
บิ๊กตู่ห่วงอาการหญิงเผาตัวที่ทำเนียบฯ
บิ๊กตู่ห่วงอาการหญิงเผาตัวที่ทำเนียบฯ สั่งม.ล.ปนัดดาและพล.ต.อ.อดุลย์ช่วยเหลือ มท.1เสียใจหญิงเผาตัววอนหนี้นอกระบบผ่อนปรน
15ต.ค.2557 จากเหตุการณ์ที่นางสังเวียน รักษาเพ็ชร์ อายุ 52 ปี ชาวอำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี อาชีพเกษตรกรและให้เช่าที่นาเดินทางมายื่นและติดตามเรื่องร้องเรียนกรณีหนี้สินจากการทำการเกษตรที่ได้มายื่นไว้ตั้งแต่วันที่ 13 ส.ค.2557 และเคยติดตามเรื่องไปครั้งหนึ่งแล้วเมื่อ 30 ก.ย.2557 จึงมาอีกครั้งในวันเดียวกันนี้ แต่ระหว่างที่พูดคุยซักถามข้อมูลกับนายสุขสวัสดิ์ สุวรรณวงศ์ หัวหน้าศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นผู้รับเรื่องด้วยตัวเอง ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น โดยจู่ๆ นางสังเวียน ได้หยิบน้ำมันและไฟแช็กขึ้นมาราดและจุดไฟเผาตัวเองสร้างความตื่นตระหนกโกลาหลก่อนที่เจ้าหน้าที่จะนำส่งโรงพยาบาลวชิระด้วยอาการสาหัสนั้น
เมื่อเวลา 16.50 น. ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าตรวจสถานที่เกิดเหตุที่ศูนย์บริการประชาชน(ชั่วคราว) สำนักงาน ก.พ.พร้อมสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากน.ส.อรนุช ศรีอนันท์ ผู้อำนวนการศูนย์บริการประชาชน และก่อนหน้านี้ได้นำกระเช้าดอกไม้เดินทางมาเยี่ยมนางสังเวียนก่อนให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า เบื้องต้นจากการประสานไปทางจังหวัดลพบุรี ทราบว่า นางสังเวียนได้มีการเข้ามาพบหน่วยงานราชการหลายครั้ง ซึ่งนายอำเภอเองก็ไม่อยากเชื่อว่านางสังเวียนจะก่อเหตุดังกล่าวขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ทางจังหวัดได้มีการจัดประชุมขึ้นเพื่อหาทางช่วยเหลือในการประนอมหนี้ของนางสังเวียน และได้มีการตกลงประนอมหนี้จนเหลือเป็นเงินที่ต้องชำระ 1 ล้านบาทเศษ ซึ่งก่อนหน้าต้องชำระมากกว่านี้ ในครั้งนั้นหลังจบการประชุมนางสังเวียนก็พึ่งผลใจกับการประนอมหนี้
ด้านพล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ระหว่างที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รอขึ้นเครื่องที่ห้องรับรองพิเศษ ท่าอากาศสุวรรณภูมิ เพื่อเดินทางไปสาธารณรัฐอิตาลี ร่วมประชุมผู้นำเอเซีย-ยุโรป ทีมงานนายกรัฐมนตรีได้นำภาพข่าวและรายงานเหตุการณ์หญิงเผาตัวเองที่ศูนย์บริการประชาชนให้กับนายกรัฐมนตรี โดยพล.อ.ประยุทธ์แสดงความเป็นห่วงอย่างมาก และได้สอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องในการดูแลให้ความช่วยเหลือ โดยกำชับให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทำการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และเข้าไปแก้ปัญหาที่มีการร้องเรียนมาโดยด่วน พร้อมกันนี้ได้สั่งม.ล.ปนัดดา พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าให้การช่วยเหลือเบื้องต้นก่อนแล้ว ทั้งนี้ เรื่องร้องเรียนจะมีการรายงานส่งนายกฯทุกวัน
มท.1เสียใจหญิงเผาตัววอนหนี้นอกระบบผ่อนปรน
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ เพราะแม้ว่า จะเกิดปัญหาแล้ว ตนคิดว่าสังคมควรช่วยหาทางออกให้ หรือเขาควรมีทางออกที่ดีกว่านี้ การทำร้ายตัวเองนั้นส่งผลเสียต่อตัวเอง และครอบครัว ในส่วนของผู้ที่ให้กู้ยืมนอกระบบ ควรที่จะมีการผ่อนปรน โดยเฉพาะผู้ยากไร้ที่มีปัญหา เพื่อให้เขาอยู่ในสังคม และพึ่งตนเองได้ ถ้าไปคิดดอกเบี้ยแพง จนเขาอยู่ไม่ได้ ก็จะส่งผลเสีย สำหรับประชาชนทั่วๆไป ตนเสนอว่าควรจะใช้แนวทางพระราชทาน เศรษฐกิจพอเพียง ในการดำเนินชีวิต มาปฏิบัติ โดยเฉพาะสังคมยุควัตถุ ในปัจจุบัน ถ้ายึดแนวทางพระราชทานดังกล่าวก็จะอยู่ได้ โดยไม่ไปก่อหนี้ส่วนตัว หรือนอกระบบ ถึงแม้ว่าจะนำไปใช้ในการประกอบธุรกิจ หรืออาชีพ ตนคิดว่า เป็นหนทางที่ไม่ค่อยจะดีนัก
เมื่อถามว่า จากสถิติของศูนย์ดำรงธรรม มีประชาชนเข้ามาร้องเรียนในเรื่องหนี้นอกระบบ มากน้อยเพียงใด รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ยังไม่แน่ใจในเรื่องจำนวน แต่จากสถิติมีระบุไว้อยู่แล้วชัดเจน
“อยากเรียนยืนยันว่า คนกู้ก็ไม่ควรไปก่อหนี้นอกระบบ สำหรับเจ้าหนี้ควรมีแนวทางผ่อนปรน เพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้” รมว.มหาดไทย ระบุ
รมว.มหาดไทยกล่าวถึงแนวทางในการจัดระเบียบเงินกู้นอกระบบว่า จะลองพิจารณาดู มีหนทางที่จะทำได้อย่างไรบ้าง คงต้องช่วยกัน เพราะยังมีผู้ที่เดือดร้อนอยู่ ถ้าทำได้ก็จะรีบพิจารณาต่อไป
เมื่อถามว่า อาจมีผู้มีอิทธิพลในพื้นที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ รมว.มหาดไทย กล่าวว่า สมมติว่า ถ้าเป็นผู้มีอิทธิพลจริง ก็ต้องขอร้องกันว่า อย่าไปทำเลย เพราะจะทำให้ผู้ที่ประสบปัญหาไม่สามารถอยู่ได้ อย่างไรก็ตามตนขอพิจารณาในรายละเอียดก่อน
“ต้องมาพูดว่า จะหาทางแก้ปัญหาอย่างไร เช่น ถ้าตัวเขาเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน ก็อาจช่วยหาแหล่งทุน เช่น สหกรณ์ ดังนั้น ถ้าเราร่วมมืนกันทำก็น่าจะเป็นทางออกที่ดี เริ่มที่จังหวัดก่อนแล้วมาที่ส่วนกลาง จะบอกประชาชนอย่างไร ขณะนี้ประชาชนก็ทราบดีว่า ถ้ามีปัญหาก็ไปได้ทุกอำเภอเลย หรือในระดับจังหวัดที่จะแก้ปัญหาในพื้นที่ คิดว่า น่าจะสามารถแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง เช่น ปัญหาหนี้สิน ช่วยกันหาความคิดที่จะแก้ไข และเป็นหนทางที่สามารถยอมรับได้” รมว.มหาดไทย กล่าว
เมื่อถามว่า ในวันนี้ที่สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย สมานายกองค์การบริหารส่วนตำบล สมาคมนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเข้าพบท่านจะกำชับเรื่องอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนก็มีเรื่องที่จะพูดคุยในระดับของผู้นำขององค์กร ผมจะกำชับทุกเรื่องเพราะมีความสำคัญ โดยเฉพาะ เรื่องงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ยก3ประเด็นหลักปมสอบไมค์แพง
พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวถึงผลการสอบทุจริตไมโครโฟน ที่ห้อง 501 กองบัญชาการ 1 ที่ล่าสุดคณะกรรมการตรวจสอบทุจริตในภาครัฐ(คตร.)ได้สรุปผลการสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นเสร็จสิ้นแล้วว่า ตนได้ตรวจสอบเมื่อสักครู่นี้ ขอยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้ส่งมาถึงกระทรวงมหาดไทย ส่วนที่สื่อบอกว่าเบื้องต้นไม่เจตนาถึงขั้นทุจริตนั้น ขอพูดตรงๆ มันมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คือ 1. ในเรื่องราคา ซึ่งสื่อมวลชนบอกว่าราคาสูงกว่าที่อยู่ในโซเชียล เนทเวิร์ค ถ้าเป็นตามนั้นคงสูงตามที่ว่า 2. ถ้าถามว่าแพงไหม สังคมคิดว่าแพง เพราะมีข้อแตกต่างของราคาที่อยู่ในโซเชียล เนทเวิร์ค กับราคาของเจ้าหน้าที่ 3.ประเด็นต่อไปว่ามีการทุจริตหรือไม่ ตนบอกไม่ได้ว่ามีการทุจริต เพราะยังไม่มีการเซ็นสัญญา 3.สังคมเชื่อเพราะสื่อไปเจอเข้า ซึ่งรู้สึกว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นถ้าจะต้องการดำเนินการใดๆ ต้องใช้มาตรการเรื่องเดียวคือเรื่องทุจริต ขอเรียนกลับว่า ท่านคิดว่า ทำได้หรือไม่ ท่านก็ตอบเองว่าทำไม่ได้ ถ้าทำไปก็จะเกิดไปฟ้องศาลปกครอง ตนพูดทั่วไปว่า ได้ไหม สื่อไปเจอเข้าแล้วจะทุจริต ชี้ได้หรือยัง มันตอบอยากทางกฏหมายถ้ายังไม่มีการเซ็นสัญญา ฉะนั้นสังคมควรจะหัดเรียนรู้ว่าเป็นอย่างนี้
“ผมยืนยันนโยบายของรัฐทุจริตไม่ได้ ระดับไหนก็ต้องดำเนินการทั้งสิ้น รัฐบาลไหนก็อยู่ไม่ได้ถ้าเกิดการทุจริตขึ้น ผมไมใช ปปช. สตง. และยังไม่มีเอกสารใดที่เกี่ยวข้องกับผมเลย ถ้าทำได้อยากจะลงโทษก็ทำ แต่ผมคิดว่าไม่น่าจะถึงขั้นทำได้ ” รมว.มหาดไทยกล่าว
ประธานคตร.อุบแจงผลสอบซื้อไมค์แพง
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 15 ต.ค. มีการประชุมภายในของคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ ในระหว่างการประชุม พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และเป็นประธานคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ(คตร.) หยิบยกกรณีสื่อมวลชนบางสำนักนำเสนอข่าวว่า พล.อ.อนันตพร ได้ลงนามในเอกสารของคตร.ที่เห็นชอบตามที่ฝ่ายกิจการพิเศษ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) เสนอขออนุมัติโครงการพัฒนาปรับปรุงทำเนียบรัฐบาล และบ้านพิษณุโลก และขออนุมัติยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ขึ้นมา โดยพล.อ.อนันตพร ระบุว่า การลงนามในเอกสารดังกล่าวเป็นการเห็นชอบตามที่ฝ่ายกิจการพิเศษ คสช. และสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) เสนอมา เพื่อจะได้ส่งเรื่องเข้าที่ประชุมคสช.พิจารณาอนุมัติให้มีการปรับปรุงอาคารสถานที่สำคัญต่างๆ ในทำเนียบรัฐบาลและบ้านพิษณุโลก รวมถึงปรับภูมิทัศน์และสาธารณูปโภคต่างๆ ให้อยู่ในสภาพดีและทันสมัย โดยในขณะนั้นยังไม่มีการพูดถึงราคาอุปกรณ์ที่จะมีการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งการจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ เป็นเรื่องของหน่วยงานผู้รับผิดชอบเป็นผู้พิจารณา ขณะที่บริษัทเอกชนได้เสนอที่จะนำอุปกรณ์มาติดตั้งให้ก่อน หากไม่พอใจสามารถถอดออกได้ ส่วนเรื่องของราคายังไม่ได้ข้อยุติ แต่เกิดประเด็นขึ้นเสียก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการประชุมดังกล่าวเสร็จสิ้น พล.อ.อนันตพร เดินเท้าลงจากตึกไทยคู่ฟ้า ไปยังห้องทำงานในตึกบัญชาการ 1 ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามถึงความชัดเจนของผลการตรวจสอบการจัดซื้อไมโครโฟนในห้องประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชั้น 5 ตึกบัญชาการ 1 แต่พล.อ.อนันตพร ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ตนไม่ขอพูดอะไรแล้ว ขอให้ผู้ที่มีหน้าที่เป็นคนพูดดีกว่า



