั้งหมดในพื้นที่ มีการสร้างฝาย สร้างระบบส่งน้ำ ถังเก็บน้ำ อ่างเก็บน้ำ และระบบกรองน้ำในพื้นที่ไว้หลายแห่ง มีการสร้างฝายเพื่อการเกษตร รวมถึงระบบส่งน้ำ เพื่อให้เพียงพอต่อการเพาะปลูก มีการตั้งกองทุนเมล็ดพันธุ์ กล้าไม้ผล ไม้ป่าเศรษฐกิจ ส่งเสริมให้มีการทำปศุสัตว์สร้างรายได้ ทำให้ปัจจุบันพื้นที่ปลูกฝิ่นในบริเวณนี้ทยอยหมดไป
 
                         "สมัยก่อนคนในหมู่บ้านนิยมปลูกฝิ่น เพราะปลูกพืชชนิดอื่นแล้วมีรายได้ไม่เพียงพอ แต่ตอนนี้ฝิ่นไม่มีแล้ว เพราะพื้นที่พัฒนาขึ้น" บูเซอ เด็กสาวชาวอาข่าวัย 16 ปี แห่งบ้านผาฮี้บน หมู่บ้านเล็กใน จ.ท่าขี้เหล็ก ให้ข้อมูล
 
                         เด็กสาวรายนี้บอกด้วยว่า ในอดีตความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นทำให้คนในหมู่บ้านต้องปลูกฝิ่นเพราะต้องการมีรายได้ แต่ขณะนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะมีการส่งเสริมให้ปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นทดแทน มีการส่งเสริมให้เลี้ยงสัตว์สร้างรายได้เพิ่ม มีการตั้งกองทุนเมล็ดพันธุ์ และมีตลาดรองรับพืชผลทางการเกษตรนี้ ส่วนปัญหาเรื่องสุขภาพที่ก่อนหน้านี้ในพื้นที่ชายแดนมีโรคมาลาเรีย และวัณโรคระบาด ขณะนี้มีน้อยมากเพราะมีแพทย์จากประเทศไทยเข้าไปช่วยเหลืออยู่เป็นประจำ มีการให้ความรู้แก่คนในพื้นที่ มีการอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขให้ ส่งผลให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีขึ้น 
 
                         มีความคาดหวังว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมาร์ ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงยาเสพติดจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยสกัดกั้นยาเสพติดที่จะทะลักเข้าไทยได้อีกทาง 
 
                         "พื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมาร์ เป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการลักลอบลำเลียงยาเสพติด การปราบปรามอย่างเดียวคงจะแก้ปัญหายาเสพติดได้ยาก เนื่องจากพื้นฐานของผู้คนที่อาศัยอยู่แนวตะเข็บชายแดน ยังมีความยากจน จึงต้องอาศัยการพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ ระยะแรกพื้นที่มีปัญหา เรื่องเศรษฐกิจ ความยากจน สุขภาพ การศึกษา แต่เมื่อโครงการเข้ามาปรับเปลี่ยน เช่น ปลูกข้าว การศึกษา อนามัย ประชาชนมีรายได้เพิ่มมากขึ้น จึงคิดว่าน่าจะเป็นหนทางที่ดีในการแก้ปัญหายาเสพติด" นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต เลขาธิการ ป.ป.ส.กล่าว
 
                         สอดคล้องกับ พ.ต.อ.ซอ ลิน ตุน เจ้าหน้าที่ระดับสูง ป.ป.ส.เมียนมาร์ ยอมรับว่า ความร่วมมือกันระหว่างไทยและเมียนมาร์ในการสนับสนุนให้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เข้ามาทำโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้แนวชายแดน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและคาดหวังว่าจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหายาเสพติดของสองประเทศ
 
                          “เมียนมาร์มีแผนที่จะแก้ปัญหายาเสพติดอย่างต่อเนื่อง โดยจะต้องลดพื้นที่ปลูกฝิ่นให้ได้โดยเร็ว โดยเมื่อปี 2544 มีพื้นที่ปลูกฝิ่นมากถึง 6 แสนไร่ ระยะหลังลดลงมาเหลือราว 3 แสนไร่ เป็นผลมาจากนโยบายแก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งเมียนมาร์จะดำเนินการต่อไป พร้อมกับการพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งด้านการศึกษา สุขภาพ อนามัย และการเกษตร” พ.ต.อ.ซอ ลิน ตุน กล่าว
 
 
 
 
 
 
-----------------------------
 
(พัฒนาชีวิตคนชายแดน สกัดยาเสพติดเข้าไทย : โดย...กมลชนก ทีฆะกุล)