
ช่วยฉันไม่ได้หรือไงจดหมายเปิดผนึกหญิงเผาตัว
ช่วยฉันไม่ได้หรือไง จดหมายเปิดผนึกป้าสังเวียน รักษาเพ็ชร์
เป็นเรื่องเศร้าที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในเมืองไทยกรณีป้า "สังเวียน รักษาเพ็ชร์" วัย 57 ปี ชาวบ้าน อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี ใช้น้ำมันราดก่อนจุดไฟเผาตัวเองได้รับบาดเจ็บสาหัสขณะเดินทางเข้ามาร้องทุกข์ในเรื่องปัญหาหนี้สินภายในศูนย์บริการประชาชน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
ภาพป้าสังเวียนร้องทุรนทุราย เนื่องจากความเจ็บปวดที่เกิดจากเปลวไฟที่เผาผลาญร่างกายถือเป็นสิ่งที่น่าสะเทือนใจแก่ผู้พบเห็น โดยสาเหตุที่ทำให้ป้าสังเวียนจุดไฟเผาตัวเอง ทราบว่ามาจากปัญหาหนี้สินที่ป้าสังเวียนกู้ยืมเงินมาจากเจ้าหน้าที่รายหนึ่งจำนวน 4 แสนบาท ซึ่งการกู้เงินในครั้งนั้นป้าสังเวียนนำโฉนดที่ดินไปวางไว้กับผู้ให้กู้โดยไม่ได้ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร แต่เมื่อเวลาผ่านไปหนี้สินดังกล่าวกลับ พุ่งพรวดไปแตะ 2 ล้านบาท
ต่อมาทั้งสองฝ่ายได้ประนอมหนี้โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จ.ลพบุรี ร่วมไกล่เกลี่ยเป็นสักขีพยาน โดยกำหนดยอดหนี้เหลือเพียง 1.5 ล้านบาท แต่หลังจากนั้นเจ้าหนี้ได้ส่งทหารตามทวงถามมาตลอด ทำให้ป้าสังเวียนเกิดความเครียดต้องเดินทางมาที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน เพื่อร้องทุกข์ พร้อมอ้างว่า การประนีประนอมในครั้งนั้นถูกเจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่หลอกลวงให้เซ็นชื่อ
"ช่วยฉันไม่ได้หรือไง" นี่คือวจีสุดท้าย ก่อนป้าสังเวียนจะใช้น้ำมันราดจุดไฟเผาตนเอง แต่จะมีใครทราบบ้างว่า การเดินหน้าร้องขอความเป็นธรรมของป้าสังเวียนที่ศูนย์ร้องบริการประชาชนไม่ใช่ครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้ ป้าสังเวียนได้เคยทำจดหมายเปิดผนึกร้องเรียนมาที่คอลัมน์ "ลุงแจ่ม" หนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก" ถึงปัญหาหนี้สินที่เกิดขึ้น มีใจความดังนี้
"ข้าพเจ้าถูกนายอำเภอหลอกเซ็นสัญญา ณ ที่ทำการอำเภอโคกสำโรง ข้าพเจ้า นางสังเวียน อยู่ที่ 7/4 หมู่ 2 ต.วังจั่น อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี ถูกเจ้าหนี้บีบคั้นทวงหนี้โดยใช้อิทธิพล โดยมีข้าราชการ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และนายตำรวจหลอกลวงให้ข้าพเจ้าไปประนีประนอมหนี้ที่ว่าการอำเภอโคกสำโรง โดยมีนายอำเภอ และปลัดอำเภอเป็นพยานให้ลงบันทึก ณ ที่ว่าการอำเภอว่า ตัวข้าพเจ้าจะรับใช้หนี้ แต่แล้วนายอำเภอและปลัดกลับหลอกให้ข้าพเจ้าเซ็นสัญญา แท้จริงข้าพเจ้าเป็นหนี้เพียง 4 แสนบาท กลับลงในนั้นว่า 1.5 ล้านบาท โดยข้าพเจ้าไม่รู้หนังสือจึงถูกหลอก
ข้าพเจ้ามีเทปบันทึกเสียงเป็นหลักฐาน วิงวอนต่อทุกท่านโปรดเมตตา ท่านใดที่รู้กฎหมายให้ช่วยเหลือข้าพเจ้าด้วยเถิด ข้าพเจ้าไม่รู้หนังสือ ฐานะยากจนไม่เคยเรียนหนังสือ จึงอยากให้ทางลุงแจ่มช่วยสอบถามไปยังที่ว่าการอำเภอโคกสำโรงให้ด้วย ว่า ทำไมยอดหนี้ของข้าพเจ้าถึงได้เพิ่มขึ้นมากมายขนาดนี้ ข้าพเจ้าไม่มีปัญญาจะชดใช้ให้มากมายขนาดนี้ ถ้าเป็นหนี้จริงก็จะพยายามหาเงินมาชำระหนี้ให้หมดสิ้น แต่ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นหนี้จริง แล้วจะให้ข้าพเจ้าใช้หนี้ได้อย่างไร"
ทั้งนี้ การเขียนจดหมายร้องทุกข์ของป้าสังเวียนนั้น "ลุงแจ่ม" ได้นำมูลเหตุที่เกิดขึ้นไปสอบถาม นายธนกร ยอดสลุง ปลัดอำเภอฝ่ายปกครอง จ.ลพบุรี ซึ่งได้คำตอบจากนายธนกร ว่า เรื่องนี้นางสังเวียนได้เข้าไปร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดลพบุรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องไปประชุม คือ รองผู้ว่าราชการจังหวัดได้มอบหมายให้ผู้ช่วยอัยการเป็นประธานร่วมกับ ผกก.สภ.โคกสำโรง โดยนางสังเวียนได้นำทนายความมาด้วย ขณะที่เจ้าหนี้ของนางสังเวียนก็นำทนายความเข้าร่วมประชุมหาข้อเท็จจริงด้วย
"สรุปแล้วเจ้าหน้าที่ไม่ได้หลอกลวงให้เซ็นชื่อแต่อย่างใด เพราะก่อนที่จะให้นางสังเวียนเซ็นชื่อได้อ่านให้นางสังเวียนฟัง เนื่องจากทราบว่า นางสังเวียนอ่านหนังสือไม่ออก ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ให้เพื่อนของนางสังเวียนเป็นคนอ่าน โดยเรื่องนี้เกิดจากนางสังเวียนได้ไปขอความเป็นธรรมที่จังหวัดว่า ถูกเจ้าหนี้ทวงหนี้ดอกเบี้ยโหด โดยทางจังหวัดได้ให้อำเภอดำเนินการด้วยการเรียกนางสังเวียนมาเพื่อสอบถามข้อมูล พร้อมทั้งได้เรียกเจ้าหนี้มาด้วย เพื่อให้ทั้งคู่ไกล่เกลี่ยกัน
เรื่องคือนางสังเวียนได้รับฟังข่าวสารจากประกาศของ คสช. เรื่องถูกเจ้าหนี้ดอกเบี้ยโหด แต่ คสช.สรุปว่า เป็นหนี้ก็ต้องใช้หนี้ ทางอำเภอได้อธิบายให้เข้าใจว่า อำเภอมีอำนาจหน้าที่ในการไกล่เกลี่ยเท่านั้น เพราะว่าหนี้สินต้องมาปรับโครงสร้าง ดอกเบี้ยต้องอยู่ในกฎหมาย ในวันที่นางสังเวียนมายื่นคำร้องที่จังหวัด ปรากฏว่า มีหนึ่งคนขอถอนเรื่องไม่ติดใจเอาความ นางสังเวียนก็ขอถอนเรื่องเหมือนกัน จากนั้นอีก 3 วันต่อมานางสังเวียนได้ยกเลิกการขอถอนเรื่อง โดยให้ทางอำเภอขอให้เจ้าหนี้มาไกล่เกลี่ยหนี้สินอีกครั้งหนึ่ง
การที่นางสังเวียนกู้ยืมเงินจากเจ้าหนี้นั้น เมื่อก่อนไม่ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินเลย โดยเป็นการให้ยืมแบบปากเปล่า ซึ่งไม่ทราบว่า ดอกเบี้ยเดือนละเท่าไหร่ เพราะนางสังเวียนเป็นคนเก็บค่าเช่าที่ดิน เก็บดอกเบี้ยให้เจ้าหนี้รายนี้ บางครั้งก็ยืมเงินเจ้าหนี้ไปลงทุนทำบ้านบ้าง และบอกว่า จำไม่ได้ว่า ยืมไปเท่าไหร่ ทางอำเภอเลยเชิญลูกหนี้ และเจ้าหนี้มาไกล่เกลี่ยหนี้สินตามความประสงค์ของนางสังเวียน โดยให้ทั้งคู่ตกลงกันว่า เป็นหนี้สินเท่าไหร่ นางสังเวียนบอกว่า เป็นหนี้อยู่ 4 แสนบาท แต่เจ้าหนี้บอกว่าเป็นหนี้อยู่ 2 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขแตกต่างกันเยอะมาก ซึ่งเจ้าหนี้บอกเป็นเรื่องจริง แล้วทั้งสองก็โต้เถียงกัน จนสรุปได้ว่าตัวเลขหยุดอยู่ที่ 1.5 ล้านบาท
พอทั้งสองฝ่ายตกลงจนได้ข้อยุติแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ทำบันทึก เจ้าหนี้ขอเพียงแค่เงินต้นคืนอย่างเดียว และการใช้หนี้ก็ให้ลูกหนี้ขายข้าว โดยให้ชำระหนี้ของจำนวนยอดการขายข้าว 50% แต่ไม่ได้ระบุเป็นจำนวนเงินที่ใช้ว่า จะต้องเท่าใด อีกทั้งไม่ได้กำหนดระยะเวลาว่า จะให้ใช้คืนหมดในระยะเวลากี่ปี เสร็จแล้วก็ให้อำเภอทำบันทึกให้เจ้าหนี้ 1 ฉบับ ลูกหนี้ 1 ฉบับ เก็บไว้ที่อำเภอ 2 ฉบับ
พอเสร็จเรื่องเจ้าหนี้ได้เอาเอกสารที่ทำกับทางอำเภอนำไปเป็นหลักฐานว่า นางสังเวียนยอมรับสภาพหนี้ว่า เป็นลูกหนี้จริง จึงได้ทำการให้ทนายยื่นเรื่องฟ้องนางสังเวียน เพราะถือว่ามีลายมือชื่อแล้ว ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการฟ้องศาล ส่วนเรื่องที่ว่าถูกนายอำเภอกับปลัดหลอกให้เซ็นชื่อนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะการทำบันทึกข้อตกลงก็ได้อ่านให้นางสังเวียนฟัง มีผู้ช่วยอัยการจังหวัดรับรู้ด้วย เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร ทางที่ประชุมจึงพิจารณาว่า สัญญาประนีประนอมนี้เป็นโมฆะหรือไม่ เป็นการสมัครใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย หรือจะประนีประนอมกันเอง แต่ตอนนี้คนที่สามารถตัดสินใจได้คือศาลเท่านั้น เพราะเจ้าหนี้ได้ให้ทนายยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว"
จากจดหมายเปิดผนึกของป้าสังเวียน พร้อมคำชี้แจงของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จ.ลพบุรี เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปว่า บทสรุปในเรื่องนี้...สุดท้ายจะออกมาอย่างไร แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องน่าสะเทือนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะปมเนื้อในที่เกิดจากปัญหาหนี้สินนอกระบบนั้นเป็นเรื่องที่เกินจะรับได้จริงๆ



