ข่าว

ปชป.เล็งช่วย“กษิต”แก้ข้อหาก่อการร้าย

ปชป.เล็งช่วย“กษิต”แก้ข้อหาก่อการร้าย

05 ก.ค. 2552

ปชป. ติง ตร.ตั้งข้อหา “กษิต” ก่อการร้ายแรงเกิน เล็งส่งทนายช่วย “กษิต - สมเกียรติ” เทพไท” หนุน “กษิต” อยู่ต่อ อ้างเป็นแค่ผู้ถูกกล่าวหา คดียังอีกหลายขั้นตอน อัดกลับเพื่อไทยกลับไปดูอดีตหน.พรรคตัวเอง จวก “ทักษิณ” ส่องกระจกดูเงาตัวเองก่อน มท.1 ปัดตอบสื่อปมขัดแ

 (5ก.ค.) นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายเรียกแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งรวมถึงนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ในข้อหาใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองและก่อการร้าย จากคดีกลุ่มพันธมิตรฯ บุกยึดสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิว่า เป็นปกติตามกระบวนการยุติธรรม ในชั้นพนักงานสอบสวน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานที่มีอยู่กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า การกระทำของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล จะเข้าองค์ประกอบในกฎหมายความผิดมาตราใด  

 ส่วนขั้นตอนต่อไปเป็นเรื่องที่พนักงานอัยการ จะเห็นด้วยหรือไม่ ในสิ่งที่พนักงานสอบสวนสรุปมา ซึ่งเมื่อพยานหลักฐานถึงพนักงานอัยการ อาจจะไม่ส่งฟ้อง หรือศาลอาจจะยกฟ้องในภายหลัง ทั้งนี้ การที่พรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้นายกษิตลาออกนั้น ถือว่า เป็นสิทธิของนายกษิตว่า จะตัดสินใจทำตามหรือไม่

 นายสาธิต กล่าวอีกว่า ส่วนตัวเห็นว่า การตั้งข้อหาก่อการร้ายนั้นรุนแรงเกินไป เพราะการยึดสนามบิน เพื่อโค่นล้มรัฐบาล กับการก่อการร้าย มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาคนละมาตรา โดยหลักกฎหมายจะใช้เจตนาเป็นสำคัญ ถ้าตำรวจตั้งข้อกล่าวหาผิด ศาลอาจจะยกฟ้องภายหลังได้  ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นการแสดง ให้เห็นว่า รัฐบาลใช้มาตรฐานเดียว ดังนั้น แกนนำพรรคเพื่อไทยและสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่เคยกล่าวหาว่า รัฐบาล 2 มาตรฐาน ต้องออกมากลับคำพูดของตัวเอง 

“เทพไท”หนุน“กษิต”อยู่ต่ออ้างเป็นแค่ผู้ถูกกล่าวหา

 นายเทพไท เสนพงษ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย ออกมาเรียกร้องให้นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ในคดีปิดสนามบินสุวรรณภูมิ หลังจากที่ถูกออกหมายเรียกเป็นผู้ก่อการร้ายว่า ขอชี้แจงว่า นายกษิตเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา และมีหมายเรียกให้ไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นขั้นตอนเบื้องต้น ของกระบวนการสืบสวน ซึ่งยังมีกระบวนการอีกหลายขั้นตอน

 "ไม่ทราบว่า การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีมูลการกระทำความผิดเพียงพอ ที่จะตั้งข้อหาได้หรือไม่ รวมถึงกระบวนการนี้ ยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของพนักงานว่า สามารถสั่งฟ้องต่อศาลได้หรือไม่  ซึ่งกระบวนการในศาลยุติธรรม จะต้องมีการพิจารณาพยานหลักฐานอย่างรอบคอบ ก่อนที่จะพิจารณาพิพากษาตัดสินคดี ซึ่งยังไม่มีใครทราบว่า ผลของการพิจารณาจะออกมาในรูปแบบใด"

 นายเทพไท กล่าวว่า ตามหลักของกฎหมาย ผู้ต้องหาที่ยังไม่มีคำพิพากษาตัดสินคดีถึงที่สุด ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า เป็นผู้บริสุทธิ์  จึงไม่อยากจะให้พรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้นายกษิตลาออก แสดงความรับผิดชอบในตอนนี้

 “อยากให้ย้อนกลับไปดูอดีตหัวหน้าพรรคตัวเองที่ชื่อพ.ต.ท.ทักษิณ  คดีความถูกศาลตัดสิทธิ์จนถึงที่สุดแล้วให้จำคุก2 ปี แล้ววันนี้ได้แสดงความรับผิดชอบอะไรบ้าง ยังตั้งหน้าตั้งตาท้าทายอำนาจรัฐ และการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลอยู่ตลอดเวลา รวมถึงการยังไม่สำนึกความผิดชอบตนเอง ให้ลิ่วล้อและสาวก ล่ารายชื่อประชาชนมากดดันสถาบันเบื้องสูงอยู่ในขณะนี้ การจะเรียกร้องหาความรับผิดชอบจากคนอื่นนั้น ก็อยากให้กลับมาส่องกระจกดูตัวเองว่า ได้แสดงความรับผิดชอบแล้วหรือยัง” นายเทพไท กล่าว

“เทพไท”จี้สอบวิทยุชุมชนอุดรปล่อย"ทักษิณ"โฟนอิน

นายเทพไท  กล่าวถึงกรณีที่นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำนปช. และเจ้าของสถานีวิทยุชุมชนชมรมคนรักอุดรฯ ออกมาระบุว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะจัดรายการผ่านสถานีดังกล่าวทุกวันจันทร์ เวลา 09.00 น. เพื่อตอบโต้รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ว่า  เป็นการอ้างเหตุผลข้างๆ คูๆ เพื่อฉกฉวยโอกาสโฟนอินมาพูดกับสาวกของตนเอง ทั้งๆ ที่รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ไม่มีเรื่องการพูดถึงประเด็นการเมือง เหมือนกับการจัดรายการของนายกฯ คนก่อนๆ ที่ใช้รายการดังกล่าวตอบโต้ทางการเมือง แต่นายกฯ อภิสิทธิ์จะพูดถึงผลงาน โครงการ การทำงานของรัฐบาล เพื่อสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจในทุกสัปดาห์ จะไม่พูดเรื่องการเมืองให้เป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งในสังคม
 
 นายเทพไท กล่าวว่า อยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบกทช. และกสช. เข้าตรวจสอบเรื่องการให้ใบอนุญาตของวิทยุชุมชน ว่าได้ปฏิบัติตามใบอนุญาตหรือวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งวิทยุชุมชนหรือไม่  หากพ.ต.ท.ทักษิณซึ่งเป็นนักโทษหนีคดีจำคุก 2 ปี สามารถใช้วิทยุชุมชนสื่อสารกับบุคคลอื่นได้ก็อาจทำให้มีนักการเมืองหลายคนที่ต้องคดีจำคุก หลบหนีในต่างประเทศเช่นเดียวกันก็สามารถใช้สิทธิ์อย่างนี้ได้ด้วย รวมถึงนักโทษที่ต้องขังอยู่ในเรือนจำนับแสนคนก็อาจจะทวงสิทธิ์ของตนเองเพื่อเอาเยี่ยงอย่างนักโทษชายอย่างพ.ต.ท.ทักษิณได้ด้วย

มท.1 ปัดตอบสื่อปมขัดแย้ง ภท.-ปชป.

นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ประธานคณะทำงาน รมว.มหาดไทย ว่า ไม่ตอบ เพราะไม่มีความขัดแย้งอะไร 

 เมื่อถามถึงกรณีนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ถูกตำรวจตั้งข้อหายึดสนามบินสุวรรณภูมิ นายชวรัตน์ กล่าวว่า ไม่ตอบ เพราะนายกษิตไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย

 ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ในฐานะนายกษิตอยู่ร่วมรัฐบาลเดียวกัน จะต้องแสดงสปิริตลาออกหรือไม่  รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ไม่มีความเห็น

โฆษกเพื่อไทยชี้"อภิสิทธิ์-ศักดิ์สยาม"เล่นซูเอี๋ย

 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาระบุว่า จะทนอยู่ร่วมรัฐบาลเพียงเพื่อให้งบประมาณผ่าน ว่า กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องจริงที่ไม่ควรพูด นายศักดิ์สยาม ถือว่ามีบารมีในกระทรวงมหาดไทยมาก ซึ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ควรรับฟัง เพราะเรื่องนี้ถือว่าโดนใจนายกรัฐมนตรีไปเต็มๆ แต่เมื่อนายอภิสิทธิ์ ออกมาพูดตอบโต้ ประกอบกับนายศักดิ์สยาม ออกมาระบุว่าเป็นเพียงการพูดเล่นๆ จึงสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ รซูเอี๋ยอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง


โพลล์ชี้คนไทยรับได้จ่ายใต้โต๊ะ-คอรัปชั่น

ดร.นพดล  กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์  มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ  เปิดเผยผลวิจัย “เอแบคเรียลไทม์โพลล์” ที่เป็นการสำรวจจากครัวเรือนที่สุ่มตัวอย่างได้ทั่วประเทศตามหลักสถิติแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น  และได้ติดตั้งโทรศัพท์ให้กับครัวเรือนที่เป็นตัวอย่างเพื่อทำการสัมภาษณ์ได้อย่างรวดเร็วฉับไว  จากนั้นประมวลผลด้วยระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบเรียลไทม์ โดยครั้งนี้ได้ทำการสำรวจ  เรื่อง เสียงสะท้อนของสาธารณชน ทำไมคนไทยเอนเอียงยอมรับการทุจริตคอรัปชั่น กรณีศึกษาประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน 17 จังหวัดของประเทศ ประกอบด้วย  กรุงเทพมหานคร ตาก กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ชลบุรี เลย กาฬสินธุ์ สุรินทร์ บุรีรัมย์ อุดรธานี ขอนแก่น สตูล และสงขลา จำนวนทั้งสิ้น  1,582  ครัวเรือน ดำเนินการสำรวจในวันที่  1-4 กรกฎาคม  2552

 ผลวิจัยพบความน่าเป็นห่วงสำหรับสังคมไทยอีกครั้งหนึ่งในเรื่องปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น เมื่อข้อมูลวิจัยพบว่าคนไทยทุกเพศ ทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ ทุกระดับการศึกษา และระดับรายได้ส่วนใหญ่เห็นว่า การเลี้ยงดูปูเสื่อคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ยอมรับได้ โดยพบว่าประชาชนคนไทยที่ถูกศึกษาเกินครึ่งหรือร้อยละ 56.4 เห็นว่าการเลี้ยงดูปูเสื่อคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ยอมรับได้ ในขณะที่ร้อยละ 43.6 ไม่ยอมรับ  ทั้งนี้เมื่อจำแนกตามเพศ ไม่พบความแตกต่างคือ ร้อยละ 56.9 ในกลุ่มผู้ชายและร้อยละ 56.0 ในกลุ่มผู้หญิงเห็นว่าการเลี้ยงดูปูเสื่อคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ยอมรับได้

 อย่างไรก็ตาม เมื่อจำแนกตามช่วงอายุพบว่ามีความน่าเป็นห่วงยิ่งขึ้นเมื่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อายุ ต่ำกว่า 20 ปี และช่วงอายุ 20 - 29 ปี ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.7 และร้อยละ 62.5 เห็นว่าการเลี้ยงดูปูเสื่อคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ยอมรับได้ ในขณะที่คนอายุระหว่าง 30 - 39 ปี ร้อยละ 55.6  คนอายุระหว่าง 40 - 49 ปีร้อยละ 51.0 และคนอายุ 50 ปีขึ้นไปร้อยละ 56.8 ที่เห็นว่าการเลี้ยงดูปูเสื่อคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างเป็นเรื่องที่ยอมรับได้

ดร.นพดล กล่าวต่อว่า ผลวิจัยยังพบความสอดคล้องกับเรื่องวัยของผู้ถูกศึกษา เมื่อพบว่า นักเรียนนักศึกษากลับกลายเป็นกลุ่มคนที่เห็นว่า การเลี้ยงดูปูเสื่อคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ยอมรับได้สูงมากที่สุดในกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่มีอยู่ถึงร้อยละ 66.1 รองลงมาคือ ร้อยละ 63.8 ที่เป็นคนว่างงาน ไม่มีอาชีพ และพนักงานบริษัทเอกชนร้อยละ 57.1 พ่อค้าและธุรกิจส่วนตัวร้อยละ 56.4  เกษตรกรร้อยละ 56.3 ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจร้อยละ 53.6 และแม่บ้าน คนเกษียณอายุร้อยละ 52.9 ตามลำดับ

 นอกจากนี้ เมื่อจำแนกตามระดับการศึกษา พบว่า กลุ่มคนที่การศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 57.8 คนที่มีการศึกษาปริญญาตรีร้อยละ 55.0 และคนที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีร้อยละ 43.1 เห็นว่าการเลี้ยงดูปูเสื่อคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ยอมรับได้ และเมื่อจำแนกตามระดับรายได้พบว่าคนที่มีรายได้น้อยที่สุดคือไม่เกิน 5, 000 บาทต่อเดือน มีสัดส่วนสูงสุดคือร้อยละ 61.7 ที่เห็นว่าการเลี้ยงดูปูเสื่อคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ในขณะที่คนที่มีรายได้ 20,000 บาทขึ้นไปร้อยละ 50.9 เห็นว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับได้เช่นกัน

 ผลวิจัยยังพบ ปัจจัยที่คาดว่าเป็นเหตุให้คนไทยมีความเอนเอียงยอมรับการทุจริตคอรัปชั่น เมื่อถามถึงประสบการณ์และความคิดเห็นเกี่ยวกับการทุจริตคอรัปชั่นที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 69.3 ระบุคอรัปชั่นเกิดขึ้นในกลุ่มนักการเมืองระดับชาติ เช่นเดียวกับนักการเมืองระดับท้องถิ่นที่มีอยู่ร้อยละ 69.1 เช่นกัน ร้อยละ 68.7 เห็นว่าการติดสินบนหาหลักฐานในการเอาผิดได้ยาก ร้อยละ 67.5 เห็นว่าคอรัปชั่นเกิดขึ้นในกลุ่มข้าราชการชั้นสูง ร้อยละ 62.3 เห็นว่านักการเมืองระดับชาติมักจะหลบหนีออกนอกประเทศได้โดยง่าย หลังทำผิดทุจริตคอรัปชั่น ร้อยละ 61.0 เห็นว่าการติดสินบนทำให้ได้รับความสะดวกสบายที่แตกต่าง ร้อยละ 58.8 เห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่กล้าเอาผิด (ใส่เกียร์ว่าง) กับนักการเมืองระดับสูงที่ทุจริตคอรัปชั่น ร้อยละ 58.3 เห็นว่า เจ้าพนักงานที่รับสินบนมักไม่ถูกดำเนินการเอาผิด ร้อยละ 53.0 เห็นว่า คอรัปชั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในหมู่ข้าราชการชั้นผู้น้อย และร้อยละ 52.2 เห็นว่า ผู้ที่จ่ายสินบน มักไม่มีความผิด หรือรอดพ้นความผิดได้ง่าย

 ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อเปรียบเทียบผลวิจัยระหว่าง ปีพ.ศ. 2548 กับ ผลวิจัยครั้งล่าสุดต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้ พบว่า ประชาชนที่ตั้งใจจะเอาผิดคนที่ทุจริตคอรัปชั่น ลดลงอย่างมาก คือ ถ้านักการเมืองทุจริตคอรัปชั่น เคยมีคนไทยส่วนใหญ่หรือร้อยละ 84.7 คิดอยากจะแจ้งความเอาผิดในปี พ.ศ. 2548 แต่ในการสำรวจล่าสุดเหลืออยู่ที่ร้อยละ 63.5 ถ้ารัฐมนตรีทุจริตคอรัปชั่น เคยพบประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 83.6 คิดอยากจะแจ้งความเอาผิดในปี พ.ศ. 2548 แต่ปัจจุบันลดลงเหลือร้อยละ 62.0 ถ้าแกนนำในชุมชนทุจริตคอรัปชั่น เคยพบประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 79.1 คิดอยากจะแจ้งความเอาผิดในปี พ.ศ. 2548 แต่ปัจจุบันเหลืออยู่ที่ร้อยละ 66.2 แต่ที่น่าสังเกตคือ ปัจจุบัน กลุ่มแกนนำในท้องถิ่นกลับกลายเป็นกลุ่มคนที่กำลังถูกประชาชนคิดอยากจะแจ้งความเอาผิดการทุจริตคอรัปชั่นมากที่สุด

 นอกจากนี้ ที่น่าพิจารณาอีกคือ ถ้าคนที่ทุจริตคอรัปชั่นเป็นคนใกล้ตัวประชาชนเอง เช่น เป็นเพื่อนบ้านสนิทกัน เป็นคนเคยมีบุญคุณช่วยเหลือกันมา เป็นญาติในบ้านเดียวกัน และเป็นคนในครอบครัว ก็จะมีสัดส่วนของคนที่คิดจะแจ้งความเอาผิดการทุจริตคอรัปชั่นลดลงเหลือเพียงร้อยละ 29.5 เท่านั้น

 ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า สังคมไทยอาจจะช้าเกินไปที่จะรณรงค์หรือยกเอาเรื่อง ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นเป็นวาระแห่งชาติ เพราะสังคมกำลังขาดพลังและขาดตัวกระตุ้นที่เพียงพอ คนไทยส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าใดนัก ยิ่งข้อมูลใหม่ล่าสุดค้นพบว่า เด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่หลายคนอาจคิดว่า คนเหล่านี้จะปฏิเสธการทุจริตคอรัปชั่น ตรงกันข้ามกลับพบจำนวนที่ยอมรับสูงกว่าคนวัยอื่น ซึ่งสะท้อนอะไรให้เห็นหลายอย่าง เช่น  กระบวนการยุติธรรมไม่สามารถเอาผิดคนที่ทุจริตคอรัปชั่นให้เป็นเยี่ยงอย่างที่แรงพอจะทำให้ประชาชนคนไทยในประเทศเกิดความตระหนัก และ การที่เด็กเยาวชนกำลังถูกระบบทุนนิยมเข้าครอบงำจิตใจ ทำให้พวกเขาเห็นเรื่องเงินทองและปากท้องสำคัญกว่าความชอบธรรม เป็น