ข่าว

สี จิ้นผิง กับการฟื้นฟูแนวคิดขงจื๊อและหานเฟย

สี จิ้นผิง กับการฟื้นฟูแนวคิดขงจื๊อและหานเฟย

19 ต.ค. 2557

เปิดโลกวันอาทิตย์ : สี จิ้นผิง กับการฟื้นฟูแนวคิดขงจื๊อและหานเฟย : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 
                              เกือบ 2 ปีนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้นำจงหนานไห่รุ่นที่ 5 สี จิ้นผิง ได้สร้างความประหลาดใจให้แก่ลูกหลานมังกรและคนทั่วโลก ซึ่งแทบไม่เชื่อสายตาว่า ผู้นำที่กอปรด้วยลักษณะของผู้นำใจดี ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มตลอดเวลา แท้ที่จริงจะเป็นผู้นำที่เด็ดขาด ยึดมั่นในหลักนิติธรรม ใครทำผิดก็ต้องถูกลงโทษอย่างเด็ดขาดเยี่ยงเดียวกัน โดยเฉพาะในความผิดอุกฉกรรจ์ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่มีการเห็นแก่หน้าค่าตาว่าเป็นใครและยิ่งใหญ่ปานใดมาก่อน กระทั่ง โจว หย่งคัง อดีตประธานความมั่นคงภายในผู้ทรงอิทธิพลตัวจริง และป๋อ ซีไหล อดีตคู่ชิงผู้นำจงหนานไห่แข่งกับสี จิ้นผิง ต่างก็ประสบชะตากรรมเดียวกับข้าราชการชั้นผู้น้อยนับหมื่นนับแสนคน นั่นก็คือถูกจับเข้าซังเต ตามด้วยถูกปลดจากตำแหน่งในพรรค ซึ่งเท่ากับต้องโทษประหารชีวิตให้ตกตายทั้งเป็นนั่นเอง
 
                              ความเด็ดขาดเอาจริงเอาจังนี้ ทำให้ผู้สันทัดกรณีแดนมังกรหลายคนถึงกับงุนงงเดาทางไม่ออกว่า สี จิ้นผิง กำลังเดินตามรอยแนวทางของเหมา เจ๋อตุง หรือแนวทางปฏิรูปของคนโตตัวเล็ก เติ้ง เสี่ยวผิง กันแน่ หรือไม่เดินตามหลังใครเลย เพราะถึงแม้ปากจะอ้างคำสอนของเหมา เจ๋อตุง อยู่บ่อยๆ ระหว่างปราศรัยทางการเมือง แต่การกระทำของประธานาธิบดีสีกำลังตอกย้ำให้เห็นภาพชัดมากขึ้นทุกทีว่า เจ้าตัวกำลังย้อนยุคหลักปรัชญาการเมืองและการปกครองของอดีตไกลโพ้นถึง 5,000 ปี แล้วนำมาผสมผสานกับหลักการปกครองและการบริหารบ้านเมืองในปัจจุบัน กลายเป็นแนวคิดใหม่แบบสี จิ้นผิง  ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน
 
                              ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ เมื่อเร็วๆ นี้ สี จิ้นผิง ได้เตือนข้าราชการทุกคนไม่ว่าจะระดับล่างหรือระดับบนให้ถอยห่างจากความชั่วร้ายใหญ่ 2 ประการ นั่นก็คือ การทุจริตคอร์รัปชั่นและการเดินตามแนวทางตะวันตกในเรื่องของประชาธิปไตย โดยยกแนวคิดการปฏิรูปกฎหมายและการปกครองของ หานเฟย คุณชายแห่งรัฐหาน นักนิติธรรมที่โดดเด่นที่สุดในยุคจิ๋นซีฮ่องเต้ ปฐมจักรพรรดิของจีนที่รวมประเทศจีนได้สำเร็จเป็นครั้งแรกเมื่อกว่า 2,000 ปีมาแล้ว เจ้าของฉายาแมคเคียเวลีแห่งแดนมังกร ที่กล่าวว่า "ถ้าหากเจ้าแห่งรัฐยึดมั่นในหลักนิติธรรม รัฐก็จะเข้มแข็ง แต่ถ้าหากเจ้าแห่งรัฐไร้ซึ่งกลวิธี ผู้คนเบื้องล่างทุจริตคิดมิชอบ หากไม่รักษาตัวบทกฎหมาย แผ่นดินจะเกิดจลาจลวุ่นวาย” 
 
                              นอกจากนี้เมื่อเดือนที่แล้ว สี จิ้นผิง ก็ยังกล่าวระหว่างการประชุมเนื่องในวาระครบรอบ 2,564 ปี การเกิดของขงจื๊อ ว่า คำสอนของขงจื๊อล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ต่อรัฐบาลและผู้ปกครองที่ชาญฉลาด หลังจากเมื่อปลายปีที่แล้ว สี จิ้นผิง เดินทางไปยังบ้านเกิดของขงจื๊อ ที่มณฑลชานตง ซึ่งเท่ากับส่งสัญญาณให้เห็นว่า แดนมังกรต้องการจะกลับมาชิดชูวัฒนกรรมเก่าแก่ของประเทศอีกครั้งหนึ่ง
 
                              ทั้งหนังสือพิมพ์ประชาชนรายวัน กระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและผู้เชี่ยวชาญการเมืองจีนหลายคน ต่างตั้งข้อสังเกตว่า เป็นไปได้ที่ สี จิ้นผิง กำลังปลุกผีหลักปรัชญาทางการเมืองของขงจื๊อ ศาสดาแห่งลัทธิหยู หรือบัณฑิต ขึ้นมาใหม่ ซึ่งผสมผสานแนวทางรัฐศาสตร์กับแนวทางจริยศาสตร์เข้าด้วยกัน และมีการจัดลำดับความสัมพันธ์ระหว่างสถานะบุคคล แม้ว่า เหมา เจ๋อตุง จะเคยประณามว่าเป็นหลักการปกครองของสังคมยุคศักดินาก็ตาม 
 
                              นอกเหนือจากปัดฝุ่นหลักการปกครองของขงจื๊อแล้ว ผู้นำสูงสุดของจงหนานไห่ยังรื้อฟื้นปรัชญาคำสอนของปราชญ์เมธีเมิ่งจื๊อ รวมไปถึงแนวคิดปฏิรูปกฎหมายของซางเอียง มหาเสนาบดีของรัฐฉิน ก่อนยุคจิ๋นซีฮ่องเต้ และหานเฟย ซึ่งเป็น 2 นักปฏิรูปกฎหมายชื่อดังในยุคชุนชิวจ๋านกว๋อ หรือยุควสันตสารท-รณรัฐ หรือในช่วง 2 รัชสมัยก่อนรัชสมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้  
 
                              ซึ่งทั้ง 4 คนนี้ ไม่ว่าจะเป็น ขงขื๊อ เมิ่งจื๊อ ซางเอียง และหานเฟย ต่างมีความเหมือนอยู่ประการหนึ่ง นั่นก็คือ ต่างยึดมั่นในฝาเจีย หรือหลักนิติธรรม หรือกฎหมาย อย่างเคร่งครัด ภายใต้การรวมศูนย์อำนาจอยู่ในมือของผู้ครองแคว้นที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่ในมือ และจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและเท่าเทียมเพื่อจะผลักดันรัฐให้เข้มแข็ง
 
                              อย่างไรก็ดี ภายใต้กฎหมายโบราณนี้ ถ้าหากเจ้าชีวิตหรือผู้ครองรัฐทำผิดกฎหมายหรือไร้คุณธรรมก็จะต้องโทษอย่างเฉียบขาดเฉกเดียวกับสามัญชนที่ทำผิดกฎหมาย ส่วนใครที่ทำชอบก็จะมีการปูนบำเหน็จให้ ทั้งหมดนี้เพื่อให้บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อยและเข้มแข็งนั่นเอง
 
                              คงจะเป็นเพราะจับทางถูก เมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา พีเพิล เดลี่ หนังสือพิมพ์ประชาชนรายงานฉบับโพ้นทะเล จึงได้รวบรวมคมวาทะ 76 ชิ้นของสี จิ้นผิง ซึ่งล้วนแล้วแต่อ้างหลักคำสอนของปราชญ์เมธีในอดีต โดยเฉพาะขงจื๊อกับเมิ่งจื๊อ เพื่อเป็นแนวทางให้ลูกหลานมังกรได้ศึกษาแนวคิดจของสี จิ้นผิง ทางอ้อม
 
                              ออร์วิลล์ สเคลล์ ผู้อำนวยการศูนย์วิเทศสัมพันธ์สหรัฐ-จีนแห่งสมาคมเอเชีย โซไซตี้ในนิวยอร์ก ให้ความเห็นว่า เห็นได้ชัดว่า สี จิ้นผิง ต้องการฟื้นฟูการปกครองด้วยหลักนิติธรรมตามแบบฉบับจีนๆ ไม่ใช่หลักนิติธรรมแบบตะวันตก เพื่อจะกวาดล้างพรรคให้สะอาด และให้การกระจายอำนาจเป็นไปอย่างกว้างขวางมากขึ้น ซึ่งจะช่วยดึงประชาชนให้หวนกลับมาศรัทธาในพรรคมากขึ้นเหมือนในอดีต แต่นักวิชาการตะวันตกกลับตีความอย่างผิดๆ เพราะนำแนวคิดแบบตะวันตกที่เน้นเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนมาตีความหลักนิติธรรมของตะวันออกที่ให้ความสำคัญกับการปกครองบ้านเมืองให้สงบสุข
 
                              ขณะที่ คัง เสี่ยวกวง ศาสตราจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเหรินหมิน ชี้ว่า ปกติแล้วเวลาที่ สี จิ้นผิง ปราศรัยทางการเมือง มักจะอ้างวาทกรรมของเหมา เจ๋อตุง และมาร์กซิสต์-เลนินนิสต์ แต่เห็นได้ชัดว่า แนวคิดส่วนใหญ่ของสี จิ้งผิง มาจากอภิมหาปราชญ์โบราณมากกว่า เชื่อว่าการรื้อฟื้นคำสอนของปราชญ์และนักคิดโบราณมาใช้ใหม่ไม่ใช่แค่เพื่อจะสร้างความสงบเรียบร้อยขึ้นในแดนมังกรภายใต้การบริหารด้วยหลักนิติธรรมแบบตะวันออกเท่านั้น หากยังถือเป็นอาวุธร้ายที่จะต่อกรกับสำนักคิดของตะวันตกที่พยายามยัดเยียดคุณค่าแบบตะวันตก โดยเฉพาะในเรื่องของประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน 
 
                              โดยอีกหนึ่งมาตรการเชิงรุกของผู้นำจงหนานไห่ก็คือ การรณรงค์ให้ลูกหลานมังกรหันมาศึกษาวรรณกรรมคลาสสิกของจีนใหม่  
 
                              สี จิ้นผิง ได้กล่าวระหว่างเยือนมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงปักกิ่ง เมื่อเดือนที่แล้วว่า รู้สึกเศร้าเสียใจเป็นที่สุดที่มีคนเสนอให้โรงเรียนต่างๆ ลดการศึกษาวรรณกรรมคลาสสิกของจีนลง พร้อมกับย้ำว่า นักเรียนควรจะศึกษาวรรณกรรมคลาสสิกของบรรพบุรุษให้ฝังลึกเข้าไปในหัวใจ และศึกษาให้มากจนฝังอยู่ในยีนของวัฒนธรรมจีนตลอดไป
 
 
 
 
 
 
 
 
--------------------------------
 
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : สี จิ้นผิง กับการฟื้นฟูแนวคิดขงจื๊อและหานเฟย : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)