
สบายๆ สไตล์สีกากี :ชีวิตหลากด้านกับ "หมออำนวย นิ่มมะโน'
หากชีวิตคือการทำงาน ทั้งชีวิตของนายตำรวจใหญ่คนนี้ก็คงเต็มไปด้วยงาน งาน และงาน แม้แต่ยามว่างจากภารกิจสอบสวนคดีการเมืองทั้งเหลืองและแดง ตลอดจนคดีอาชญากรรมดังๆ ตั้งแต่มรณกรรมปริศนา "ห้างทอง ธรรมวัฒนะ"
ยัน "เดวิด คาร์ราดีน" ดาราฮอลลีวู้ดชื่อดังแล้ว เขายังสวมบทบาทอาจารย์พิเศษด้านกฎหมาย ที่สร้างความภาคภูมิใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอาชีพหลักคือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์
"สอนหลายที่ทั้งในและนอกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ที่ภูมิใจที่สุดนะ คือหลักสูตรพัฒนานักกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะว่าได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักกฎหมายของกระทรวงทบวงกรมอื่นๆ และมีโอกาสนำศักยภาพของงานสืบสวนสอบสวนไปโชว์ ไปบอกให้รู้ในบางส่วนว่าเราทำอะไรไปบ้าง"
พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) หนึ่งในมือกฎหมายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เล่าถึงภารกิจยามว่างที่มักจะสวมวิญญาณเป็นเรือจ้าง บรรยายพิเศษด้านกฎหมายแบบผู้รู้จริง ปฏิบัติจริง แก่นักศึกษาและนักกฎหมายตามหน่วยงานต่างๆ อยู่เนืองๆ
"คนภายนอกจะได้รับรู้ข้อเท็จจริง แนวทางการสืบสวนที่ถูกกล่าวหาว่า ตำรวจใช้ระบบกล่าวหา นั่นคือการตั้งข้อกล่าวหาแล้วไปหาหลักฐานมาสนับสนุนข้อกล่าวหานั้นไม่เป็นความจริง" พล.ต.ต.อำนวย ย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ผมเป็นหนึ่งในพนักงานสอบสวนคดีพันธมิตร พนักงานสอบสวนถูกกล่าวหาว่า ตั้งข้อหากบฏ ตั้งข้อหารุนแรงเกินความเป็นจริง เพราะคนไม่รู้ หรือรู้แต่แกล้งไม่รู้ว่าตำรวจไม่ได้เป็นคนตั้งข้อหา แค่รวบรวมหลักฐานและนำหลักฐานเหล่านั้นไปเสนอต่อศาล โดยศาลพิจารณาตามข้อเท็จจริงแบบนี้ จะผิดในข้อหาอะไรบ้าง ศาลเห็นว่าผิดข้อหากบฏด้วย เลยอนุมัติหมายจับในข้อหากบฏ ไม่ใช่เราตั้งเอง" พล.ต.ต.อำนวย ยกตัวอย่างดั่งอาจารย์สอนหน้าชั้นเรียน
นอกเหนือจากงานตำรวจแล้ว รอง ผบช.น.เจ้าของวลี "นวยทนได้" ยังมีหน้าที่ไปแสดงความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.ไกล่เกลี่ยคดีความอาญาชั้นพนักงานสอบสวนที่รัฐสภาด้วย โดยได้รับเชิญจากกรรมาธิการยุติธรรม วุฒิสภา ซึ่งตัวเขาเองมองว่าถ้าร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่าน จะเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างมาก
พล.ต.ต. อำนวย ให้ความสำคัญกับร่าง พ.ร.บ.ไกล่เกลี่ยฯ ฉบับนี้มาก เนื่องจากมองว่าเป็นรูปแบบความยุติธรรมในรูปแบบสมานฉันท์อย่างแท้จริง อย่างกรณีเพื่อนคนหนึ่งกำลังขัดสนเงินทอง ขโมยโทรศัพท์มือถือของเพื่อนไปขาย แต่ก็มีความตั้งใจจะซื้อคืนให้ แต่เมื่อเป็นคดีอาญาแล้วก็ต้องติดคุก และการเป็นคนร้ายด้วยความจำเป็นเมื่อไปติดคุกติดตะรางสังคมก็ไม่ได้ดีขึ้น หากคู่กรณียอมรับว่าเอาโทรศัพท์มือถือไปจริงแล้วจะหามาคืนให้ ผู้เสียหายยินยอมให้อภัย คนสองคนนี้ก็อยู่ร่วมกันในสังคมต่อไป หากมีการขึ้นโรงขึ้นศาลจนหน้าดำคร่ำเครียด เจ้าของโทรศัพท์ก็ไม่ได้ของคืน แถมผู้ต้องหายังต้องคิดคุก ก็จะไม่มีใครได้อะไรเลย หากมีการอภัยต่อกัน มีการซื้อโทรศัพท์มือถือคืน ความสมานฉันท์ก็ย่อมเกิดขึ้น
"บ้านเราพูดคำนี้กันมาก 'สมานฉันท์' คืออาจจะยอมเสียอะไรบางอย่าง เพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบ ต้องสร้างความสมานฉันท์ในชาติ ไม่ว่าสีเสื้ออะไรก็ตาม ประเทศจีนมีพลเมือง 1,200 ล้านคน ถ้าเขาไม่ใช้รูปแบบสมานฉันท์ คงต้องใช้ตำรวจและศาลเยอะมาก แต่เขามีคณะกรรมการสมานฉันท์ คณะกรรมการไกล่เกลี่ยคดีอาญา เป็นคณะเล็กๆ ระดับชุมชน ตำบล มณฑล จังหวัด กว่าจะหลุดไปสู่กระบวนการยุติธรรมในศาลต้องผ่านคณะกรรมการเหล่านี้ก่อน" รองอำนวยเล่าถึงที่มาของร่าง พ.ร.บ.ไกล่เกลี่ยฯ ที่มีแนวคิดมาจากประเทศจีน
ด้วยความที่เป็นนักกฎหมายมือฉมังแห่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.อำนวย ยอมรับว่า ตำรวจเคยเสนอร่าง พ.ร.บ.ไกล่เกลี่ยฯ ไปแล้วแต่เรื่องเงียบหาย เห็นมาปรากฏที่กรรมาธิการยุติธรรมแล้วก็รู้สึกดีใจ โดยสาระของร่าง พ.ร.บ.จะกำหนดเกี่ยวกับความผิดลหุโทษ ความผิดโดยประมาท ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี แต่หากเป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ ความสงบเรียบร้อยของประชาชน คงยอมความไม่ได้แน่นอน
นักกฎหมายคุยเรื่องกฎหมายก็คงต้องมีกฎหมายที่ใฝ่ฝันให้เกิดมีในสังคมสักที นั่นคือ "กฎหมายการควบคุมฝูงชนในที่สาธารณะ" นายตำรวจใหญ่ย้ำนักย้ำหนาว่าไม่ใช่กฎหมายปราบม็อบ หรือปราบผู้ชุมนุม แต่เป็นกฎหมายที่ใช้จัดระเบียบ และรับรองสิทธิการชุมนุม ที่ไม่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น
"คนที่เรียนกฎกมายจะเปรียบเทียบง่ายๆ ถึงการใช้สิทธิ์ว่า แขน ขา ยาวขนาดไหนก็ตาม ทุกคนมีสิทธิ์กางแขน กางขาได้เต็มที่ หายใจได้เต็มปอด เพราะปอดเราใหญ่กว่าเพื่อน สูดอากาศไปเท่าใดก็ได้ แต่แขน ขา ที่เรากางต้องไม่ไปทิ่มจมูกชาวบ้านแล้วร้องโอ๊ยๆ เราต้องหดแขนเข้ามา" พล.ต.ต.อำนวย ยืนยันว่า ต้องมีกฎหมายเฉพาะมาวางกรอบการชุมนุม เพื่อจะเป็นตัวชี้วัดได้ว่าตำรวจกระทำเกินกว่าเหตุหรือละเว้นการปฏิบัติ
"ป.ป.ช.(คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) คิดว่าตำรวจทำแบบนี้ทำเกินกว่าเหตุ ตำรวจคิดไม่ตรงกับ ป.ป.ช. ตำรวจถูกไล่ออก ตำรวจมีความเสี่ยงสูงมาก ให้ตำรวจไปสู้กับไอ้เสือ คนร้าย ยิงดวลปืนกัน ตำรวจเลือกอันนั้น มากกว่ามาสู้กับม็อบ เพราะสู้กับม็อบไม่มีกติกา ป.ป.ช.ก็บอกว่าต้องทำจากเบาไปหาหนัก ถามว่าจากเบาไปหาหนักคืออะไร เบาคือปัสสาวะ หนักคืออุจจาระ (ฮา) มันไม่มีเกณฑ์เอาอะไรมาวัด ต้องสร้างเกณฑ์ขึ้นมาก่อน ตำรวจไม่ทำในกฎเกณฑ์ ค่อยไล่ตำรวจออก" พล.ต.ต.อำนวย เล่าเรื่องตลกร้ายที่เกิดขึ้น
"ตอนนี้ ตำรวจละล้าละลัง ตำรวจเกียร์ว่าง ตำรวจไม่ออกอาวุธก็ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ตำรวจหนีไปเลยดีกว่า แต่ผมไม่กลัว ผมยึดหลักรักษากฎหมาย เหลืองทำผิดก็ต้องโดน แดงทำผิดก็โดน ผมก็เลยโดนทั้งเหลือง ทั้งแดง" รองนวยฯ บอกด้วยรอยยิ้ม
ในความเป็นชาติไทยหรือชาติใด พล.ต.ต.อำนวย ย้ำว่า ต้องมีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ ต้องมีดินแดนที่มีอาณาเขตที่แน่นอน ใครแบ่งแยกไม่ได้ ต้องเป็นหนึ่งเดียว ขวานทองต้องอยู่ครบ ส่วนที่สองประชาชนที่เป็นหนึ่งเดียว และสุดท้ายอำนาจอธิปไตยแบ่งแยกไมได้ แต่ขณะนี้มีคนที่คิดแบ่งแยกประชาชน สถาปนาตัวเองเป็นแกนนำสี !
"พ่อแม่พี่น้องครับ ถึงเวลาแล้วที่พ่อแม่พี่น้องจะต้องเลือกฝ่าย ใครไม่เลือกฝ่ายคนนั้นทำลายชาติ ทำไมพูดอย่างนี้ คนเลือกฝ่ายนั่นแหละทำลายชาติ เราต้องเอาคอนเซ็ปท์ความเป็นรัฐ ประเทศไทยเดิมกลับมาให้ได้" พล.ต.ต.อำนวย ฝากความสมานฉันท์ไปถึงคนไทยทุกคน
แล้วเวลา...รีแล็กซ์จริงๆ ของรอง ผบช.น.ทำอะไร ?
"เสาร์อาทิตย์ก็ออกกำลังกายวิ่ง 10 กิโลเมตรไปตามถนน ปกติตื่นตีห้า วิ่งในหมู่บ้าน 5-6 กิโลเมตร รูปร่างถึงดีไง (ฮา)"
"การวิ่งใช้เวลาไม่มาก ไม่ต้องหาสถานที่ ไม่เสียตังค์เยอะ แต่จะไม่ไปวิ่งที่แปลกๆ สุนัขไม่รู้จักมันจะกัดเอา ตอนวิ่งไปตามถนนก็มีทั้งเหลืองทั้งแดงทักทายตลอดทาง สีเหลืองให้กำลังใจว่าเล่นสีแดงหนักๆ วิ่งไปสักอีก 2 กิโลเมตรเจอสีแดง ตะโกนถามเมื่อไรจะจับสีเหลืองที่ยึดสนามบิน ก็คิดๆ ว่าต่อไปจะเจอสีอะไรอีก สีน้ำเงิน สีขาว จะมีหรือเปล่า ก็ไปเจอสีกลัก...เจอพระธุดงค์...ไม่เกี่ยวกัน(ฮา)" พล.ต.ต.อำนวย ปล่อยมุกเรียกเสียงหัวเราะเกรียวแม้แต่ตัวเองก็พลอยสนุกยิ้มแย้มด้วยใบหน้าผ่อนคลาย
...ภายในห้องทำงานที่ประดับตกแต่งอย่างเรียบง่าย มีหนังสือกฎหมายเรียงรายอยู่หลายเล่มบนชั้นข้างๆ เก้าอี้ ฝาผนังประดับด้วยภาพวาดรูปม้าฝูงใหญ่ เช่นเดียวกับชั้นวางของที่ตั้งโชว์รูปปั้นรูปม้า ซึ่งเจ้าของห้องในชุดสูทผูกเนกไทตามแบบฉบับนักบริหาร ไขข้อสงสัยว่าตัวเองเกิดปีม้า จึงพึงพอใจส่วนตัวกับรูปสัญลักษณ์ที่สื่อถึง "ม้า" เป็นพิเศษ
แถมยังมีหุ่นปูนปั้นครึ่งตัวหน้าละม้ายคล้าย พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ผิวสีชมพูเข้ม สวมเครื่องแบบสีกากี ทับด้วยเสื้อกาวน์สีขาว สลักถ้อยคำว่า "หมออำนวย" ตั้งอยู่ในโซนสำนักงานรอง ผบช.น. เป็นเสมือนตัวแทนว่านายกำลังจับจ้องการทำงานอยู่ทุกวินาที (ฮาๆ)
"ตอนเป็น ผบก.น.2 ผบก.น.3 ผมจะพูดเสมอว่าอาชญากรก็เหมือนเชื้อโรค การจ่ายยาก็คือมาตรการต่างๆ ที่ต้องเปลี่ยนไปเรื่อย เหมือนเปลี่ยนยารักษาโรค พอย้ายมาลูกน้องก็เอารูปปั้นตำรวจกับหมอ กลายเป็นหมออำนวยมาให้" พล.ต.ต.อำนวย เล่าที่มาของปูนปั้นด้วยความทรงจำที่แจ่มชัด
ทีมข่าวรายงานพิเศษ : เรื่อง
ประเสริฐ เทพศรี : ภาพ



