
ขึ้นเวที41ปี14ตุลาวิทยากรชี้ทางปฏิรูป
ขึ้นเวที41ปี14ตุลา วิทยากรชี้ทางปฏิรูป : วัฒนาค้ำชูรายงาน
"ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึง มาหาความหมาย ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว" คือบทกลอนจาก "เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน" ที่ทุกคนรู้จักกันดี
เพราะกลอนที่เผยแพร่เมื่อปี 2511 บทนี้ เป็นหนึ่งในสายธารงานประพันธ์อีกมากมายหลายหลาก อันมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของขบวนการนิสิตนักศึกษา ซึ่งต่อมาได้พัฒนาสู่การเรียกร้องประชาธิปไตยในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
14 ตุลาคม 2557 หรือ 41 ปีให้หลังจากนั้น "วิทยากร เชียงกูล" เจ้าของบทกลอนอมตะชิ้นนั้น กลับมาขึ้นเวทีปาฐกถา ที่ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา เพื่อรำลึกเหตุการณ์ที่เขาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมจุดประกายฉานฉายประชาธิปไตย
“ขบวนการประชาชน : ปัญหาและทางออกประเทศไทย” คือหัวข้อที่วิทยากร ในตำแหน่งคณบดีกิตติคุณวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต รับเป็นองค์ปาฐก ซึ่งเขาเริ่มต้นด้วยการบอกเล่าถึงการต่อสู้ในรูปของขบวนการนักศึกษา ทั้ง 14 ตุลา 16 และ 6 ตุลา 19 อันนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง
"หลังปี 2520 มีความต้องการประชาธิปไตยแบบรัฐสภามากกว่าระบอบเผด็จการทหารแบบเก่า ขณะที่ระบอบเศรษฐกิจในรอบ 41 ปี ตั้งแต่หลังตุลา 2516 จนถึงปัจจุบันได้เจริญเติบโตขึ้นอย่างมาก แต่เป็นการพึ่งพาการลงทุนการค้ากับต่างประเทศเพิ่มขึ้น กลายเป็นเศรษฐกิจในระบบทุนนิยมผูกขาดที่อยู่ได้ด้วยการขูดรีดทรัพยากรธรรมชาติและแรงงานของเกษตรกร คนงาน และผู้ประกอบการรายย่อยทำให้สังคมไทยมีความเหลื่อมล่ำสูง ทางทรัพย์สินรายได้ การศึกษามาก ทำให้อำนาจรัฐอยู่ในรัฐบาลที่ส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้ง ซื้อสิทธิ์ ขายเสียง ใช้อำนาจระบบอุปถัมภ์"
อย่างไรก็ตามถ้ามองในภาพกว้างในเชิงระบบโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองของไทย ที่ชนชั้นนำส่วนน้อยคงมีอำนาจเหนือประชาชนส่วนใหญ่มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือรัฐบาลที่ทหารนำเข้ามาแทรกแซง ซึ่งไม่ได้แตกต่างกัน วิทยากรบอกว่า เป็นเพียงการเล่นเกมทางการเมืองของชนชั้นนำต่างกลุ่มเท่านั้น ภายหลังความล้มเหลวของขบวนการ 14 ตุลา และขบวนการสังคมนิยม ประชาชนถูกแบ่งแยกและปกครองมีลักษณะกระจัดกระจายอ่อนแอ ถูกครอบงำโดยอุดมการณ์ความเชื่อจากชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ เพิ่มขึ้น
"การปรับตัวของชนชั้นนำและระบบทุนนิยมได้เกิดขึ้น เช่น ทหารเข้ามายึดอำนาจเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ จัดการเลือกตั้งใหม่ พวกชนชั้นนำต่างกลุ่มยังคงประนีประนอม ปรองดองสมานฉันท์ ตกลงแบ่งปันอำนาจและผลประโยชน์กันแบบลับๆ ได้ ในขณะที่ไม่มีประชาชนฝ่ายใดหรือกลุ่มใดได้ประโยชน์อย่างยั่งยืน จากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบเปลี่ยนรัฐสภา เปลี่ยนกลุ่มชนชั้นนำ เนื่องจากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การเมือง ให้เป็นธรรมขึ้นอย่างแท้จริง"
วิทยากรยังชี้ให้เห็นความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในระยะเปลี่ยนผ่าน 41 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ การถือครองที่ดิน "รอบ 41 ปีที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเลือกตั้งหรือรัฐบาลทหาร ที่อ้างว่ายึดอำนาจเพื่อปราบนักการเมืองโกง ไม่มีรัฐบาลไหนที่ฉลาดมีวิสัยทัศน์ เห็นแก่ส่วนรวมพอที่จะเข้าใจว่า ประเทศไทยมีปัญหาถึงขั้นวิกฤติที่จะต้องปฏิรูปเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ การเมือง สังคมไทย อย่างถึงรากถึงโคน จึงจะทำให้ก้าวข้ามพ้นจากความด้อยพัฒนาการทางการเมือง และสังคมได้"
สำหรับปัญหากับสิ่งที่คนไทยฟังไม่สนิทหูนัก เพราะคำว่า "ด้อยพัฒนา" ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งวิทยากรวิเคราะห์ว่า เป็นเพราะระบบการศึกษาที่รวมศูนย์อำนาจเผยแพร่อุดมการณ์ จารีตนิยมล้าหลัง ขาดประสิทธิภาพทำให้นักเรียน นักศึกษา ส่วนใหญ่ ได้รับการศึกษาแบบเน้นการท่องจำ และการฝึกทักษะทางเทคนิคสนใจแต่เรื่องการหาเงินมาเพื่อการบริโภคแบบตัวใครตัวมัน นอกจากนี้ยังมีปัญหาของระบอบทักษิณและฝ่ายต่อต้านทักษิณ ทำให้ไม่สามารถที่จะปฏิรูปเชิงโครงสร้างระบบเศรษฐกิจการเมือง ในแบบที่ประชาชนมีส่วนร่วมเพื่อให้สร้างสังคมให้เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมได้อย่างจริงจัง
“เราเรียนรู้อะไรจากการชุมนุมเรียกร้องของขบวนการประชาชนที่ส่วนใหญ่ยากจน ได้รับการศึกษาน้อย และการศึกษาก็มีคุณภาพต่ำยังถูกครอบงำให้มีแนวคิดจารีตนิยม จากการแต่งตั้งองค์กรของตนเองทำให้ภาคประชาชนโดยรวมถูกชนชั้นนำครอบงำปัญญาชนไทยยังไม่ได้ศึกษา ค้นคว้าสถานการณ์ในประเทศไทยอย่างเป็นวิทยาศาสตร์มากเท่าที่ควร แล้วยังเลือกเข้าข้างชนชั้นนำกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งด้วยอารมณ์ความรู้สึก และมีกรอบคิดที่มองปัญหาแบบสองขั้วสุดโต่ง ประชาชนไทยควรตื่นตัวสนใจคิดเรื่องปัญหาบ้านเมือง ปัญหาของส่วนรวม เพื่อที่จะได้นำกลับมาอ่านคิดวิเคราะห์ ศึกษา ปัญหาทางออก ในการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง สรุปบทเรียนจากประวัติศาสตร์ ประสบการณ์การต่อสู้ของขบวนการประชาชนจากไทยและประเทศอื่นเพื่อที่จะได้เข้าใจสภาพปัญหาสาเหตุ หาทางออกจากปัญหาเศรษฐกิจการเมืองของสังคมไทยได้อย่างถูกทางเพิ่มขึ้น”
ประชาธิปไตยที่แท้จริงมีความหมายกว้างกว่าแค่สิทธิในการเลือกตั้งผู้แทนที่ประชาชนไม่ได้มีสิทธิแค่ 1 นาที ตอนไปกาบัตรและหย่อนบัตรเลือกตั้งเท่านั้น แนวทางที่จะแก้ไขสาเหตุที่เป็นรากเหง้าของปัญหานี้ได้ต้องมีการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ระบบเศรษฐกิจ พลังงานและทรัพยากร การเกษตร ธุรกิจขนาดย่อม ขนาดกลาง แรงงาน การเมือง การปฏิรูปการศึกษา และสื่อมวลชน ในแบบผ่าตัดถึงรากถึงโคน
อย่างไรก็ตาม วิทยากรนำเสนอแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยเอาไว้ด้วยว่า เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประชาชนที่ปัญหาของประเทศไทยในปัจจุบันและในอนาคตมีประชากรมากต้องการบริโภคและการได้รับการบริการเพิ่มขึ้น ขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอ และคนสูงอายุก็มีสัดส่วนเพิ่ม คนวัยทำงานลดลง เศรษฐกิจของประเทศต้องแข่งขันร่วมมือกับประเทศอื่นเพิ่มขึ้นประเทศต้องการพัฒนาพลเมือง ให้มีความรู้อย่างมีคุณภาพ การจะแก้ปัญและพัฒนาระบบเศรษฐกิจสังคม ที่จะเอื้อประโยชน์ประชาชนส่วนใหญ่ได้ ไม่อาจใช้ระบบทุนนิยมผูกขาดที่เป็นบริวารและทุนนิยมกึ่งรัฐ แบบที่ประเทศไทยกำลังทำอยู่ได้เพราะระบอบนี้เป็นตัวการสร้างปัญหา
"ดังนั้นจำเป็นต้องปฏิรูปเศรษฐกิจให้เป็นรูปแบบทางเลือกใหม่ คือ ระบบเศรษฐกิจแบบผสมระหว่างทุนนิยมที่รัฐต้องกำกับให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมกับระบบสังคมนิยมประชาธิปไตยที่เป็นระบบสหกรณ์ รัฐสวัสดิการ ระบบเศรษฐกิจ แนวพึ่งตนเอง แล้วกระจายอำนาจการบริหารไปจัดการระดับชุมชนเพิ่มขึ้น อย่างประเทศในกลุ่มยุโรปเหนือ สวีเดน ฟินแลนด์ นอร์เวย์ และเยอรมนี"
__________________________________
(หมายเหตุ : ขึ้นเวที41ปี14ตุลา วิทยากรชี้ทางปฏิรูป : วัฒนาค้ำชูรายงาน)



