
นายกฯบินอิตาลีร่วมประชุมอาเซม
15 ต.ค. 2557
นายกฯบินอิตาลีร่วมประชุมอาเซม พร้อมแจงสถานการณ์บ้านเมืองต่อนานาชาติ ขออย่าคาดคั้นเวลาเลือกตั้งใหม่ บอกสื่อไม่อยู่ แล้วจะคิดถึงกัน เผยอังกฤษเข้าใจทำคดีเกาะเต่า
เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 15 ต.ค.57 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกเดินทางด้วยเที่ยวบินพิเศษ ทีจี 8880 เพื่อเดินทางเข้าร่วมการประชุมผู้นําเอเชีย-ยุโรป (Asia-Europe Meeting - ASEM) ครั้งที่ 10 ซึ่งมีอิตาลีเป็นเจ้าภาพ และมีสหภาพยุโรป (European Union - EU) เป็นประธาน โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-17 ตุลาคม 2557 ที่นครมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี ผู้เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวประกอบด้วยผู้นํารัฐบาลหรือผู้แทนจากประเทศ สมาชิก 53 ราย
สำหรับการประชุม ASEM มีกําหนดจัดปีเว้นปี สลับกับการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ โดยประเทศสมาชิก ASEM ฝ่ายยุโรปและเอเชียสลับกันเป็นเจ้าภาพ ในการประชุมแต่ละครั้ง โดยจะหารือในกรอบ 3 เสา หลัก ได้แก่ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม สําหรับการประชุม ASEM ครั้งที่ 10 สหภาพยุโรป ในฐานะประธานการประชุมได้กําหนดหัวข้อหลักของการประชุมครั้งนี้ว่า “Responsible Partnership for Sustainable Growth and Security” โดยการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางออกนอกภูมิภาค เพื่อพบปะผู้นำต่างชาติ และแนะนำตัวเองกับต่างชาติ เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ ในประเด็นที่ไทยให้ความสําคัญ ได้แก่ ความสําคัญของการเพิ่ม ความเชื่อมโยงระหว่างกัน (connectivity) ภายในภูมิภาคและระหว่างภมูิภาค การสนับสนุนความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ โดยเน้นการลดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนระหว่างสมาชิก ASEM บทบาทของไทยในการรับมือกับปัญหา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุม ASEM เพื่อแสดงจุดยืน และท่าทีของไทยต่อประเด็นที่ท้าทาย เช่น การแพร่ระบาดของโรคติดต่อร้ายแรง เช่น Ebola และการกําหนดทิศทางในอนาคตของ ASEM ก็เพื่อยืนยันการมีส่วนร่วมของไทยต่อเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศ แม้ว่าไทยจะอยู่ในภาวะเปลี่ยนผ่าน แต่ยังมีความรับผิดชอบ และมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาความท้าทายใหม่ๆ ร่วมกัน นอกจากนี้ ไทยจะเข้าร่วมการประชุมผู้นําอาเซียน-สหภาพยุโรปอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อกําหนด ทิศทางการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับสหภาพยุโรปและหารือประเด็นระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ ที่อยู่ในความสนใจและมีผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งนี้ ไทยจะรับหน้าที่เป็นประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน- สหภาพยุโรปต่อจากเวียดนามในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2558
โดยพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวก่อนออกเดินทางว่า การประชุมเอเซมนี้ จัดโดยสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งอาเซม มีสมาชิกทั้งหมด 53 ประเทศ ส่วนการเข้าหารือผู้นำต่างประเทศนั้น ทางกระทรวงการต่างประเทศกำลังดำเนินการอยู่ คงจะได้คุยกับหลายประเทศทั้งในส่วนของอาเซียน และยุโรปด้วย โดยเราจะพูดกันในเรื่องสามเสาหลัก และการค้า การลงทุนในทุกมิติ ที่มีความสัมพันธ์ต่อกัน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความคาดหวังในการเข้าร่วมประชุมอาเซมคือ การประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับยุโรปนั้นคงจะพัฒนามากขึ้นในระยะต่อไป จากเดิมที่ดีอยู่แล้ว โดยเวลา 3 นาทีที่ตนจะได้พูดในเวทีอาเซมนั้น จะเน้นเรื่องความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และเตรียมการด้านความมั่นคง และการเชื่อมโยงที่ดีขึ้น ทั้งนี้เราพูดในนามของอาเซียนฉะนั้นเราต้องพูดว่าทุกประเทศในอาเซียนต้องสร้างความเข้มแข็งของตัวเองในทุกมิติ และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกัน โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน สิ่งที่จะคุยกันต่อคือไทยเป็นกลุ่มประเทศหลักด้านผลผลิตเกษตรกรรม โดยอาจจะพูดถึงการเจรจาข้อตกลงในระยะต่อไป ที่เราได้มีการตั้งคณะกรรมการอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมามีการพูดคุยกันน้อยไปบ้าง
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการพูดคุยในกรณีไทยถูกกีดกันด้านการค้าหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า อย่าใช้คำว่ากีดกัน มันเป็นเรื่องของการพัฒนาตามสถานการณ์โลก ซึ่งคือสิ่งที่เราต้องช่วยกันคิดว่า เราอย่ามัวแต่รอรับกติกาที่ออกมาไม่ได้ ซึ่งเราต้องคิดในเชิงรุก ว่าเราจะเดินหน้าเศรษฐกิจอย่างไร เราต้องเตรียมการรับทุกมาตรการ สิ่งที่ต้องทำในเวลานี้คือการพัฒนาภาคเศษฐกิจของเราให้เข้มแข็งขึ้น รัฐต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการลงทุนให้เข้าถึงกองทุนในธุรกิจ ทุกประเภท ซึ่งเรามีสินค้าส่งออกหลายประเภท ฉะนั้นมีปะเด็นสำคัญคือเรื่องราคา และตลาด ส่วนการกีดกันต่างๆเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเป็นกติกาโลก คนมากขึ้นการแข่งขันมากขึ้น ผลผลิตมากขึ้น มันต้องมีการแข่งขันกัน เราต้องเตรียมพร้อมปรับปรุงคุณภาพ เพิ่มเทคโนโลยี สร้างนวัตรกรรมใหม่ๆมา
วันนี้ถ้าเรายังทำงานเชิงรับอยู่เหมือนเดิมเราจะแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ในอนาคต ซึ่งเวลาเราปีสองปีนั้นน้อยมาก แต่เราปรับหมดในข้อตกลง ภาษีต่างๆ เหมือนกับทุกประเทศที่มีมาตรการของเขาในการทำให้ผลผลิตมีราคาสูงขึ้น ฉะนั้นการนำเข้าจึงลดลง
เมื่อถามว่าปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทางอาเซมมองเป็นอุปสรรคด้านการค้าหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เป็นคนละเรื่อง เรียนว่าปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมีอยู่บางพื้นที่ ไม่ใช่ภาคใต้ทั้งหมด จึงขอฝากว่า ถ้าเราพูดว่าทั้งหมดนั้นไม่ใช่ วันนี้การค้าการลงทุนต่างๆนั้นเดินอยู่ เพียงแต่การลงทุนขนาดใหญ่ยังไม่เกิดขึ้น เพราะปัญหาเรื่องความมั่นคง ซึ่งเราต้องสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้เขา วันนี้มีการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอมากขึ้น ตนก็แก้กติกาต่างๆ และเพิ่มห้วงระยะเวลาในการให้การสนับสนุน มีกองทุนต่างๆ ทั้งนี้ภายในปีนี้จะเร่งให้เกิดขึ้นให้ได้ คือในเรื่องของการแปรรูปยาง ในชั้นต้น เพื่อให้ราคาในพื้นที่สูงขึ้น ลดปัญหาการขนส่งเข้ามาส่วนกลางและส่งออก วันนี้ปัญหาอยู่ที่ราคาผลิตผลจากวัตถุดิบจากสวนยาง และส่งขายต่างประเทศ ส่วนในประเทศก็ใช้น้อย ซึ่งเราได้เร่งทุกทางคือเร่งการเพิ่มมูลค่าของยางดิบ โดยจะมีการเจรจาขอความร่วมมือกับบริษัทผลิตยางรถยนต์ ให้ผลิตมากขึ้น ในส่วนของการใช้ในประเทศ ด้านเหล่าทัพ จะให้กระทรวงกลาโหมพิจารณาว่าโรงงานของเราที่มีการทำอยู่แล้วจะส่งเสริมได้อย่างไร ในการใช้ยางให้มากขึ้น เราต้องดูทุกอย่าง อย่ามองว่าราคาตกอย่างเดียวแล้วจะขายใคร ตรงนี้มันยาก เราต้องเริ่มในเรื่องของการใช้ผลผลิตที่มีอยู่มากมายทั้งข้าว ยาง มันสำปะหลัง อ้อย ให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด ส่วนไหนที่เกินก็ส่งขาย แล้วจึงไปพูดคุยกันถึงการยอมรับในราคา โดยเมื่อมีการหารืออย่างไม่เป็นทางการในที่ประชุมอาเซม ตนก็จะหาทางพูดคุยถึงความร่วมมือดังกล่าวด้วย
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในการหารืออย่างไม่เป็นทางการกับผู้นำต่างประเทศนั้น ตนยินดีคุยกับทุกประเทศ แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีเวลาอย่างไร ไม่ใช่เขาอยากคุยหรือไม่อยากคุย ซึ่งถ้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองตนพร้อมชี้แจงอยู่แล้ว ตนตอบได้หมด อย่างไรก็ตามส่วนล่วงหน้าของกระทรวงการต่างประเทศไม่ได้แจ้งว่าต่างประเทศมีความสงสัยในประเทศเราเลย เขาเป็นกำลังใจให้เรา เพียงแต่ต้องขอว่าทำให้รวดเร็ว
‘นายกฯ’ ขออย่าคาดคั้นเวลาเลือกตั้งใหม่
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 15 ตุลาคม ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ก่อนออกเดินทางเข้าร่วมประชุมอาเซม ถึงการดำเนินการตามโรดแมปที่วางไว้ในขั้นที่ 3 จะมีโอกาสขยายระยะเวลาหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่ผ่านตนเป็นคนกำหนดโรดแม็พก็ขึ้นอยู่กับการดำเนินการว่าจะทำได้อย่างไรก็อยากขอร้องให้ทุกฝ่ายมาช่วยกัน ถ้ามัวแต่ตีรันฟันแทงต่อสู้กันไปตลอดจะทำอะไรก็ขยับหรือสรุปไม่ได้แล้วประเทศจะไปได้หรือ การเลือกตั้งครั้งใหม่จะต้องมาด้วยรัฐธรรมนูญและผลของการปฏิรูป 11 เรื่อง ดังนั้นถ้าทำเรื่องรัฐธรรมนูญเสร็จสามารถทำการปฏิรูปทั้ง 11 เรื่องได้ ในระยะแรกเพราะคงแก้ไม่ได้ทั้งหมด บางเรื่องต้องใช้ระยะเวลายาว จากนั้นใครมาเป็นรัฐบาลก็เข้ามาแก้ต่อ
"อย่ามาคาดคั้นกับผมมากเรื่องนี้ ผมพูดไปแล้วถือว่าจบทุกอย่างต้องดูตามโร้ดแมปปัญหาอยู่ที่ว่าจะทำตามโร้ดแมปได้หรือไม่ และเรื่องนี้ไม่ใช่ผมคนเดียวที่ไปนั่งทำโร้ดแมป ผมไม่ได้ไปนั่งเป็นประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หรือประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากนี้ก็จะมีการแต่งตั้งบุคคลเข้ามาก็ทำงานกันไป และทำให้เสร็จ" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
เมื่อถามว่า ล่าสุดนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ออกมาระบุว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่จะเกิดขึ้นต้นปี 2559 แสดงว่าจะต้องมีการขยายเวลา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็บอกแล้วว่าขึ้นอยู่กับว่าทั้งรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปจะเสร็จเมื่อใด และต้องใช้เวลาในการเตรียมการเลือกตั้งและไม่ใช่ว่าเรากำหนดการเลือกตั้งแล้ววันพรุ่งนี้จะทำการเลือกตั้งได้ทันที การเลือกตั้งต้องใช้ระยะเวลา
"ก็คงต้องขอความร่วมมือวันนี้เป็นห่วงอย่างเดียวว่า 3-4 วันที่ผมไม่อยู่ โดยเข้าร่วมประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป (อาเซ็ม) ครั้งที่ 10 ที่ประเทศอิตาลีนั้นถือว่าผมไปทำหน้าที่เพื่อบ้านเมืองก็ขอให้ช่วยกันดูแลบ้านเมืองให้ดีในช่วงนี้หากมีอะไรก็ต่องช่วยกันทำให้สงบเงียบเป็นไปอย่างเรียบร้อย อย่าขยายความขัดแย้งกันไปมากนัก ผมไม่ได้ต้องการให้คนคิดหรือทำเหมือนกันเช่นเดียวกับผม ที่ผ่านมาผมและรัฐบาลช่วยกันคิดเป็นแนวทางเพื่อให้การเดินหน้าประเทศเดินไปได้ แต่ต้องยอมรับว่าขณะนี้การเดินหน้าประเทศเรามีหลายกลุ่ม รัฐบาลก็ต้องบริหารประเทศเดินหน้าและแก้ปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบันและขอปฏิเสธว่าผมไม่ได้เป็นม้าขาว ผมไม่เคยยกตัวเองขนาดนั้นเพียงแต่ผมต้องการเข้ามาแก้ปัญหา และไม่อยากพูดถึงปัญหาที่ผ่านมามากนักเพราะจะเป็นการเปิดประเด็นความขัดแย้งขึ้นมาอีก" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทุกคนทราบดีว่าปัญหาเกิดจากอะไรบ้าง ทุกรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาแต่ก็แก้ไม่ได้ วันนี้รัฐบาลจึงเข้ามาแก้โดยใช้อำนาจพิเศษบ้างในทางสร้างสรรค์ ซึ่งทุกอย่างก็ดีขึ้นแต่เมื่อบ้านเมืองสะอาดเรียบร้อยแล้วก็ต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไร เพราะบ้านเราคนมีรายได้น้อยมีจำนวนมาก มีความเหลื่อมล้ำทางรายได้ก็ต้องมาดูในเรื่องภาษีว่าคนรวยจะดูแลคนจนอย่างไร การสร้างอาชีพและรายได้ให้กับประชาชนซึ่งรัฐบาลกำลังทำอยู่ โดยเฉพาะการดูแลคนที่มีรายได้น้อยชาวนาน่าสงสาร ปีนี้ทำนาปรังก็ลำบากเพราะน้ำน้อยซึ่งกระทรวงเกษตรฯมีหลายมาตรการที่จะเข้าไปช่วยดูแลยืนยันว่าเราไม่ได้บังคับเพียงให้ชาวนาได้เลือกวิธีการประกอบอาชีพ แต่ถ้าเป็นเรื่องของกฎหมายเราต้องแยกออกจากกัน กฎหมายที่ให้สังคมมีความสงบเรียบร้อยและถ้าไม่สามารถตัดสินได้ก็ต้องให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ตัดสิน ส่วนการปฏิรูปก็ต้องว่ากันไปวันนี้ปัญหามีมาก ซึ่งทุกรัฐบาลก็พยายามแก้ และหลังจากนี้ต้องมาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรจะไม่ให้เกิดกระบวนการทุจริตหลังจากรัฐบาลเข้ามาทำหน้าที่ ขณะนี้จึงมีการลงไปดูและตรวจสอบเรื่องการจ่ายเงินเนื่องจากปัญหามีมานานแล้วและยังมีข่าวจากสื่อว่าเกิดปัญหาในส่วนนั้นส่วนนี้บ้าง ก็ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปดูในทุกๆ ขั้นตอน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในช่วงที่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่อิตาลีได้ฝากงานกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ทำหน้าที่รักษาการอย่างไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ต้องฝากเพราะทำงานมาด้วยกันในช่วงที่เป็นรัฐบาล จึงไม่จำเป็นต้องฝากฝังอะไรเพราะสั่งกันทุกวันอยู่แล้วและมีการกำหนดแนวทางและนโยบายไว้อยู่แล้วก่อนจะสั่งงานคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็มีการหารือกับครม.คงไม่ต้องฝากงานอะไร เพราะตนไม่อยู่ก็เหมือนอยู่และไม่ใช่จะติดต่อกันไม่ได้เพราะโทรศัพท์ยังสามารถใช้ได้ตลอดเวลา แต่ตนไม่ห่วงเพราะคนไทยน่ารักอยู่แล้วไม่ทะเลาะกัน
นายกฯ กล่าวว่า ปัญหาเร่งด่วนที่เจอทุกวันมีทั้งเรื่องอาชญากรรม ยาเสพติด ภัยธรรมชาติ การจัดระเบียบต่างๆ แต่ปัญหาที่ตามมาคือจะแก้ปัญหาให้กับคนจนอย่างไร จะใช้กฎหมายอย่างเดียวก็ไม่ได้ ซึ่งคนไทยเป็นคนน่ารักมีความสามารถและต้องทำให้เหมือนเดิม อย่าให้เกิดความแตกแยก วันนี้ต้องเข้าใจรัฐบาลเรามีหน้าที่ดูแลประชาชน 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องเป็นรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลวันนี้รัฐบาลใช้หลักธรรมาธิบาลทั้งหมดเพียงแต่ขั้นตอนต่างๆ มีมากจึงต้องมีการตรวจสอบจากองค์กรอิสระ แต่ก็คงไม่ทันใจสื่อมวลชน วันนี้เราเพิ่งเป็นรัฐบาลเพียงเดือนเดียวแต่ก็ยังสู้ไหวเพราะเรามองอนาตจของประเทศชาติในวันข้างหน้า รัฐบาลนี้ทำเพื่ออนาคตวันหน้าตนจะได้สบายใจว่าลูกหลานจะอยู่กันได้ต่อไป แต่ยืนยันว่าวันนี้ยังไหวอยู่
ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่านายกฯและรัฐบาลกลับมาเป็นสยามเมืองยิ้มได้เหมือนเดิม นายกฯ กล่าวว่า ก็พยายามอยู่แต่คงไม่ได้อยู่ที่ตนคนเดียว "แต่ผมสัญญาว่าจะทำอย่างเต็มที่ แต่การที่จะเป็นผลออกมาอยู่ที่คนไทยทุกคนว่าจะร่วมมือกันหรือไม่ จะให้ผมไปสั่งว่าให้เลิกความขัดแย้งและหันมาสร้างความปรองดองคงไม่ได้ แต่จะต้องทำให้เกิดความพอใจว่าสิ่งที่เป็นปัญหาที่ผ่านมาอาจจะเกิดจากภาคการเมืองบ้าง ความเข้าใจที่ไม่ตรงกันบ้างจึงนำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งปัญหาเหล่านี้จึงต้องนำมาซึ่งการปฏิรูปเรื่องแบบนี้ผมตัดสินคนเดียวไม่ได้ทุกคนต้องร่วมมือกัน เป็นเรื่องของศาลและกระบวนการยุติธรรมที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรม วันนี้จึงขอร้องว่าอย่างไปเร่งรัดศาลขอให้ทุกฝ่ายทำงานในหน้าที่ เพียงแต่อาจจะช้าบ้างเพราะต้องใช้หลักฐานที่ชัดเจน หากตัดสินไปแล้วเกิดการไม่ยอมรับก็จะตีกันขึ้นไปอีก เราจะปล่อยให้กลับไปสู่จุดเดิมกันทำไม แต่ใครผิดก็ต้องว่าไปตามผิด"
พล.อ.ประยุทธ์ ยังชี้แจงว่าความดันขึ้นเกือบทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า เวลาตนพูดกับสื่อเสียงดังความดันก็ขึ้น ความจริงคำพูดบางอย่างก็ไม่ใช่เรื่อง "งั้นวันหลังผมก็คงไม่ขอพูดเล่นกับสื่อแล้วกัน ดีที่สุดก็ไม่ต้องพูดกับท่านเลยให้โฆษกฯ พูดแทนดีไหม อย่างในการบันทึกเทปรายงานคืนความสุขให้คนในชาติตนก็ได้บันทึกเทปไว้แล้ว และในวันศุกร์ที่ 17 ต.ค.นี้รายการจะมาเร็วขึ้น เนื่องจากมีการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬา และในสัปดาห์ต่อไปก็จะกลับมาใช้เวลาเดิม แต่พยายามจะใช้เวลาในรายการให้น้อยลง แต่ปัญหามีมากตนก็ต้องอธิบายแต่บางสื่อก็หาดีแต่พูดไม่ทำงานก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร หรือจะให้ไม่ต้องพูดเลย สื่อไม่ต้องมาถามและเราไม่ต้องเจอกันสัก 1 เดือนดีไหม ไม่เป็นไร ช่วงตนไม่อยู่ก็ขอให้อยู่อย่างเป็นสุขแล้วจะคิดถึงกัน
‘นายกฯ’ เผยอังกฤษเข้าใจกระบวนการสอบสวนคดีเกาะเต่า
เมื่อเวลา 09.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ก่อนออกเดินทางเข้าร่วมประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป (อาเซ็ม) ครั้งที่ 10 ที่ประเทศอิตาลี ถึงกรณีที่พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ได้พบและหารือกับเอกอัคราชฑูตเมียนมาร์ และสหราชอาจักร (อังกฤษ) ถึงกรณีข้อสงสัยการจับกุมตัวผู้ต้องหาสังหารโหด 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ฯ ว่า มีการรายงานมาให้ทราบว่าผลการหารือเป็นที่พอใจ ซึ่งทางอังกฤษขอเวลาทำใจเล็กน้อยเพราะเขาดูถึงหลักการในการตรวจสอบและสืบสวนต่างๆ เป็นไปตามขั้นตอน เพียงแต่ที่ผ่านมาเราไม่สามารถรายงานได้ตลอดเวลาเพราะเป็นการดำเนินการภายในประเทศของเรา เป็นกฎหมายของเรา เจ้าหน้าที่ตำรวจของเรา
ดังนั้นเมื่อมีข้อสงสัยก็สามารถเข้าสอบถามได้ ซึ่งทางฝ่ายอังกฤษเขาบอกว่าไม่ได้รับข้อมูล ซึ่งตามปกติการดำเนินการสืบสวนสอบสวนของเราก็ไม่จำเป็นต้องรายงานใคร แต่เมื่อสงสัยก็สามารถเข้ามาสอบถามได้และถือว่าวันนี้ก็ได้เข้ามาร่วมสังเกตการณ์ในทุกๆ อย่างแล้ว แต่คงจะให้เข้ามาตัดสินแทนเราคงไม่ได้ วันนี้เราต้องดูแลประเทศของเราให้ดีและต้องให้เกียรติกับเจ้าหน้าที่ของเราและเราก็ให้เกียรติคนของเขาอยู่แล้ว มีข้อสงสัยอะไรเราก็เคลียร์ให้ได้อยู่แล้ว
‘นายกฯ’ ชี้หากชาวนาเสี่ยงปลูกข้าวขณะน้ำน้อยต้องยอมรับให้ได้
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 15 ต.ค. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปร่วมประชุมอาเซม ที่ประเทศอิตาลี ถึงกรณีมาตรการช่วยเหลือการปลูกข้าวนาปรัง ของ ครม. ที่ว่าหากใครยอมเสี่ยงที่จะปลูกในขณะที่ปริมาณน้ำน้อยต้องรับผิดชอบตัวเองว่า อะไรที่เราเตือนไปแล้ว หากจะขอเสี่ยงแล้วเราต้องไปรับความเสี่ยงทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะเราได้หาทางเลือกให้เขาไว้แล้ว และแนวคิดดังกล่าวเป็นบรรทัดฐานในเวลานี้ หากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงก็แก้ปัญหาอีกทาง ที่ผ่านมาไม่ได้คิดเช่นนี้ คิดแต่ให้เงินช่วยเหลือไปหรือหาวิธีอย่างอื่น ซึ่งทำให้เกิดปัญหากับประเทศมากและวันนี้ก็ยังต้องหาวิธีการแก้ปัญหาอยู่ วันนี้เราเริ่มใหม่ จะดีหรือไม่ ใช่หรือไม่ ขอให้เราได้ทำก่อน ทุกอย่างมีความเสี่ยงหากเกิดอะไรขึ้นข้างหน้าก็ต้องปรับแก้ และเราเป็นประชาธิปไตยก็ต้องยอมรับฟังความคิดเห็นคนเยอะๆ
“ประชาชนต้องเข้าใจรัฐบาลด้วย ว่าเราไม่สามารถตอบสนองได้ทุกเรื่อง ทุกคนคิดได้แต่ต้องช่วยกันว่าเราจะเดินหน้าไปอย่างไร ทำอย่างไรที่จะใช้งบประมาณให้น้อยที่สุดที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ เราจะแก้ปัญหาในอนาคตได้อย่างไร แต่เบื้องต้นอาจต้องใช้ก่อน เช่นมาตรการช่วยเหลือชาวนาที่มีรายได้น้อย ให้มีเงินจับจ่ายใช้สอย และเงินตัวนี้ไม่เกี่ยวกับการทำให้ราคาข้าวบิดเบือน ซึ่ง รมว.พาณิชย์ จะมีการแถลงข่าวเรื่องนี้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นายกฯ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีปัญหาเกี่ยวกับพืชผลทางการเกษตรเยอะ ทุกเรื่องไม่ใช่เรื่องข้าวอย่างเดียว แต่วันนี้ที่เดือดร้อนมากคือข้าว และ ยางพารา ขณะที่ อ้อย ยังไม่มีปัญหามากเพราะมาตรการดูแลแข็งแรง ต่อไปต้องปรับว่าผลิตภัณฑ์ที่มีมากจะทำอย่างไร หากขายเป็นวัตถุดิบราคาก็จะตก เพราะมีการแข่งขัน อีกประเด็นหนึ่งคือต้นทุนราคาสินค้าของเรามันสูงเพราะค่าแรงบ้านเราสูง ต้นทุนจึงต่างกัน ต้องเห็นใจผู้ส่งออกที่มีปัญหาตรงนี้ ดังนั้นเราต้องเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพที่ดีกว่าเขา ทุกวันก็ทำกันอยู่ มันคือสิ่งที่รัฐบาลทำ เป็นสิ่งที่ผมสั่งการไปทุกวัน ผ่านที่ประชุมต่างๆ และการที่ตนได้พูดในรายการ คืนความสุขให้คนในชาติ ทุกวันศุกร์ ข้าราชการเขาก็ฟังว่าตนพูดอะไร เห็นว่าเขาฟังเพราะเห็นจากผลการปฏิบัติงานที่มีผลงานปรากฏออกมา แต่เขายังไม่มีโอกาสพูดมากนัก ซึ่งก็ได้เร่งรัดให้เขาอธิบายว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง ที่พูดมาทำไปแล้วทั้งนั้น ทั้งช่วงเริ่มต้น กำลังวางแผน และการวางรากฐานในอนาคต



