
ทีมงานวิเคราะห์นายกฯงานรุม-พูดทุกเรื่อง-สื่อมึน
ทีมงานวิเคราะห์นายกฯ งานรุม-พูดทุกเรื่อง-สื่อมึน : ปกรณ์ พึ่งเนตร ปัญญา ทิ้วสังวาลย์ อนพัทธ์ ดีช่วยรายงาน
"เราคิดว่าเรารู้ไม่เท่าท่าน" เป็นคำกล่าวของนายทหารที่เคยทำงานฝ่าย เสธ. และเคยเป็นนายทหารคนสนิทของผู้บังคับบัญชาระดับสูงในกองทัพ ซึ่งอธิบายถึงหลักคิดของทหารที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาว่ามองผู้ที่เป็น "นาย" อย่างไร
คำตอบนี้ทำให้มองภาพออกว่า ในสถานการณ์ที่คะแนนนิยมของรัฐบาลเริ่มมีปัญหา และนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา เริ่มถูกสื่อจี้ถามมากขึ้น จนเกิดวิวาทะกับสื่อหลายรอบ เหตุใดจึงไม่มีทหารหรือลูกน้องใกล้ชิดคนไหนกล้าเตือน
เช่น เตือนให้เลี่ยงตอบคำถาม เตือนให้เลี่ยงสัมภาษณ์ไปเลย หรือเตือนให้พูดน้อยๆ เหมือนที่ท่านเตือนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้พูดน้อยๆ หน่อย รอให้ไปพูดในสภา ทำนองนั้น
ที่ผ่านมาตั้งแต่ คสช.เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง และ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องก้าวข้ามเส้นข้าราชการประจำ เข้ามารับผิดชอบภารกิจของฝ่ายการเมือง ทั้งทีมงาน, ฝ่ายเสธ. และนายทหารที่ใกล้ชิดก็เคยวางยุทธศาสตร์การทำงานกับสื่อ การปรากฏตัวและให้สัมภาษณ์ต่อหน้ากล้องโทรทัศน์และแสงแฟลชวูบวาบให้แก่ผู้เป็น "นาย" เพราะแม้เจ้าตัวจะเคยคุ้นชินมาบ้างสมัยเป็น ผบ.ทบ. แต่ถึงอย่างไรก็คงไม่ต้องเจอหน้านักข่าวบ่อยครั้งเท่าเป็นหัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี
มีการวิเคราะห์จุดอ่อนของ "นาย" คือ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า เป็นคนพูดจาโผงผาง อารมณ์ร้อน จึงไม่ควรต่อปากต่อคำกับสื่อเป็นอย่างยิ่ง มีการวิเคราะห์ไปถึงขั้นว่าบ้านเมืองกำลังแตกแยก สื่อเองก็มีบางคนบางกลุ่มที่ถือหางบางฝ่าย จึงอาจมีคำถามยุแหย่ ยุแยง และคำถามยั่วอารมณ์แทรกมาตลอด
แผนรับมือในระยะแรกก็คือ เลี่ยงการให้สัมภาษณ์สื่อแบบเผชิญหน้า ยกเว้นเลี่ยงไม่ได้จริงๆ แล้วใช้การสื่อสารทางเดียว คือ พูดผ่านรายการพิเศษที่ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจเท่านั้น ซึ่งแผนรับมือในระยะนี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
ระยะต่อมา เมื่อได้รับตำแหน่งทางการเมือง ย่อมเลี่ยงการให้สัมภาษณ์แบบเผชิญหน้ากับนักข่าวไม่ได้ ทีมงานก็จะพยายามกัน "นาย" ไม่ให้เดินผ่านกลุ่มสื่อ โดยมอบหมายให้ทีมโฆษกแถลง และตอบคำถามแทน การจะพา "นาย" เข้าไปในวงล้อมของนักข่าว ต้องเป็นวันที่มีแต่เรื่องดีๆ บวกๆ เท่านั้น ถ้าวันไหนมีเรื่อง "บูดๆ" ห้ามเจอสื่อเด็ดขาด
ขณะเดียวกันก็มีมาตรการจัดระเบียบสื่อให้เข้าถึงตัว "ท่านผู้นำ" ยากที่สุด
แผนรับมือในระยะที่ 2 นี้ ไม่ประสบผลสำเร็จเหมือนระยะแรก เพราะ 1.เป็นธรรมชาติที่ไม่สามารถกันนักข่าวได้ทุกที่ทุกเวลา 2.ประเด็นร้อนที่ส่งผลกระทบต่อรัฐบาลหรือคนในรัฐบาลมีมากขึ้น จำเป็นที่นายกฯ ต้องตอบหรือชี้แจงเอง 3.ความมั่นใจของ พล.อ.ประยุทธ์ ในการตอบคำถามสื่อมีมากขึ้น
ปัจจัยข้อ 3 คือความมั่นใจของนายกฯ ถือได้ว่าเป็นปัญหามากที่สุด !
ต้นตอของความมั่นใจ มาจากเสียงสนับสนุนของประชาชนทั้งทางตรงและผ่านทางการสำรวจความคิดเห็น หรือ "โพลล์" ของสำนักวิจัยต่างๆ ที่ให้คะแนนนายกฯ สูงมาก แทบจะสูงกว่านายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งเสียอีก
ขณะที่สไตล์การพูดของนายกฯ ค่อนข้างถูกจริตคนไทยทั่วไป คือ โผงผางตรงไปตรงมา นักเลงนิดๆ ผิดก็กล้ายอมรับผิดและขอโทษ ทำให้เสียงขานรับค่อนข้างหนาแน่น
อย่างไรก็ดี จุดอ่อนล่าสุดที่ทีมยุทธศาสตร์ของรัฐบาลวิเคราะห์ออกมา ก็คือ 1.นายกฯ พูดเยอะเกินไป ทั้งให้สัมภาษณ์รายวันและรายการ "คืนความสุขให้ประชาชน" ทุกวันศุกร์ ซึ่งรายการวันศุกร์เคยมีการเสนอให้ยกเลิก หรือเปลี่ยนเวลา เนื่องจากไปออกอากาศตรงกับช่วงเวลาที่มีละคร และยังเป็นช่วงค่ำวันศุกร์ ซึ่งเป็นเวลาครอบครัวในการดูโทรทัศน์ร่วมกันเพื่อความบันเทิง หากออกอากาศรายการที่เป็นข่าวสารบ้านเมืองหรือเรื่องเครียดๆ อาจทำให้ประชาชนเบื่อและเกิดกระแสตีกลับได้ แต่นายกฯ ยังต้องการให้คงไว้เหมือนเดิม และเวลาเดิม
2.นายกฯ รับผิดชอบงานมากเกินไป ทำให้เวลาให้สัมภาษณ์พยายามตอบและอธิบายทุกเรื่อง เมื่อออกตัวรับผิดชอบหลายเรื่อง ไม่โยนให้ผู้รับผิดชอบตัวจริง เช่น รัฐมนตรีกระทรวงนั้นๆ พูดบ้าง ทำให้การชี้แจงต่างๆ เริ่มสับสน หลายครั้งสัมภาษณ์ไปก็ฟังไม่รู้เรื่อง ผู้ฟังไม่เข้าใจ นักข่าวไม่เข้าใจ
ทั้งหมดนำไปสู่บทสรุป คือ ต้องให้นายกฯ ให้สัมภาษณ์น้อยลง ตอบคำถามสื่อเฉพาะเรื่องที่สำคัญและเกี่ยวกับภาพรวมของรัฐบาลจริงๆ รวมทั้งลดเวลา หรือย้ายเวลารายการคืนความสุขให้ประชาชน
แต่ปัญหา ณ ขณะนี้คือ ไม่มีใครกล้าเตือนนายกฯ เพราะการบริหารงานภายในของรัฐบาล โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ พล.อ.ประยุทธ์ นั้น เป็นการนำระบบทหารมาใช้ ผู้ใต้บังคับบัญชาจึงมิอาจเตือนผู้ที่เป็น "นาย" ได้ ภาพที่หลายคนอยากเห็น เช่น นำเสนอรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ พร้อมข้อเสนอแนะไปยังผู้นำรัฐบาลกลางวงประชุม หรือแม้แต่การเตือนในที่รโหฐาน ย่อมไม่มีทางเกิดขึ้น
ทางเดียวที่จะมีการ "เตือน" กันได้ คือ การเตือนจากเพื่อนสนิท เพื่อนรุ่นเดียวกันที่สนิทสนมนับถือกันและผู้ใหญ่ที่เคารพเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ ในวงประชุมของฝ่ายความมั่นคงระดับรองลงมา จึงวิเคราะห์สรุปสถานการณ์ด้านสังคมจิตวิทยา และท่าทีของสื่อที่มีต่อรัฐบาล เพื่อรายงานให้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงทราบ เพราะข้อเสนออาจไปถึงหูนายกฯ เนื่องจากรองนายกฯ เป็นบุคคลที่ พล.อ.ประยุทธ์ เคารพนับถือ
ประเด็นวิเคราะห์ก็คล้ายๆ กัน คือ สื่อกระแสหลักส่วนใหญ่เอาใจช่วยรัฐบาลให้ทำงานฝ่าวิกฤติไปให้ได้ มีเพียงสื่อบางแขนงเท่านั้นที่จ้องจับผิด โดยมีจุดอ่อนสำคัญคือ นายกฯ เป็นคนแสดงออกทางอารมณ์ง่าย จึงเป็นช่องทางให้สื่อถามแหย่ และเมื่อนายกฯ โกรธ ก็เข้าทาง
ที่ผ่านมาคนใกล้ชิดของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ตท.12 ที่ทำงานใกล้ชิดกันในยามนี้ หรือแม้แต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ซึ่งเป็นพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เคารพนับถือ ก็เคยเอ่ยปากให้ พล.อ.ประยุทธ์ ควบคุมอารมณ์ให้มากกว่านี้
อย่างไรก็ตาม ถือเป็นเรื่องปกติที่ผู้นำประเทศกับสื่อมวลชนมักจะมีการกระทบกระทั่งกันระหว่างการให้สัมภาษณ์ แต่สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ ดูเหมือนจะพิเศษหน่อย
“ที่ผ่านมามีหลายคนคอยบอกให้ พล.อ.ประยุทธ์ ระวังการให้สัมภาษณ์ เพราะเกรงว่าจะเป็นจุดอ่อนให้คนไปโจมตี แต่ พล.อ.ประยุทธ์ก็บอกว่าไม่กลัว เพราะมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาของประเทศ เพราะหากไม่ได้อธิบาย หรือชี้แจงให้ได้รับทราบทั่วกัน สื่อมวลชนก็อาจจะไปเขียนโดยที่ไม่เข้าใจ ดังนั้นการอธิบายถือเป็นเรื่องที่จะต้องทำ และจะดำเนินการต่อไป เพื่อให้สังคมได้รับรู้ว่ารัฐบาลจะเดินหน้าในการแก้ไขไปในทิศทางใด ถ้าไม่อธิบายรายละเอียดก็จะไม่เข้าใจในการทำงานของรัฐบาล”
การอยู่ในจุดสูงสุดของการบริหารประเทศนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ
สรรเสริญ แก้วกำเนิด : "ท่านอยากทำความเข้าใจกับสังคม"
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มองกรณีนายกฯ ปะทะคารมกับสื่อว่า ด้วยบุคลิกของนายกฯ ที่เป็นทหารทำให้ภาพที่ออกมามีบรรยากาศที่ดุดัน
"ที่ผ่านมาเคยมีบุคคลที่ร่วมงานกับ พล.อ.ประยุทธ์ อยากให้นายกฯ ตอบคำถามสื่อให้น้อย เพราะกลัวว่าจะถูกนำไปเป็นประเด็นปัญหา แต่ท่านได้แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนถึงการต้องการอธิบายความ และสร้างความเข้าใจกับสังคม"
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า นายกฯ เช็กข้อมูลข่าวสารอยู่แล้วทุกวันเป็นปกติ เมื่อเห็นอะไรที่ไม่ถูกต้องท่านก็ไม่ได้แสดงอาการโกรธ แต่จะสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือทีมโฆษกไปชี้แจง อย่างเช่น การหยุดจ่ายน้ำทำนาปรังเพราะอะไร ไปชี้แจงว่าเราเหลือต้นทุนน้ำเท่าไหร่ มาตรการแก้ไขคืออะไร ท่านพยายามบอกเสมออยากให้ทุกอย่างมีที่มาที่ไป สังคมไทยต้องรับรู้ที่มาที่ไป
“ท่านเน้นกับทั้งครม.และทีมโฆษกว่าอย่าเบื่อหน่ายกับการอธิบายความ วันนี้ข้อมูลข่าวสารเดินไปเร็วมาก ต้องหมั่นตรวจสอบและอธิบายกับประชาชนได้รู้ว่าเขาจะได้อะไร เรากำลังทำอะไร ซึ่งถ้าอ่านแต่ตัวหนังสือจะมองได้ว่าบรรยากาศตึงเครียด แต่ถ้าอยู่ในบรรยากาศจริงๆ จะเห็นว่าลงตัว มีการขอโทษขอโพยในการสัมภาษณ์ทุกครั้ง แบบวิถีคนไทย”
สื่ออาวุโสแนะ "พูดให้สั้นที่สุด..ดีที่สุด"
นางยุวดี ธัญญศิริ ผู้สื่อข่าวอาวุโสประจำทำเนียบรัฐบาล มองปฏิกิริยาของนายกฯ ในช่วงหลังว่า คนที่พูดดีกว่าคนที่ไม่พูด เพราะเราไม่รู้ว่าเขาคิดอย่างไร คนที่พูดมีหลายบุคลิก บางครั้งคนที่อยู่ในระบบผู้บังคับบัญชา สั่งอย่างเดียวแล้วทุกคนต้องทำตาม แต่พอมาเป็นผู้นำอีกบทบาท ซึ่งการที่เราจะประนีประนอมกันไปด้วยกันได้อย่างไร เขา (พล.อ.ประยุทธ์) เองก็ต้องปรับตัวด้วย
"การให้ข่าวยิ่งพูดยืดเยื้อยาวนานมันไม่มีประโยชน์อะไร ควรจะเอาแต่ที่เป็นประเด็น ที่เราต้องการสื่อสารเท่านั้นจะได้ประโยชน์มากกว่า จะพูดเล่นอะไร ต้องพูดนอกจอ เพราะเดี๋ยวนี้พูดอะไรก็กลับไปเป็นข่าวหมด และข่าวก็ไม่ได้อยู่เฉพาะแต่บ้านเรา มันออกไปทั่วโลก ซึ่งถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับต่างประเทศเราควรระมัดระวัง"
นางยุวดีย้ำว่า ที่พูดมาไม่ได้อยากบอกว่ารู้มากกว่าน้อยกว่า แต่เป็นความหวังดีต่อกันมากกว่า ถ้าไม่หวังดีก็ไม่พูดหรอก และที่พูดก็ไม่ได้สั่งสอน เพียงเสนอว่าเป็นแบบนี้ดีกว่า อยากให้ท่านพูดประเด็นสั้นๆ เพื่อประหยัดเวลาทั้งแหล่งข่าว และนักข่าวจะได้ไปทำงานอื่นอีก
........................................
(หมายเหตุ : ทีมงานวิเคราะห์นายกฯ งานรุม-พูดทุกเรื่อง-สื่อมึน : ปกรณ์ พึ่งเนตร ปัญญา ทิ้วสังวาลย์ อนพัทธ์ ดีช่วยรายงาน)



