ข่าว

ประยุทธ์โชว์ศักยภาพไทยศูนย์กลางจีน-อาเซียน

ประยุทธ์โชว์ศักยภาพไทยศูนย์กลางจีน-อาเซียน

18 ต.ค. 2557

ประยุทธ์โชว์ศักยภาพไทย ศูนย์กลางภูมิภาคจีน-อาเซียน : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน

              ไม่ได้นอกเหนือความคาดหมายเท่าใดนัก กับถ้อยแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในพิธีเปิดการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 10 อย่างเป็นทางการ ณ นครมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี หัวข้อ “การส่งเสริมความร่วมมือทางการเงินและเศรษฐกิจผ่านการเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างยุโรป-เอเชีย”

              ประเด็นที่ดูเหมือน พล.อ.ประยุทธ์ จะพูดถึงความสำคัญของไทยในการเชื่อมโยงระหว่างอาเซียนกับยุโรปก็คือ

              "การขยายความเชื่อมโยงระหว่างเอเชีย-ยุโรป ต้องอาศัยภาวะความเป็นผู้นำทางการเมือง ยึดมั่นพันธกิจระหว่างประเทศ รวมทั้งความรู้ความเชี่ยวชาญ ทั้งด้านทรัพยากรและการลงทุน"

              คำว่า "ความเป็นผู้นำทางการเมือง" นั่นแหละที่แสดงให้เห็นตัวตนของ พล.อ.ประยุทธ์ แม้จะไม่มีการกล่าวถึงประเทศไทย และผู้นำในปัจจุบัน แต่เมื่อเทียบกับชาติอื่นในภูมิภาคอาเซียนแล้ว "องค์ประกอบ" ดูจะเอื้อต่อประเทศไทยมากกว่า

              ยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์ พูดถึงยุทธศาสตร์การดำเนินการ 3 ด้านแล้ว ก็ดูจะยิ่งชัดเจนมากขึ้น เมื่อทิศทางที่ว่านั้น ประเทศไทยกำลังเดินไปในทิศทางนั้น

              ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มบทบาทความเป็นหุ้นส่วนกับเอเชีย สร้างระบบเศรษฐกิจที่เป็นหนึ่งเดียว มีการร่วมระดมทุน การร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคเอเชีย การถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ และเทคโนโลยี ซึ่งไทยเองก็มีโครงการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อพัฒนาการขนส่งสินค้า บริการและแรงงาน เพื่อเปิดตลาดการค้าใหม่ๆ รองรับประชาคมอาเซียนและความร่วมมือเอเชีย-ยุโรปในอนาคต พร้อมพัฒนายุทธศาสตร์เส้นทางการค้าใหม่ๆ

              การบริหารจัดการความเสี่ยง ที่อาจเกิดจากความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค โดยมีการพัฒนากระบวนการยุติธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคง เพื่อการพัฒนาและความร่วมมือที่ยั่งยืน

              และประการสุดท้าย การขยายความตกลงการค้าเสรีระหว่างเอเชียและยุโรป เช่นเดียวกับการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก โดยให้รัฐมนตรีเศรษฐกิจมีการหารือกัน

              ที่บอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ พูดไปนั้นหมายถึงประเทศไทย ก็เพราะปัจจุบันไทยพยายามแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของไทยว่า มีความเป็นศูนย์กลางของการขนส่งจากทางเหนือ คือจีน ไปยังฝั่งทะเลจีนใต้ อ่าวไทย หรือกระทั่งฝั่งอันดามัน

              การหารือระดับทวิภาคีระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ กับผู้นำจีน ก็ได้รับคำยืนยันจากผู้นำจีนว่า แม้สถานการณ์เปลี่ยน และความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนยังคงไม่เปลี่ยนแปลง และยังเห็นชอบในฐานะหุ้นส่วนความร่วมมือที่ดี นอกจากจะเชิญชวนนายกรัฐมนตรีไทยไปเยือนแล้ว ยังยืนยันว่า จีนยังคงสนใจที่จะทำรถไฟฟ้าความเร็วสูง

              แต่การดึงเอาพันธมิตรที่พร้อมจะลงทุนในระบบขนส่งนั้น ยังไม่เพียงพอ เมื่อจุดเชื่อมต่อทางด้านตะวันตกยังคงเป็นปัญหา สายสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับญี่ปุ่นจึงถูกนำมาใช้ และชักชวนมาร่วมทุนที่โครงการทวายในลักษณะ รัฐบาลไทย รัฐบาลญี่ปุ่น และรัฐบาลพม่า

              ก่อนเดินทางมาร่วมประชุมที่มิลาน พล.อ.ประยุทธ์เดินทางไปเยือนพม่าเป็นประเทศแรก และเจรจาถึงความร่วมมือดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว

              ขณะที่ชายแดนด้านตะวันออกก็ได้นำร่องไปโดย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร พูดคุยกับ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ยืนยันถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ

              การเจรจาระดับทวิภาคีระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ กับ สมเด็จฮุน เซน ที่มิลาน จึงเป็นการรับรองผลการเจรจาเบื้องต้นของ พล.อ.ธนะศักดิ์ โดยสมเด็จฮุน เซน และพล.อ.ประยุทธ์ ต่างเห็นพ้องกันว่า ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา จะไม่เป็นอุปสรรคต่อการค้า การลงทุน

              เช่นเดียวกับสิงคโปร์ ที่เชิญชวนให้ไทยร่วมทุนในการแปรรูปสินค้า นั่นก็คือ การเป็นหุ้นส่วนกับสิงคโปร์ที่ไม่มีสินค้า แต่มีความรู้และมีเครือข่ายในการกระจายสินค้า

              ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์เคยให้สัมภาษณ์ว่า จะมีการเจรจาระดับทวิภาคีกับชาติตะวันตกอย่างน้อย 2 ประเทศ คือ สวิตเซอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์ แต่จะมีชาติอื่นอีกหรือไม่ นั่นเป็นเรื่องที่จะต้องจับตามองกันต่อไป

              อย่างไรก็ตาม การพูดคุยกับทูตและนักธุรกิจไทยในยุโรปในค่ำคืนที่ 15 ตุลาคมนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่า นับจากนี้รัฐบาลไทยและ คสช.จะเดินไปสู่เป้าหมายคือ การเลือกตั้งทั่วไปเพื่อให้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ตามที่กำหนดเอาไว้เป็นโรดแม็พ แต่ในปัจจุบันก็ยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องมีกฎอัยการศึกต่อไป เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่เอื้ออำนวยให้ยกเลิก และบอกว่า ประเทศไทยติดกับดักคำว่า ประชาธิปไตย

              ทั้งนี้ สาเหตุที่ต้องเข้ามาบริหารประเทศนั้น ก็เพราะรัฐบาลชั่วคราวไม่สามารถทำงานได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า รัฐบาลนี้จะยึดติดกับเก้าอี้-ตำแหน่ง หากแต่พร้อมจะลาออกทุกเมื่อ หากประเทศสามารถเดินไปได้เอง

              ประเด็นสุดท้ายที่ พล.อ.ประยุทธ์ ชี้ให้คณะทูตและนักธุรกิจไทยในยุโรปเห็นความจำเป็นที่ทหารต้องเข้ามายึดอำนาจก็คือ โครงการรับจำนำข้าว ที่ระบุว่า หากปล่อยไปสัก 3 ปี ประเทศคงจะล้มละลายแน่ เฉพาะโครงการที่เกิดขึ้นนี้ ก็สร้างความเสียหาย 4-7 แสนล้านบาท เข้าไปแล้ว

              นี่คือสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ มุ่งหวังให้บรรดาทูตและนักธุรกิจไทยในยุโรปได้นำไปสื่อสารบอกต่อนักธุรกิจและรัฐบาลของประเทศนั้นๆ

              ทั้งหมดนั้นคือยุทธศาสตร์ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แสดงให้ประเทศในกลุ่มยุโรปได้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในทุกมิติ โดยเฉพาะการเป็นจุดสำคัญในการเชื่อมโยงของภูมิภาค อันหมายถึงการค้าและการลงทุนขนาดใหญที่จะตามมา โดยที่ไม่มีปัญหาความมั่นคงเป็นอุปสรรค

              และที่สำคัญรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งที่ยุโรปชิงชังกันนั้น มีกำหนดวันเวลาที่ค่อนข้างชัดเจนว่าจะไปเมื่อใด!

..............................

(หมายเหตุ : ‘ประยุทธ์’โชว์ศักยภาพไทย  ศูนย์กลางภูมิภาคจีน-อาเซียน : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน)