
'จาตุรนต์'ร้องชี้ขาดเขตอำนาจศาล
15 ต.ค. 2557
'จาตุรนต์' ยังไม่ให้การคดีขัดคำสั่ง คสช. ยื่นคำร้องส่งเรื่องชี้ขาดเขตอำนาจศาลทหาร หรือศาลยุติธรรม ขอให้วินิจฉัยประกาศขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญ หรือไม่
15 ต.ค. 57 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศาลทหารกรุงเทพฯ กรมพระธรรมนูญ ถ.หลักเมือง ศาลนัดสอบคำให้การ คดีหมายเลขดำ 31ก./2557 ที่อัยการทหาร เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ เป็นจำเลย ในความผิดฐานขัดคำสั่ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ไม่เข้ารายงานตัว , กระทำการยุยง ปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบ หรือละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (2) (3) และ พ.ร.บ.ว่าการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (3) ฐานนำ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ฯ รวม 3 ข้อหา สืบเนื่องจากกรณีที่นายจาตุรนต์ ไม่รายงานตัวตามประกาศ คสช. วันที่ 31 พ.ค. 57 และนายจาตุรนต์ ได้ปาฐกถา ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ซึ่งพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ได้รวบรวมพยานหลักฐานแล้วกล่าวหาว่า นายจาตุรนต์ มีพฤติการณ์ปลุกปั่น ยุยง ฯ
แต่อย่างไรก็ดี เมื่อถึงเวลา นายจาตุรนต์ จำเลย และทีมทนายความ ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลทหาร ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยเขตอำนาจศาล เนื่องจากนายจาตุรนต์ จำเลย เห็นว่า กรณีที่มีการกล่าวหา ว่ามีการปาฐกถาลักษณะปลุกปั่น ยุงยง นั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 22-24 และ 27 พ.ค. 57 ซึ่งเหตุการณ์สิ้นสุดก่อนที่จะมีการออกประกาศ คสช. ฉบับที่ 37-38/2557 เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 57 ที่กำหนดความผิด ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร โดยประกาศ คสช. ทั้ง 2 ฉบับ ได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 57 แล้วจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 31 พ.ค. 57 กรณีที่มีการกล่าวหา จึงเกิดขึ้นก่อนที่ประกาศ คสช. จะบังคับใช้ ดังนั้น จึงไม่อาจนำประกาศทั้ง 2 ฉบับ มาบังคับใช้ย้อนหลังได้ ซึ่งอำนาจพิจารณา และพิพากษาคดี ควรต้องอยู่ในเขตอำนาจศาลยุติธรรม นอกจากนี้ ประกาศ คสช. ทั้ง 2 ฉบับ ยังจะขัดแย้งกับมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญ ชั่วคราว พ.ศ. 2557 ด้วย ที่ว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาค ที่คนไทยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้
ดังนั้น จำเลย จึงขอให้ศาลทหาร ส่งสำนวนคดีนี้ให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 เพื่อพิจารณาก่อนว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร หรือศาลยุติธรรม พร้อมทั้งขอให้วินิจฉัยว่า ประกาศ คสช.ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญ ฯ หรือไม่ และขอให้ส่งสำนวนคดีนี้ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา พิจารณาเพื่อขอมติว่า จะส่งสำนวนคดีนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วยหรือไม่
ภายหลังนายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ที่ปรึกษากฎหมายนายจาตุรนต์ กล่าวว่า วันนี้นายจาตุรนต์ ยังไม่ได้สอบคำให้การ แต่ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลทหาร ส่งเรื่องวินิจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจศาล ดังนั้นหลังจากนี้ ตามกระบวนการต้องรอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจศาล มีคำวินิจฉัยออกมาก่อน ว่าคดีอยู่เขตศาลทหาร หรือศาลยุติธรรม หลังจากนั้น จึงจะสอบคำให้การ และดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งประเด็นเขตอำนาจศาล ก็เป็นเรื่องหลักที่เราต่อสู้มาตลอด ขณะที่ประเทศไทย เป็นภาคีของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง หรือ ICCPR ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 40 และถือว่าเป็นกฎหมายระหว่างประเทศตามปฏิญญาสากล ซึ่งตามหลักการ พลเมืองมีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผย และเป็นธรรมด้วยคณะตุลาการที่เป็นอิสระ และเป็นกลาง และสามารถใช้สิทธิ์อุทธรณ์ - ฎีกา ได้ แต่การนำนายจาตุรนต์ ที่เป็นพลเรือน มาขึ้นศาลทหารที่เป็นการพิจารณาเพียงศาลเดียว โดยไม่มีการอุทธรณ์ - ฎีกา ก็ย่อมขัดกติการะหว่างประเทศด้วย



