ข่าว

กกต.คาดเลือกตั้งม.ค.59

กกต.คาดเลือกตั้งม.ค.59

17 ต.ค. 2557

'ปธ.กกต.' ปลุกใจ ผอ.กกต.จังหวัด ยัน กกต.ต้องอยู่คู่ประชาธิปไตย แตกความสามัคคีเมื่อไหร่ถูกยุบเมื่อนั้น 'สมชัย' เชื่อเลือกตั้ง ม.ค. 2559

 
                              17 ต.ค. 57  เมื่อเวลา 09.00 น. ที่โรงแรมแอมบาสเดอส์ ซิตี้ จอมเทียน พัทยา จ.ชลบุรี สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้จัดโครงการสัมนา กกต.ประจำจังหวัด ประจำปี 2557 ซึ่งมีนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง นายประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ กกต.ด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ และนายบุญส่ง น้อยโสภณ กกต.ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย ได้มอบนโยบาย และแนวทางปฏิบัติงานในสถานการณ์ปัจจุบันแก่ กกต.ประจำจังหวัด ทั้ง 77 จังหวัด 
 
                              โดยนายศุภชัย กล่าวว่า การจัดสัมนาพบ กกต.ประจำจังหวัดครั้งนี้ เป็นครั้งแรกตั้งแต่พวกตนเข้ามารับตำแหน่ง ซึ่งอาจจะดูล่าช้าไป เนื่องจากที่ผ่านมา มีข้อจำกัดสถานการณ์ทางการเมือง แต่ในขณะนี้ ประเด็นที่มาคู่กับการปฏิรูปประเทศ คือ มีการพูดถึงสถานะความมั่นคงขององค์กร กกต. ทั้งประจำจังหวัด และส่วนกลาง ด้วยเหตุผล คือ การทำหน้าที่ที่ผ่านมา หลายฝ่ายเห็นว่า กกต.ยังไม่สามารถจัดการทุจริตการเลือกตั้งให้หมดสิ้น ทำให้กระบวนการการกลั่นกรองผู้มีอำนาจเข้าไปบริหารประเทศ ถือว่ายังไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ จึงทำให้มีการเสนอความเห็นว่า ให้ลดอำนาจ หรือยุบ กกต. ยิ่งในช่วงที่มีการปฏิรูป มีข้อเสนอว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมือง โดยเฉพาะการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ยังไม่รู้จะมีต่อไป หรือไม่ หรือจะมีการปรับมากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตาม ตนได้เคยมีโอกาสคุยกับนายกรัฐมนตรี และรองนายกฯ ซึ่งนายกฯ ได้ยืนยันถึงกระแสข่าวการยุบองค์กร กกต.ว่า ไม่ต้องหวั่นไหว การปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมาของ กกต.ถือว่าทำได้ดี โดยนายกฯ บอกว่า กกต.จัดงานได้ดีเยี่ยม
 
                              "ไม่อยากให้ทุกคนหวั่นไหว จนนำไปสู่ความท้อแท้ หรือหมดกำลังใจ งานภายภาคหน้าของ กกต.แม้จะลดลง จนกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะร่างเสร็จ ก็ขอให้ร่วมมือร่วมใจกันทำงาน เพราะ กกต.จำเป็นต้องอยู่คู่กับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ถ้าเราแตกความสามัคคีเมื่อไหร่ เราก็ถูกยุบเมื่อนั้น" นายศุภชัย กล่าวและว่า โดยในการประชุมครั้งนี้ จะมีการระดมความคิดเห็นในเรื่องของการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ กกต. คือ มาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ที่กำหนดให้มีการแก้ไขเรื่องของการทุจริตซื้อเสียง กกต.จังหวัดจึงถือว่ามีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดังนั้นจึงอยากให้มีการแสดงความคิดเห็น เพื่อพัฒนาระบบการสืบสวนสอบสวน และการปฏิบัติ ตนก็อยากให้ยึดหลักความซื่อสัตย์เป็นกลาง เพื่อเป็นการเสริมสร้างความศรัทธาต่อ กกต.จังหวัด รวมทั้งนำมาซึ่งความมั่นคงขององค์กรต่อไป 
 
                              ด้านนายประวิช กล่าวว่า สถานการณ์ในวันนี้หากเปรียบเทียบระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยเป็นต้นไม้ เรายังอยู่แค่ขั้นเตรียมดิน เตรียมความพร้อมในขั้นพื้นฐาน เพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยมีความแข็งแรงในอนาคต โดยหน่วยงานที่ลงไปเตรียมดินก่อน คือ กระทรวงศึกษาธิการ ที่ไปให้ความรู้ในวิชาหน้าที่พลเมือง ซึ่ง กกต.ก็มีส่วนร่วม เพราะวิชานี้ได้ใช้เนื้อหาที่ กกต.ชุดที่ 2 และ 3 เขียนมาทั้งหมด หลักคิดของ กกต.ในวิชาหน้าที่พลเมือง ต้องไม่ใช่วิชาท่องจำ ต้องสอนให้เด็กมีความเข้าใจ คิดวิเคราะห์เป็น ดังนั้นตนจึงขอให้ กกต.แต่ละจังหวัด ลองเข้าไปพูดคุยกับเด็กในโรงเรียน ช่วยกันเตรียมดิน เพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้ทัดเทียมกับอารยะประเทศอื่นๆ
 
                              ส่วนนายธีรวัฒน์ กล่าวว่า สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ยังไม่ปกติ ยังอยู่ระหว่างช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงจุดเปลี่ยนของประเทศไทย องค์รัฏฐาธิปัตย์ มีความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปประเทศ กำลังพยายามแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เป็นสาเหตุทำให้ประเทศไทยไม่สามารถเดินหน้าเท่าประเทศอื่น องค์กรที่เป็นส่วนหัวอย่างองค์กร กกต. ต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ คัดกรองนักการเมืองที่ดี การบริหารประเทศในส่วนบน ก็จะเป็นน้ำดี และระดับล่างก็พลอยดีไปด้วย แต่ถ้าส่วนบนเป็นน้ำเน่า ไม่ว่าทำอย่างไรประเทศก็จะไม่มีประสิทธิภาพ คำถามในการปฏิรูปครั้งนี้ที่เราต้องตั้งโจทย์ คือ 1. องค์กร กกต.มีประสิทธิภาพเพียงใดต่อการจัดการการทุจริตเลือกตั้ง 2. กกต.ที่ผ่านมา มีมาตรการป้องกันคนไม่ดีเข้าสู่อำนาจอย่างไร และ 3. หาก กกต.จัดการเลือกตั้ง จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างมีคุณภาพ และวิจารญาณอย่างไร เพราะองค์กร กกต.ต้องถูกประเมินประสิทธิภาพทั้ง 3 ข้อนี้ว่า กกต.จะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างไร ถ้าเราไม่มีคำตอบให้แก่โจทย์การปฏิรูปครั้งนี้ หากเขาจะยุบ เราก็คงปฏิเสธไม่ได้ 
 
                              "อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อมั่นว่า ขณะนี้ประสบการณ์ของทุกคนหากนำมาแปรรูปให้สามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ก็จะไม่ใช่เรื่องยาก เพราะปัญหาทุกวันนี้ มันเกิดจากฝ่ายการเมืองทั้งสิ้น เราไม่มีวัฒนธรรมการเมืองที่ดีที่จะส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย ดังนั้นจึงขอฝากโจทย์ที่กล่าวมานั้นให้ทุกคนร่วมกันแก้ไข เพื่อทำให้ประชาธิปไตยพัฒนาต่อไปได้"
 
                              จากนั้นนายสมชัย กล่าวว่า ขณะนี้เป็นช่วงที่ กกต.ถูกจับตามากที่สุด เนื่องจากหลายคนมองว่า ไม่มีการเลือกตั้ง แล้วจะมี กกต.ทำไม พวกเราอยู่อย่างลำบาก เพราะถึงไม่มีการเลือกตั้ง ก็จะต้องเตรียมการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้ดีที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากที่สุดในสังคมไทย เพราะถ้าการเลือกตั้งมาถึงแล้ว ทุกอย่างยังเหมือนเดิม การซื้อเสียงยังมีเหมือนเดิม ปล่อยให้คนทุจริตเข้าไปบริหารบ้านเมืองได้อีก กกต.จะตกเป็นจำเลยของสังคมทันที แม้การปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้าน ตนคิดว่าด้านการเมืองคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะการเมืองคือปัญหาของสังคม และการเลือกตั้งคือปัญหาใหญ่ในด้านการเมือง เพราะถ้าเราไม่สามารถคัดกรองคนดีเข้ามาบริหารประเทศไทย บ้านเมืองก็จะกลับไปสู่วังวนเดิม หัวใจสำคัญของการปฏิรูปการเมืองคือการเลือกตั้ง ดังนั้น คนที่เชี่ยวชาญในด้านนี้ที่สุดก็คือ กกต.แต่แม้ กกต.ไม่มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในการปฏิรูปโดยตรง เหตุผลอาจเป็นเพราะเรามีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงเกี่ยวกับการปฏิรูปองค์กรอิสระ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นประสบการณ์ขององค์กร กกต.ที่สั่งสมประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 16 ปี เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด ดังนั้น เรายินดีที่จะนำประสบการณ์เหล่านี้เสนอต่อสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เสนอต่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หากเขาต้องการข้อเสนอแนะ เพื่อให้เกิดการปฏิรูปประเทศในแง่การเมืองการเลือกตั้งได้สำเร็จ
 
                              "หลังจากนี้ 1 ปีเศษ ยังไม่รู้ว่าการเลือกตั้งจะเกิดเมื่อไหร่ เดิมเคยผมคาดการณ์ว่าการเลือกตั้งน่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงปลายเดือน ต.ค. 58 แต่นั้นหมายความว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง แล้วเสร็จไปพร้อมกับรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าดูเป็นซีรีย์แล้ว ไม่สามารถทำควบคู่ไปได้ โดยรอรัฐธรรมนูญยกร่างเสร็จแล้วมายกร่างกฎหมายลูก ก็คาดว่าอาจการเลือกตั้งน่าจะเกิดขึ้นประมาณเดือน ม.ค. 59 และถ้ามีการทำประชามติ ก็ต้องบวกเวลาไปอีก 2-3 เดือน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจในบ้านเมืองที่จะตัดสินใจ"
 
                              นายสมชัย กล่าวด้วยว่า คำถาม คือ กกต.จะทำอะไรต่อจากนี้ที่ยังไม่มีการเลือกตั้ง ตนคิดว่าการจัดเลือกตั้งท้องถิ่นน่าจะเกิดขึ้นหลังจาการเลือกตั้งทั่วไป แต่ กกต.จังหวัด มีภารกิจที่จะดำเนินการ คือ หาวิธีการในการปรับปรุงการจัดการเลือกตั้งให้ดีขึ้น โดยส่วนการจะเป็นตัวหลักในการดำเนินงาน คือ การปรับปรุงกลไกลภายในให้มีความพร้อมเพื่อรองรับการจัดการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เช่น ขณะนี้ตนมีแนวคิดจะทำแอปพลิเคชัน 'ตาสับปะรด' เพื่อให้ประชาชน ส่งภาพ และคลิปวิดีโอการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ส่งผ่านมายัง กกต.ทันที ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งใหม่เราจะมีอาสาสมัครที่ช่วยเราทั้งประเทศเพียงแค่เรามีแอปพลิเคชันนี้ นี่จะเป็นกลไกลหนึ่งในการปราบปรามการทุจริต และเป็นตัวอย่างที่เราจะต้องปรับปรุง
 
                              นายสมชัย กล่าวว่า ส่วนงานด้านสืบสวนสอบสวน ขณะนี้เนื้องานอยู่ที่ส่วนกลางหมดแล้ว เชื่อว่าภายในสิ้นปีนี้ก็จะหมดไป แต่หน้างานที่สำคัญในอนาคต คือ การปรับปรุงกลไกสืบสวนอย่างแท้จริง มองเห็นโจทย์ในการสืบสวนอย่างเป็นธรรม เพราะที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่าสำนวนที่มาจากจังหวัดน่าตกใจ เพราะเรื่องที่ควรจะสอบเพื่มก็ไม่สอบ เรื่องที่ควรจะหาหลักฐานเพิ่มก็ไม่หา เรื่องที่เห็นว่าผิดก็กลับบอกว่าไม่ผิด ดังนั้นเราต้องเร่งพัฒนาด้านสืบสวนสอบสวนนั้นให้เกิดความยุติธรรมที่สุด ส่วนด้านพรรคการเมือง ขณะนี้มีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรมต่างๆ สิ่งที่ด้านนี้จะทำคือการเตรียมการว่าจะทำพรรคการเมืองให้เข้มแข็งได้อย่างไร และด้านสุดท้ายคือด้านการมีส่วนร่วม ถือเป็นหน้างานหลัที่สำคัญของ กกต. โดยต้องเข้าใจการมีส่วนร่วมที่หมายถึงประชาชนที่ต้องตื่นรู้และมีส่วนร่วมทางการเมือง เพราะขณะนี้ประชาชนเพิกเฉยต่อการเมือง เห็นการทำความผิดการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ถูก เห็นการเลือกตั้งเป็นโอกาสในการได้เงินได้ทอง เป็นต้น ฉะนั้น เราต้องดึงเขาขขึ้นมาไม่ยอมรับสิ่งผิดและช่วนกันทำสิ่งผิดให้เป็นสิ่งถูกต้องได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่ยากมากที่จะต้องทำให้สำเร็จ 
 
                              นายสมชัย กล่าวต่อว่า ตนเข้ามาทำหน้าที่ กกต.ได้ 10 เดือน เห็นปัญหาของ กกต.จังหวัดมากพอสมควร ตต้องยอมรับว่า กกต.จังหวัด มีคนเก่งจำนวนมากที่เข้ามาทำงาน แต่การทำงานบางครั้งก็อาจขัดกันบ้าง ซึ่งตนอยากให้ กกต.จังหวัดมีหลักยึด 4 ข้อ คือ 1. สามัคคี กกต.กลาง 5 คนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่เราทำงานร่วมกันได้ เราเห็นต่างกันได้แต่ไม่เคยแตกแยกกัน ทุกครั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ เราไม่เคยลงมติ แต่เราคุยกันเพื่อเห็นพ้องต้องกัน นี่คือการทำงานเป็นทีม 2. มีผลงาน นี่คือหัวใจสำคัญของ กกต. เราต้องทำให้สังคมเห็นว่า กกต.มีผลงาน แม้ไม่มีการเลือกตั้ง ยิ่งไม่มีงาน ยิ่งต้องสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณะ นี่คือสิ่งที่ยากที่สุด 3. สานสัมพันธ์ ข้อนี้ต้องเข้าใจว่าเราทำงานคนเดียวไม่ได้ ต้องทำงานร่วมกับประชาชน และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ยิ่งอยู่สูงต้องรู้จักโน้มตัวลงมาเพื่อให้เท่าเทียมกับคนอื่น และ 4. ยึดมั่นในหลักการ การเป็น กกต.จังหวัด คือ เกียรติประวัติที่สำคัญที่สุดในชีวิต ดังนั้นต้องคิดวว่าจะทำงานตรงให้เกิดผลสำเร็จด้วยดีอย่างไร โดยยึดหลักการ ยึดเหตุผล ไม่เข้าข้างใครต่อใคร เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน