
หลากรูปแบบ-โมเดลปฏิรูปการเมือง
หลากรูปแบบ-โมเดลปฏิรูปการเมือง : อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิรายงาน
วันที่ 21 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ ถือเป็นวันนับหนึ่งของการปฏิรูป เพราะจะเป็นวันประชุมนัดแรกของสภาปฏิรูปแห่งชาติ และแน่นอนว่าจากนี้เราก็จะเข้าสู่โหมดปฏิรูปอย่างเต็มรูปแบบ จะมีผู้เสนอความคิดความเห็นในด้านต่างๆ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการคิด วิเคราะห์ และสังเคราะห์ และออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ด้วยความเห็นที่ออกมาอย่างหลากหลาย สร้างความไม่สบายใจให้แก่ คสช. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่ดูเหมือนต้องการไม่ให้ประเด็นแตกออกไปมากมายเพราะจะทำให้การทำงานลำบากยิ่งขึ้น จนถึงกับปรามไม่ให้ สปช.ออกมาพูดมากนัก
แต่ก็ดูเหมือนเรื่องนี้จะเป็นไปได้ยาก เพราะการปฏิรูปไม่ใช่เฉพาะเรื่องของใครบางคน หรือจะทำกันในห้องปิด หากแต่การโยนประเด็นให้สังคมร่วมตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ต่างหากที่จะทำให้เราได้รูปแบบการจัดสรรอำนาจที่เหมาะสมที่สุด
เราจึงได้รวบรวมแนวคิดการปฏิรูป โดยเฉพาะ "การปฏิรูปการเมือง" ที่มีหลากผู้หลายคนเสนอกันออกมา โดยจะเห็นว่าหากยึดตามหลักการแบ่งแยก 3 อำนาจ บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ก็ได้มีผู้เสนอในทั้งสามด้าน
ประเด็นของการบริหารนั้น แน่นอนว่าต้องโฟกัสไปยังการเข้าสู่อำนาจของ "นายกรัฐมนตรี" มาวันนี้กระแสยังมีสองแบบคือ 1.เลือกนายกฯ โดยตรง และ 2.เลือกนายกฯ ทางอ้อม
สำหรับการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง ดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทย กับการเลือกตั้งในระดับชาติ แต่จริงๆ แล้วคนไทยคุ้นเคยกับการเลือกผู้บริหารโดยตรงมาพักใหญ่แล้ว เพราะเราได้เลือกทั้ง ผู้ว่าฯ กทม., นายก อบจ., นายกเทศมนตรี, นายก อบต.
ข้อดีของการเลือกตั้งผู้บริหารโดยตรงนั้น จะทำให้ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งมาเหมือนกับได้รับฉันทานุมัติจากประชาชน มีเสียงประชาชนสนับสนุน ทำให้นายกฯต้องรับผิดชอบต่อประชาชนโดยตรง และเป็นอิสระจากรัฐสภา
อย่างไรก็ตาม การเลือกนายกฯ ตรง ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดี หากข้อเสียก็น่าคิดเช่นหากนายกฯ เป็นพรรคหนึ่ง และสภาผู้แทนราษฎรเป็นพรรคหนึ่ง อย่างนี้การบริหารประเทศก็ไม่ง่ายนัก ซึ่งเรื่องเช่นนี้ก็เคยเกิดขึ้นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาแล้ว
ส่วนการเลือกนายกฯ ทางอ้อม ก็คล้ายกับที่เราเคยทำกันมาคือให้ ส.ส.เป็นคนเลือกนายกฯ
แต่ประเด็นที่น่าสนใจในการเลือกนายกฯ ทางอ้อมนี้ คือมีผู้เสนอให้ นายกฯ ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งหรือเป็น ส.ส. อย่างที่เราเรียกกันว่า "นายกฯ คนนอก" เพียงแค่ได้รับเสียงสนับสนุนที่เพียงพอก็สามารถเข้ามาสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองได้
ยิ่งไปกว่านั้นบางคนยังแก่ดีกรีถึงขั้นเสนอให้มีคณะผู้เลือกนายกฯ โดยคณะนี้อาจจะเป็นได้ทั้งรับการเลือกตั้ง หรืออาจจะให้ ส.ส.เลือกกันเองอีกทีก็ได้
ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ก็มีข้อเสนอในหลากรูปแบบ เอาตั้งแต่รูปแบบของรัฐสภา จากที่ผ่านมาเราเคยอยู่ในลักษณะ "สภาคู่" กล่าวคือมีทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา แต่ตามการเสนอครั้งนี้มีทั้งแบบ "1 สภา" "2 สภา" และ "3 สภา"
รูปแบบ 1 สภา หรือที่เรียกกันว่าสภาเดี่ยวนั้น คือให้มีเฉพาะสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น เนื่องจากมองว่าวุฒิสภานั้นเกินความจำเป็น ซ้ำหากยังมีที่มาคล้ายกับสภาผู้แทนฯ แล้วจะมีความแตกต่างกันตรงไหน ทำให้สุดท้ายก็เป็นความซ้ำซ้อน รวมถึงการประเมินว่าที่ผ่านมาวุฒิสภาทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ
รูปแบบ 2 สภา ก็มีคนเสนอให้วุฒิสภายังคงอยู่ แต่ลดทอนและจำกัดอำนาจให้อยู่เฉพาะการตรวจสอบและกลั่นกรองกฎหมายเท่านั้น แต่หากจะเพิ่มหน้าที่อื่นก็ต้องกำหนดที่มาให้ ส.ว.มีคุณลักษณะพิเศษเฉพาะ
นอกจากนี้บางคนยังเห็นว่าไม่สมควรมีวุฒิสภา แต่ให้เพิ่ม "สภาประชาชน" ที่มาจากสัดส่วนอาชีพ เพื่อมาทำหน้าที่ให้คำปรึกษาเสนอแนวทางพัฒนาประเทศและช่วยกลั่นกรองกฎหมาย
ส่วนระบบ "3 สภา" คือ มีทั้ง สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และสภาประชาชน
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเกี่ยวกับจำนวน ส.ส. เช่นให้ลดจำนวน ส.ส.ลงจากเดิมที่มี 500 คน ในสองระบบคือ แบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ ให้เหลือเพียง ส.ส.แบบแบ่งเขตอย่างเดียว และเหลือเพียงจังหวัดละ 1 คน โดยให้เหตุผลว่าจะต้องมีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นทำให้ส่วนกลางมีอำนาจลดลง และหน้าที่ของ ส.ส.ก็จะเหลือไม่มาก
ขณะที่อีกด้านยังเห็นควรให้คงจำนวน ส.ส.เท่าเดิม แต่ลดจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขต และเพิ่มแบบบัญชีรายชื่อแทน เพื่อให้ ส.ส.ที่เป็นตัวแทนของประเทศมากกว่า ส.ส.ของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง
แต่ขณะที่ฝ่ายการเมืองกลับยังเห็นความเหมาะสมของจำนวน ส.ส.เท่าเดิม และเห็นด้วยกับการใช้สัดส่วนของประชากรมากำหนดจำนวน ส.ส. เพราะหากใช้เพียงจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งก็จะเกิดความไม่เท่าเทียม เพราะจังหวัดที่มีคนเป็นล้านกลับจะมีจำนวน ส.ส.ได้หนึ่งคน เท่ากับจังหวัดที่มีคนไม่ถึงแสน
สำหรับ ฝ่ายตุลาการ ดูเหมือนจะมีความเปลี่ยนแปลงไม่มาก หากแต่แบ่งภาคส่วนและโอนงานขององค์กรอิสระมาไว้ในมือ เช่น การจัดตั้งศาลเลือกตั้งตัดสินคดีที่ฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง และให้ กกต.ทำหน้าที่แค่จัดการเลือกตั้งเท่านั้น นอกจากนี้ยังจะตั้งศาลคดีทุจริตขึ้นมาโดยเฉพาะอีกด้วย
ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญก็มีข้อเสนอจะปรับเป็น "ตุลาการพระธรรมนูญ" โดยอาจจะไม่ให้อยู่ในลักษณะองค์กรศาลรัฐธรรมนูญโดยหากมีคดีอะไรก็จะใช้วิธีแต่งตั้งองค์คณะจากศาลฎีกาเป็นครั้งคราวไป และอาจจะมีการกำหนดรูปแบบของคดีที่จะขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญด้วย
เมื่อธงการปรับเช่นนี้ คนที่หนาวๆ ร้อนๆ ที่สุดน่าจะหนีไม่พ้นองค์กรอิสระ ที่ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของรัฐธรรมนูญปี 2540 แต่ในวันนี้ดูท่าจะกลายเป็นสิ่งผุพังทางประวัติศาสตร์ไปเสียแล้ว
นอกจากสามอำนาจอธิปไตยแล้วที่น่าสนใจคือ "การปกครองส่วนท้องถิ่น" ที่หลายคนกำลังลุ้นว่าเราจะยังมีอยู่หรือไม่ เพราะมีทั้งแนวคิดเสนอให้ยุบทั้งหมดเพราะมองว่าไม่ได้ผลหรือกลายเป็นฐานอำนาจทางการเมือง
อย่างไรก็ดี มีบางข้อเสนอที่เห็นว่าการปกครองท้องถิ่นไม่ได้ล้มเหลวไปเสียทั้งหมด เพียงแต่ต้องปรับรูปแบบ เช่นเขตปกครองพิเศษ อย่าง กทม. ก็ยังคงให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทั้งยังเสนอให้เลือกตั้ง ผอ.เขตอีกด้วย ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ก็ปรับรูปแบบให้เหลือเป็นเทศบาลเหมือนกันทั้งสิ้นเพื่อป้องกันความซ้ำซ้อน
ทั้งหมดคือข้อเสนอในช่วงปฏิรูปที่ยังไม่มีใครผิดใครถูก หากแต่เรื่องราวที่นำเสนอออกมาต้องไดัรับการถกเถียงถึงข้อดีข้อเสียอย่างรอบด้าน เพราะนี่คือการออกแบบประเทศใหม่ ซึ่งการยอมรับเป็นสิ่งสำคัญ และการยอมรับย่อมเกิดจากสิทธิในการรับรู้และแสดงความเห็น
หากสุดท้าย "การปฏิรูป" ถูกปฏิเสธการยอมรับ กระบวนการทุกอย่างก็จะสูญเปล่า !
-----------------------------
(หมายเหตุ : หลากรูปแบบ-โมเดล‘ปฏิรูปการเมือง’ : อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิรายงาน)



