
ประยุทธ์กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมASEM
17 ต.ค. 2557
"ประยุทธ์"กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุม ASEM เสนอเพิ่มบทบาทหุ้นส่วน "เอเชีย - ยุโรป" บริหารจัดการความเสี่ยง และขยายความตกลงการค้าเสรี
วันที่ 17 ต.ค.57 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 10 อย่างเป็นทางการ ที่ Milan Congress เมื่อวันที่ 16 ต.ค. เวลา 14.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยกล่าวถ้อยแถลงระหว่างการประชุมเต็มคณะ ในหัวข้อ “การส่งเสริมความร่วมมือทางการเงินและเศรษฐกิจผ่านการเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างยุโรป-เอเชีย” ณ นครมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี
โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยเป็นสถานที่จัดการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 1 และยังคงมีส่วนร่วมในการพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนระหว่างสองภูมิภาคตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จากสถานการณ์โลกที่มีความซับซ้อน จึงต้องมีการทบทวนยุทธศาสตร์ที่จะส่งเสริมความร่วมมือทั้งทางด้านการเงินและเศรษฐกิจ โดยพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างเอเชีย-ยุโรปให้มากยิ่งขึ้น
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การขยายความเชื่อมโยงระหว่างเอเชีย-ยุโรป ต้องอาศัยภาวะความเป็นผู้นำทางการเมือง ยึดมั่นพันธกิจระหว่างประเทศ รวมทั้งความรู้ความเชี่ยวชาญ ทั้งด้านทรัพยากรและการลงทุน โดยเสนอยุทธศาสตร์การดำเนินการ 3 ด้านหลัก คือ ประการแรก การเพิ่มบทบาทความเป็นหุ้นส่วนกับเอเชีย สร้างระบบเศรษฐกิจที่เป็นหนึ่งเดียว มีการร่วมระดมทุน การร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค เอเชีย การถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์และเทคโนโลยี ซึ่งไทยเองก็มีโครงการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อพัฒนาการขนส่งสินค้า บริการและแรงงาน เพื่อเปิดตลาดการค้าใหม่ๆ รองรับประชาคมอาเซียนและความร่วมมือเอเชีย-ยุโรปในอนาคต พร้อมพัฒนายุทธศาสตร์เส้นทางการค้าใหม่ๆ
ประการที่สอง การบริหารจัดการความเสี่ยง ที่อาจเกิดจากความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค โดยมีการพัฒนากระบวนการยุติธรรมและกฏหมายระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และความมั่นคง เพื่อการพัฒนาและความร่วมมือที่ยั่งยืน
ประการที่สาม การขยายความตกลงการค้าเสรีระหว่างเอเชียและยุโรป เช่นเดียวกับการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก โดยให้รัฐมนตรีเศรษฐกิจได้มีการหารือกัน
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้ย้ำต่อที่ประชุม ให้ตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลนอาหารและพลังงานในอนาคต จากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความต้องที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ประเทศในเอเชียและอาเซียน เป็นแหล่งผลิตอาหารและพลังงานที่สำคัญ ดังนั้น ทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์ คือ เกษตกร ต้องได้รับการดูแล ทั้งรายได้ ราคาสินค้าเกษตร ลดความเหลื่อมล้ำสร้างความมั่นคงในอาชีพ พร้อมทั้งส่งเสริมการวิจัยด้วย
"ประยุทธ์”หารือทวิภาคี"ฮุน เซน"ยันปัญหาชายแดนไม่อุปสรรคต่อการค้า-การลงทุน
เมื่อวันที่ 16 ต.ค. เวลา 16.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นประเทศอิตาลี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีหารือทวิภาคีกับสมเด็จฮุน เซน (Samdech Akka Moha Sena Padei techo Hun Sen) นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอบคุณไมตรีจิตและมิตรภาพ รวมทั้งการสนับสนุนที่ให้กับรัฐบาลไทยการแสดงออกถึงมิตรภาพต่อกันในยามยาก ทั้งสองประเทศจะกระชับความสัมพันธ์กันมากยิ่งขึ้น โดยจะไม่ให้ปัญหาชายแดนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการค้าการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งบางพื้นที่สามารถเปิดการค้าขายและพัฒนาเพื่อประโยชน์ร่วมกัน ส่วนการปักปันเขตแดนจะดำเนินการโดยคณะกรรมาธิการร่วมจัดทำหลักเขตแดนทางบก พร้อมเสนอให้มีความร่วมมือแหล่งพลังงานทางทะเลร่วมกัน ไทยเองก็จะรับซื้อสินค้าเกษตร เช่น ในพื้นที่ตาพระยา เพื่อช่วยซื้อสินค้าเกษตรนำมาแปรรูปเพื่อการส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งฝ่ายกัมพูชาให้ความสนใจ และร่วมมือกันต่อไป
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ฝ่ายไทยจะจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ชายแดนตรงข้ามปอยเปตของกัมพูชา โดยมีสถานที่อำนวยความสะดวกต่างๆ พร้อมโรงงานเล็กเพื่อให้กัมพูชาข้ามเข้ามาทำงานได้สะดวกใกล้บ้าน ซึ่งกัมพูชาอาจพิจารณาจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจในลักษณะเดียวกันในพื้นที่ติดกันด้วยได้ ซึ่งไทยจะดูแลแรงงานกัมพูชาให้ดีที่สุด ที่ผ่านมาได้จัดตั้งศูนย์ให้บริการจดทะเบียนเบ็ดเสร็จและขอบคุณรัฐบาลกัมพูชาที่ให้การสนับสนุนในเรื่องนี้
ด้านนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เห็นพ้องกับไทยในการส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านการค้า เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว รวมทั้งความร่วมมือด้านพลังงาน และเสนอให้มีการพิจารณาเรื่องนี้ในระหว่างที่นายกรัฐมนตรีของไทยจะเดินทางไปเยือนกัมพูชา ในวันที่ 30-31 ตุลาคมนี้
"ประยุทธ์”หารือทวิภาคี“นายกฯสิงคโปร์”ชวนลงทุนแปรรูปสินค้าโภคภัณฑ์
เมื่อเวลา 18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นประเทศอิตาลี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หารือทวิภาคีกับนายลี เซียน ลุง (Mr. Lee HsienLoong) นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ระหว่างการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 10 (ASEM 10)
นายกรัฐมนตรี กล่าวยินดีที่ได้พบ และได้ใช้โอกาสนี้แนะนำตัวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ โดยนายกรัฐมนตรียินดีที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สิงคโปร์มีความใกล้ชิดและราบรื่นในทุกระดับและทุกด้าน โดยเฉพาะในด้านการทหาร ทั้งสองประเทศมีการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการผลักดันความร่วมมือในกรอบอาเซียน และกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค ซึ่งนายกรัฐมนตรีหวังว่า ไทยและสิงคโปร์จะร่วมมือและปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิดต่อไปในทุกโอกาส
ด้านความร่วมมือทวิภาคี ไทย-สิงคโปร์เห็นพ้องที่จะเร่งผลักดันกลไกทวิภาคีระหว่างกันที่มีอยู่อย่างเต็มที่ โดยไทยพร้อมที่จะเข้าร่วมการประชุม Leaders’ Retreat ที่สิงคโปร์ หลังจากที่ว่างเว้นไม่ได้ประชุมมานานกว่า 9 ปี นายกรัฐมนตรียินดีที่ทั้งสองประเทศที่กำลังจะฉลองครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 50 ปีในปีหน้า โดยหวังจะได้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับสูงระหว่างกันต่อไป
ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ไทยประสงค์อยากจะกระชับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนกับสิงคโปร์ให้มากขึ้น เนื่องจากสิงคโปร์เป็นประเทศที่ลงทุนในไทยมากเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอยากเห็นภาคเอกชนของสิงคโปร์เข้ามาลงทุนในไทย โดยเฉพาะด้านการแปรรูปสินค้าโภคภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น อาทิ ข้าว ยางพารา และน้ำตาล
ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เชิญนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์เดินทางมาเยือนประเทศไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ตอบรับด้วยความยินดี และจะเดินทางมาเยือนไทยในโอกาสแรกที่อำนวย โดยนายกรัฐมนตรียังได้เสนอให้มีความร่วมมือเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งระหว่างไทยและสิงคโปร์ รวมทั้งเชิญขวนให้สิงคโปร์ร่วมลงทุนในด้านการพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงภายในประเทศและอาเซียน



