
เมื่อโปลิศจับโจรขโมยเป็นองค์กรผู้สูงอายุ
เมื่อโปลิศจับโจรขโมย เป็นองค์กรผู้สูงอายุ : วิศิษฏ์ ชวนพิพัฒน์พงศ์รายงาน
วันตำรวจที่เพิ่งผ่านพ้น พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ส่งสารถึงตำรวจทั่วประเทศ เน้นย้ำบทบาทหน้าที่ "ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์" โดยมีความผาสุกของสังคมและประชาชนเป็นหลักชัย ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตำรวจในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจับกุมผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวอังกฤษที่เกาะเต่า การให้รางวัลตำรวจที่จับกุมประชาชนที่ติดสินบนคดีจราจร
หรือแม้กระทั่งคดีที่สั่นคลอนกระบวนการยุติธรรมอย่างคดีตำรวจให้การช่วยเหลือ นายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือ เสี่ยโจ้ เจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดสหทรัพย์ทวีค้าไม้ ซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยพัวพันกับการค้าน้ำมันเถื่อนในภาคใต้ ให้หลบหนีคำพิพากษาในความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารและดวงตราประทับเข้าเมือง
ทว่าท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากสังคมและประชาชนให้ปรับปรุงและพัฒนา "ตำรวจ" นั้นกลับพบว่า "เนื้อใน" องค์กรตำรวจเองก็มีปัญหาซ้อนทับมากมาย และในเร็วๆ นี้ก็ต้องเผชิญกับ "การขาดแคลนบุคลากร" ซึ่งแน่นอนว่า จะส่งผลกระทบต่อการทำงานอย่างไม่ต้องสงสัย
ร่างยุทธศาสตร์การบริหารทรัพยากรบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2557-2566 ซึ่งจัดทำขึ้นโดยสำนักงานกำลังพล ซึ่งจะเป็นร่างยุทธศาสตร์ที่ใช้พัฒนาทรัพยากรบุคคลในช่วง 10 ปีข้างหน้า ได้บันทึกปัญหาการขาดแคลนกำลังพลเอาไว้ ดังเช่น
"กรอบอัตรากำลัง" ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปัจจุบันตำรวจมีกำลังพลทั้งหมด 216,958 นาย แบ่งเป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 58,941 นาย คิดเป็นร้อยละ 27.17 ส่วนตำรวจชั้นประทวนมีจำนวน 158,017 นาย หรือร้อยละ 72.83 ของตำรวจทั้งหมด
หากจำแนกตามเพศพบว่า มีตำรวจเพศชาย 200,637 นาย คิดเป็นร้อยละ 92.48 เพศหญิง 16,321 นาย คิดเป็นร้อยละ 7.52 ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีตำรวจหญิงดำรงตำแหน่งสูงสุด คือ รองผู้บัญชาการ 2 นาย และผู้บังคับการ 8 นาย (ทั้งสองตำแหน่งครองยศ พล.ต.ต.)
อย่างไรก็ดีเมื่อเปรียบเทียบข้าราชการตำรวจกับข้าราชการในฝ่ายพลเรือนแล้วตำรวจมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 16.08 มากเป็นลำดับสอง รองจากกระทรวงศึกษาธิการ
สำหรับอายุของตำรวจในปัจจุบันนั้นพบว่า ตำรวจมีอายุเฉลี่ย 43 ปี โดยหน่วยงานที่มีอายุเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ภูธรภาค 5 อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 48.57 ปี รองลงมา คือ ตำรวจตระเวนชายแดน อายุเฉลี่ย 46.76 ปี และภูธรภาค 9 อายุเฉลี่ย 46.46 ปี
ขณะที่ตำรวจในหน่วยปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม พบว่าทุกหน่วย มีอายุเฉลี่ยเกิน 44 ปี
เมื่อพิจารณาถึงแนวโน้มการเกษียณอายุราชการตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2557 เป็นต้นไป พบว่า ในอีก 6 ปีข้างหน้าตำรวจจะเกษียณอายุเพิ่มขึ้นทุกปีจนถึงปี พ.ศ.2563 ซึ่งมีจำนวนผู้เกษียณสูงสุด 7,636 นาย
การเกษียณอายุราชการของตำรวจนี้เป็นประเด็นท้าทายด้านทรัพยากรบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ต้องเร่งหาทางรับมือ เนื่องจากจำนวนตำรวจเกษียณมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในปี 2560 หรืออีกราวๆ 2 ปีข้างหน้าจะมีตำรวจเกษียณอายุเกิน 5,000 นาย จึงต้องสรรหากำลังพลมาทดแทนให้เพียงพอและทันเวลา
ที่สำคัญยังจำเป็นต้องมีจัดเตรียมสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลที่จะมารองรับการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเข้าสู่การเป็น "องค์กรแห่งผู้สูงอายุ" ด้วย
นอกจากนี้ ยังพบปัญหาขาดแคลนตำรวจระดับชั้นประทวนด้วย เพราะนโยบายส่งเสริมให้ชั้นประทวนมีความก้าวหน้าในอาชีพ โดยเปิดสอบเลื่อนชั้นสัญญาบัตรจำนวนมากและการเลื่อนชั้นข้าราชการตำรวจยศดาบตำรวจอายุ 53 ปี เป็นสัญญาบัตร ส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาการขาดแคลนตำรวจชั้นประทวนเป็นอย่างมาก เนื่องจากไม่ได้เปิดรับสมัครบุคคลภายนอกมาทดแทน
การขาดแคลนกำลังพลยังเกิดขึ้นกับส่วนงานด้าน "เทคนิค" ซึ่งเป็นบุคลากรที่ต้องมีคุณวุฒิพิเศษ เช่น ผู้ปฏิบัติงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ ทำลายวัตถุระเบิด ทั้งๆ ที่ผู้ปฏิบัติงานด้านนี้จำเป็นต้องอาศัยทักษะ ความรู้ความชำนาญเฉพาะด้าน ตลอดจนจะต้องสั่งสมประสบการณ์ในการทำงาน จำเป็นต้องมีแนวทางในการดำเนินการสรรหาบุคลากรด้านเทคนิค หรือคุณวุฒิพิเศษ เพื่อแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ในมิติของ "จำนวน" ตำรวจที่ขาดแคลนก็เป็นปัญหามากแล้ว แต่เมื่อพิจารณาในด้าน "คุณภาพ" กำลังพลยิ่งทำให้น่ากังวลไม่น้อย ด้วยตำรวจอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 43 ปี ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในหน่วยป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมก็จะได้รับผลกระทบเพราะงานด้านนี้จำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีอายุน้อย มีสมรรถนะร่างกายเหมาะสมกับภารกิจที่ตรากตรำและเสี่ยงภัย
สำหรับปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาองค์กรและการบริหารทรัพยากรบุคคลนั้นก็ถือเป็นส่วนสำคัญที่ไม่อาจละเลยได้ ซึ่งในร่างยุทธศาสตร์ฉบับนี้ ชี้ให้เห็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อกำลังพลไว้หลายประเด็น
ไม่ว่าจะเป็น เรื่องโครงสร้างองค์กรตำรวจที่มีขนาดใหญ่ มีชั้นการบังคับบัญชา ทำให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทำได้ล่าช้า, ระบบการแต่งตั้งโยกย้ายไม่สามารถตอบสนองต่อภารกิจและแก้ไขปัญหาการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ, เส้นทางการเจริญเติบโตในสายอาชีพไม่ชัดเจนและไม่สร้างแรงจูงใจ
ค่าตอบแทนไม่เหมาะสมกับภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมที่ต้องมีอิสระในการปฏิบัติงาน และการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเข้าสู่ระบบยังไม่สามารถสรรหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและมีสมรรถนะที่เหมาะสมกับงานตำรวจ
อย่างไรก็ดี ร่างยุทธศาสตร์ของสำนักงานกำลังพล ได้เสนอระบบการพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่จำเป็นต้องทำ ดังนี้ 1.ต้องกำหนดแผนงานพัฒนาระยะยาว เพื่อให้เกิดการพัฒนาต่อเนื่องตลาดชีวิตราชการ 2.ผู้บริหารระดับสูง โดยเฉพาะผู้บริหารระดับผู้บังคับการขึ้นไปต้องมีภาวะผู้นำและได้รับการพัฒนาศักยภาพการบริหาร
3.ตำรวจชั้นประทวน เป็นตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด จำเป็นต้องจัดระบบการฝึกอบรมและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการเพิ่มอำนาจให้ เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาในพื้นที่ซึ่งมีความแตกต่างกันได้อย่างคล่องตัวและสนองตอบแนวทางการกระจายอำนาจการบริหาร
4.การเปลี่ยนแปลงของสังคม อาชญากรรมรูปแบบใหม่ จำเป็นต้องให้ข้าราชการตำรวจมีสมรรถนะที่เหมาะสมกับปัญหาด้านอาชญากรรมที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา และ 5.การเตรียมความพร้อมของทรัพยากรบุคคลเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
---------------------------------------------------
(หมายเหตุ : เมื่อโปลิศจับโจรขโมย เป็นองค์กร‘ผู้สูงอายุ’ : วิศิษฏ์ ชวนพิพัฒน์พงศ์รายงาน)



