
'มาร์ค'ชี้'นายกฯ'กระทบสื่อเรื่องปกติ!
16 ต.ค. 2557
'อภิสิทธิ์' ชี้ 'นายกฯ' กระทบสื่อเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องระวัง เร็วเกินไปประเมินผลงานรัฐบาล
16 ต.ค. 57 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ระหว่างมาร่วมอวยพรครบรอบ 13 ปี หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก เกี่ยวกับกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กระทบกระทั่งกับสื่อ ว่า การเมืองกับสื่อ เป็นสิ่งคู่กัน ต้องพึ่งพาอาศัยกัน มีกระทบกระทั่งกันบ้าง เป็นเรื่องธรรมดา เข้าใจว่าคนทำงาน คือ นายกฯ ก็ต้องการที่จะให้ประชาชนทราบความคิด ทราบผลงาน เพราะฉะนั้น ก็ต้องมีวิธีที่จะทำให้การสื่อสารได้ผลตามที่ต้องการ ให้ประชาชนได้รับรู้สิ่งที่ต้องการสื่อออกไป
เมื่อถามว่า ในฐานะอดีตนายกฯ มีคำแนะนำอะไรหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แต่ละคนก็คงมีแนวทางของตัวเอง ทั้งสื่อ และนายกฯ ก็คงมีวิธีในการปรับตัวเข้าหากัน
"ผมเข้าใจว่าคนทำงาน ก็ต้องการจะสื่อให้คนเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองคิด และทำอยู่ แต่จะได้ผลหรือไม่ สังคมจะชอบหรือเข้าใจหรือไม่ มีปัจจัยหลายอย่างมาเกี่ยวข้อง เช่น รูปแบบการนำเสนอ เรื่องอารมณ์ขณะสื่อสาร ผมก็เข้าใจว่าคนทำงานบางครั้งอาจจะหงุดหงิดบ้าง เมื่อไม่ได้ตามที่ตั้งใจ ต้องระวัง"
เมื่อให้ประเมินรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินสำหรับการเข้ามาของรัฐบาลเพียง 2 เดือน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลต้องแก้ไขเร่งด่วน คือ เรื่องเศรษฐกิจ และปัญหาชายแดนภาคใต้ สำหรับเรื่องการเมือง ต้องรอดูผลการปฏิรูป ส่วนที่มีการกังวลว่ารัฐบาล หรือ คสช.จะขยายเวลาการอยู่ในอำนาจจากเดิมที่กำหนดว่าจะมีการเลือกตั้งปลายปีหน้านั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตอนนี้ทุกอย่างก็เป็นไปตามขั้นตอนของโรดแม็พ ส่วนจะมีการเลือกตั้งเมื่อไรยังไม่สามารถพูดได้
สำหรับเรื่องการปฏิรูปนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตอนนี้มีคนแสดงความคิดเห็นออกมาหลากหลาย ซึ่งสังคมก็ต้องเข้าใจว่า นี่ยังเป็นเพียงข้อเสนอ ยังไม่มีข้อสรุปใดๆ ทั้งสิ้น ต่อไปก็หวังว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติ จะวางแนวทางการทำงานไม่ให้เกิดความสับสน และให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม
"การปฏิรูปจะสำเร็จ เป็นที่ยอมรับ และยั่งยืนได้ ต้องเป็นกระบวนการที่เปิดกว้าง และได้ข้อยุติที่มีเหตุผล"
ชี้ คุณสมบัติ 'ปธ.-รองปธ.สปช.' ต้องรอบรู้-มีประสบการณ์
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการคัดเลือกประธาน และรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในวันที่ 21 ต.ค.นี้ ว่า สำหรับแนวคิดในการคัดเลือก คือ 1. ควรเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ และสามารถดำเนินการประชุม รวมถึงวางระบบในการทำงานในกรณีที่มีความเห็นที่หลากหลาย 2. ต้องเป็นคนที่มีความรอบรู้พอสมควร เพราะประเด็นที่พูดคุยกันกว้างถึง 11 ด้าน ซึ่งถือว่าเป็นงานที่ยาก ดังนั้นในช่วง 1 ปีข้างหน้า จะมีการปฏิรูปกันเยอะ จึงหนีไม่พ้นที่จะมีการแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง แต่ขอให้แสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง อยู่ในขอบเขตที่ไม่นำไปสู่ความรุนแรง ความขัดแย้ง
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ทั้งนี้ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการเมือง เชื่อว่า อาจจะเกิดความขัดแย้ง และมั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ ว่า คนแต่ละคนนั้น จะแสดงความเห็นไม่เหมือนกัน สิ่งที่ตนอยากเห็น คือ การเมืองปฏิรูป และทำอย่างไรไม่ให้มีการทุจริต ทำอย่างไรให้นักการเมืองที่เข้ามานั้น ประชาชนมั่นใจ ศรัทธา ทำงานเพื่อส่วนรวม เช่น จะเลือกตั้งระบบไหน อย่างไร จะวางความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหาร กับฝ่ายนิติบัญญัติอย่างไร บทบาทพรรคการเมืองเป็นอย่างไร
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ฉะนั้นสุดท้ายเราต้องยอมรับว่า บรรยากาศของการปฏิรูปนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะมีลักษณะของความราบรื่น ความเรียบร้อย ทุกคนจะมาพูดตรงกัน เป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า กระบวนการของการทำงานด้านการปฏิรูปนี้ จะต้องดึงการมีส่วนร่วมของสังคมในวงกว้าง เพราะฉะนั้นตนคิดว่า เราคงต้องเริ่มปรับตัวเข้ากับความเป็นจริงแล้วว่า ต่อไปนี้ประเด็นการปฏิรูป จะมีการเสนอประเด็นหลากหลาย มีการถกเถียง มีความสับสน อาจจะมีความขัดแย้งทางความคิด
เมื่อถามว่า จะปฏิรูปอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องการเมือง ที่จะให้ฝ่ายที่ไม่ค่อยเห็นด้วยยอมรับ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงเป็นไปได้ยาก ที่จะมีข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูป อย่าลืมว่า การปฏิรูป คือ การเปลี่ยนแปลงอาจถึงขั้นถอนรากถอนโคนก็ได้ และการเปลี่ยนแปลงนี้ ย่อมไปกระทบโครงสร้างในปัจจุบันไม่มากก็น้อย ดังนั้นความสำคัญก็อยู่ที่ การสร้างความชอบธรรมที่ดีที่สุดที่จะทำได้ แต่สุดท้ายอยู่ที่ผลงานที่ออกมา ว่า มีเหตุพอหรือไม่ แก้ปัญหาตรงจุด ตรงกับความต้องการของสังคมอย่างที่ระบุไว้ และเปิดโอกาสให้ฝ่ายต่างๆ ได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางตามสมควรหรือไม่ ถ้ากระบวนการเป็นที่ยอมรับ ข้อเสนอออกมามีเหตุ มีผล อาจจะไม่ถูกใจ แต่อย่างน้อยที่สุดก็เป็นภูมิคุ้มกันให้ข้อเสนอนั้นได้รับการยอมรับ แล้วก็นำไปสู่การปฏิบัติ แล้วก็นำไปสู่การสานต่อได้
จี้ 'รบ.' แก้ปม 'ศก.' หวั่นก่อปัญหาหนี้ครัวเรือน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่นางสังเวียน รักษาเพ็ชร์ อายุ 57 ปี ชาว อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี เดินทางมายื่นหนังสือต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จุดไฟเผาตัวเองอาการสาหัส เนื่องจากประสบปัญหาเดือดร้อนจากการไปกู้ยืมเงิน ว่า ปัญหาหนี้สิน โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือน เป็นปัญหาที่รุนแรงมากในขณะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งได้รับผลกระทบจากหลายๆ ด้าน ทำให้เกิดความยากลำบากในแง่ความเป็นอยู่ของประชาชนที่มีมาก จึงจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจขั้นพื้นฐาน
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส่วนตัวแล้ว ห่วงเรื่องเศรษฐกิจภาคชนบทมาตลอด เพราะรายได้ของภาคการเกษตรนั้นตกต่ำ ดังนั้นกรณีของเกษตรกรที่ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน จึงต้องมีมาตรการช่วยเหลือที่ชัดเจน ประคับประคองไม่ให้ภาวะของพืชผลการเกษตร หรือรายได้ที่ตกต่ำไป ซ้ำเติมภาระหนี้สินที่มีอยู่แล้วนี้ เป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งฝ่ายเศรษฐกิจต้องเร่งแก้ไขปัญหาตรงนี้



